ร่วมลงนาม ยกเลิกกฎหมาย 3 ฉบับ มั่นคงภายใน - กฎอัยการศึก - พ.ร.ก.ฉุกเฉิน"

ร่วมลงนาม ยกเลิกกฎหมาย 3 ฉบับ มั่นคงภายใน - กฎอัยการศึก - พ.ร.ก.ฉุกเฉิน
ร่วมลงนาม ยกเลิกกฎหมาย 3 ฉบับ มั่นคงภายใน - กฎอัยการศึก - พ.ร.ก.ฉุกเฉิน
ร่วมลงนาม ยกเลิกกฎหมาย 3 ฉบับ มั่นคงภายใน - กฎอัยการศึก - พ.ร.ก.ฉุกเฉิน

วันเสาร์ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2554

กกพ.พร้อมรับร้องเรียนค่าไฟแพงช่วงน้ำท่วม

 

กกพ.พร้อมรับร้องเรียนค่าไฟแพงช่วงน้ำท่วม

ประธานกรรมการกำกับกิจการพลังงาน แจงกรณีประชาชนในพื้นที่ประสบอุทกภัยไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการคิดค่าไฟ‏ สามารถร้องเรียนเพื่อดำเนินการตรวจสอบได้ ชี้เหตุไฟแพงอาจเกิดจากไฟรั่วได้...

นายดิเรก ลาวัณย์ศิริ ประธานกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ระบุว่า ได้ร่วมกับตัวแทนของการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ชี้แจงกรณีได้รับการร้องเรียนจากประชาชนเกี่ยวกับการเรียกเก็บค่าไฟฟ้าค่าบริการ และค่าธรรมเนียม ในช่วงเดือนที่ประสบอุทกภัย ทำให้ผู้ใช้ไฟฟ้าไม่ได้รับความเป็นธรรมเพราะเป็นเหตุสุดวิสัยอันเนื่องมาจากเหตุอุทกภัย โดย กกพ. กำหนดแนวทางปฏิบัติให้ กฟน. และกฟภ. พิจารณาตรวจสอบในกรณีพิเศษเพื่อให้ผู้ใช้ไฟฟ้าได้รับความเป็นธรรมโดยทั่วกัน โดยกรณีการคิดค่าไฟฟ้าแพงเกินจริงในเดือนที่อาจจะไม่ได้ใช้ไฟฟ้า เนื่องจากน้ำท่วมและการถูกเรียกเก็บที่เกิดจากการใช้ค่าเฉลี่ยของการใช้ไฟฟ้า โดยการไฟฟ้าฝ่ายจำหน่ายได้จดหน่วยการใช้ไฟฟ้าตามตัวเลขที่ปรากฏจริงที่เครื่องวัดหน่วยไฟฟ้าแล้วแบ่งหน่วยการใช้ไฟฟ้าที่จดได้ออกใบแจ้งค่าไฟฟ้า เป็น 2 ฉบับ ฉบับเดือนตุลาคม และเดือนพฤศจิกายน หรือนับจากวันที่จดหน่วยครั้งล่าสุดก่อนเกิดอุทกภัยถึงรอบวันที่จดหน่วยถึงปัจจุบันเดือนธันวาคม ตามสัดส่วนของจำนวนวันของแต่ละเดือนนั้น

ทั้งนี้  หากผู้ใช้ไฟเกิดข้อสงสัยเกี่ยวกับการเรียกเก็บบิลดังกล่าว สามารถยื่นคำร้องมาที่การไฟฟ้าฝ่ายจำหน่ายให้ตรวจสอบ และแยกการเรียกเก็บเป็นเดือนต่อเดือนได้ โดยหากไม่มีหน่วยการใช้ไฟฟ้าในรอบเดือนที่มีน้ำท่วมก็จะได้รับยกเว้นค่าบริการ หรือกรณีเสียค่าไฟฟ้าแพงกว่าปริมาณการใช้ไฟตามปกติ ซึ่งอาจมาจากไฟรั่วในพื้นที่น้ำท่วม สามารถขอให้การไฟฟ้าพิจารณาและตรวจสอบได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายหากพบว่ามีไฟรั่ว เนื่องจากน้ำท่วมก็ให้มีการพิจารณาดำเนินการคืนค่าไฟฟ้าส่วนเกินตามความเหมาะสม และกรณีที่มีการตัดไฟฟ้า และถูกเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการต่อกลับมิเตอร์ไฟฟ้าที่เกิดจากผู้ใช้ไฟฟ้า ไม่ได้รับใบแจ้งหนี้ หรือไม่สามารถไปชำระค่าไฟฟ้าได้นั้น ให้ผู้ใช้ไฟฟ้าสามารถยื่นคำร้องเพื่อให้การไฟฟ้าฝ่ายจำหน่ายตรวจสอบ และคืนเงินค่าธรรมเนียมการต่อกลับมิเตอร์ไฟฟ้าได้

อย่างไรก็ตาม ขอยืนยันว่า วิธีการคิดค่าไฟเฉลี่ยต่อเดือนเป็นความเจตนาดีของการไฟฟ้าฝ่ายจำหน่าย เพื่อช่วยลดภาระค่าไฟที่สะสมเนื่องจากหากนำค่าไฟฟ้าของทั้ง 2 เดือน ไปเรียกเก็บค่าบริการในเดือนเดียวจะทำให้ผู้ใช้ไฟฟ้าเสียค่าไฟฟ้าในช่วงอัตราก้าวหน้า ซึ่งจะทำให้เสียค่าไฟฟ้าสูงกว่าการเฉลี่ย 2 เดือน ซึ่งผู้ใช้ไฟฟ้า สามารถยื่นข้อร้องเรียนได้ที่การไฟฟ้านครหลวงเขต หรือ MEA Call Center โทร. 1130 ตลอด 24 ชั่วโมง และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค โทร. 1129 อย่างไรก็ตาม หากผู้ใช้ไฟที่ได้ร้องเรียนต่อการไฟฟ้าฯ แล้วยังไม่ได้รับความเป็นธรรมสามารถยื่นข้อร้องเรียนร้องเรียนได้ที่ สำนักงาน กกพ.



โดย: ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์

31 ธันวาคม 2554, 21:45 น.

เตรียมพร้อมสู้ภัยพิบัติทางธรรมชาติคุกคามแบบ "ตื่นตัว" ไม่ "ตื่นตูม" รับมือปี "มังกรระเริงชล"

 

เตรียมพร้อมสู้ภัยพิบัติทางธรรมชาติคุกคามแบบ "ตื่นตัว" ไม่ "ตื่นตูม" 

รับมือปี "มังกรระเริงชล"

พ.ศ.2555......ปีมังกร

ปีที่คนส่วนใหญ่รอคอยด้วยความหวัง ว่า จะเป็นปีมงคล ปีแห่งความยิ่งใหญ่ ปีแห่ง ความเจริญรุ่งเรืองและปีที่จะมีแต่สิ่งดีๆ เกิดขึ้นในชีวิต

เนื่องจากตั้งแต่ครั้งบรรพบุรุษของชาวจีนผืนแผ่นดินใหญ่ สืบต่อมาจนถึงชาวไทยเชื้อสายจีนบนแผ่นดินสยามปัจจุบัน มีความเชื่อกันว่า มังกรเป็นสัตว์มงคล และเป็นเบอร์ 1 ใน 4 สัตว์มงคลของชาวจีน โดยเรียงลำดับ มังกร หงส์ กิเลน และเต่า ทั้งมังกรยังถือเป็นสัญลักษณ์ของฮ่องเต้ด้วย

แต่ในโลกปัจจุบันที่ธรรมชาติถูกจ้องทำลายด้วยน้ำมือมนุษย์ ความหวังของมนุษย์ที่อยากจะมีแต่ความสุข ความเจริญรุ่งเรือง จึงมีโอกาส "ไม่ได้ดั่งใจ" ที่ซ้ำร้ายกว่านั้นคือหากมนุษย์ยังไม่สำเหนียกถึงภัยพิบัติต่างๆ ที่จะเกิดจากสิ่งที่หลายคนพูดกันอยู่เสมอว่า "ธรรมชาติเอาคืน" และเร่งหาทางป้องกันให้ต้นเหตุแห่งภัยพิบัติอันเกิดจากมนุษย์บรรเทาเบาบางลงแล้ว

ปีมังกร 2555 อาจต้องกลายเป็นปีแห่งความทุกข์ยากแสนสาหัสขนาดที่นึกไม่ถึงกันเลยก็ได้


เพราะหากดูจากข้อมูลทางภูมิศาสตร์กายภาพแล้ว ปีมังกร 2555 น่าจะหนีไม่พ้น ปี "มังกรระเริงชล" ที่คนไทยต้องเผชิญกับภัยพิบัติชนิดอกสั่นขวัญกระเจิงกันอีกครั้ง เนื่องจากน่าจะเป็นอีกปีหนึ่งที่ธรรมชาติจะยังคงวิปริตผิดเพี้ยน เหมือนที่เคยเกิดขึ้นในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นอากาศร้อนในหน้าหนาว อากาศหนาวในหน้าร้อน น้ำท่วมหนักสุดในรอบร้อยปี การเกิดสึนามิครั้งใหญ่ แผ่นดินไหวจนจุดศูนย์กลางของกรุงเทพมหานครรับรู้ถึงแรงสั่นสะเทือน รวมทั้งรอยแยกที่มีพลังตามจุดต่างๆทั่วประเทศ ฯลฯ

ที่สำคัญเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่เมื่อปลายปี 2554 ซึ่งยังคงตามหลอกหลอนคนไทยทั้งประเทศ ก็เป็นเรื่องที่สุดจะคาดเดาได้ว่าจะเกิดซ้ำขึ้นอีกหรือไม่ และอีกเพียงไม่กี่เดือนข้างหน้าก็จะก้าวเข้าสู่ช่วงฤดูฝนที่เริ่มตั้งแต่เดือน มิ.ย.หรือเดือน 6 ของทุกปีอีกแล้ว

นั่นก็หมายความว่า นับจากวันปีใหม่นี้ วันที่ 1 มกราคม 2555 เราจะมีเวลาอีกเพียง 6 เดือนเท่านั้นฤดูฝนก็จะมาถึงแล้ว ทั้งนักวิชาการด้านน้ำต่างระบุตรงกันว่า ปี 2555 น้ำจะมากกว่าปี 2554

ดร.สมิทธ ธรรมสโรช

ดร.สมิทธ ธรรมสโรช


นายสมิทธ ธรรมสโรช ประธานกรรมการมูลนิธิสภาเตือนภัยพิบัติแห่งชาติ ในฐานะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบบริหารทรัพยากรน้ำ (กยน.) ระบุว่า ปี 2555 ปริมาณน้ำจะมีมากขึ้น เพราะอิทธิพลต่อเนื่องจากลานินญา คือ ปรากฏการณ์ที่ น้ำฝนมากผิดปกติ เพราะความแปรปรวนของอุณหภูมิของอากาศและน้ำในมหาสมุทรต่างๆ  และมักจะเกิดในทิศทางที่ตรงข้ามกันด้วย ระบบภูมิอากาศโลกจึงมีการสลับไปมาทุกๆ 3-5 ปีโดยเฉลี่ย

"ปี 2555 ภัยธรรมชาติ โดยเฉพาะน้ำท่วมจะรุนแรง และคาดว่ากรุงเทพมหานครจะเป็นหนึ่งในเมืองหลวงหลายแห่งในทวีปเอเชีย ที่จะได้รับผลกระทบจากการละลายของ ภูเขาน้ำแข็งมากที่สุด โดยภายใน 2-9 ปี น้ำจะท่วมกรุงเทพฯและหลายจังหวัดในภาคกลางอย่างถาวร ระดับน้ำสูง 1-1.5 เมตร เนื่อง จากกรุงเทพฯตั้งอยู่บนดินเหลว และมีการทรุดตัวของแผ่นดินอย่างต่อเนื่อง  นอกจากนี้กรุงเทพฯ ยังอาจเกิดแผ่น-ดินไหว เพราะมีรอยเลื่อนถึง 13 รอย ในภาคเหนือ ภาคตะวันตก และภาคใต้ โดย เฉพาะรอยเลื่อน จ.กาญจนบุรี หากมีแผ่นดินไหวมากกว่า 7 ริก-เตอร์ เขื่อนศรีนครินทร์ และเขื่อนวชิราลงกรณ์ ซึ่งตั้งทับรอยเลื่อนเหล่านี้จะแตก จนทำให้น้ำท่วมบริเวณใกล้เคียงสูงถึง 25 เมตร ภายในเวลา 5 ชั่วโมง" นายสมิทธ ฉายภาพภัยพิบัติที่กำลังจ่อคิวเข้าคุกคามประเทศไทย พร้อมระบุด้วยว่า พื้นที่ภาคใต้ของไทย อาจเจอคลื่นสึนามิอีกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นทางฝั่งอันดามัน  และฝั่งอ่าวไทย และจะรุนแรงยิ่งกว่าสึนามิเมื่อ 7  ปีที่แล้ว  เนื่องจากศูนย์กลางแผ่นดินไหวมาจากอินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ มีระยะเคลื่อนที่ของคลื่นไม่ถึง 40 นาทีก็จะถึงชายฝั่งของไทย ทั้งนี้ การเกิดแผ่นดิน ไหวและสึนามิ ก็มีสาเหตุมาจากลมสุริยะ

ดร.อานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา

ดร.อานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา


ขณะที่ นายอานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ผอ.สำนักพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี คาดการณ์ถึงสภาพอากาศในปี 2555 ว่า "จะมีปริมาณน้ำมาก คือฝนจะมากกว่าค่าเฉลี่ย นอกจากนี้ ยังไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่า จะมีพายุหรือร่องความกดอากาศต่ำที่เข้ามาอย่างไม่ทราบสาเหตุ จนทำให้เกิดฝนตกหนักอย่างในปีนี้หรือไม่ เนื่องจากไม่มีปัจจัยใดนำมาคาดการณ์ได้ และประเทศไทยจะต้องอยู่ในภาวะน้ำมากแบบนี้อีกราว 5-10 ปี"

ผอ.สำนักพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ ให้ความเห็นด้วยว่า คงปฏิเสธไม่ได้ ว่าในอนาคตโลกนี้จะเต็มไปด้วยน้ำ เนื่องจากปริมาณน้ำแข็งซึ่งครอบคลุมไปทั่วทั้งมหาสมุทร อาร์กติกนั้น ได้เบาบางลงไปแล้วถึง 40 เปอร์เซ็นต์ ส่งผลให้พื้นที่ที่เคยปกคลุมไปด้วยน้ำแข็งหดตัวลงไปแล้วไม่น้อยกว่า 25 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งจะส่งผลกับระดับน้ำทะเล และหากประกอบกับความร้อนที่เกิดจากมนุษย์โดยการขุดเอาน้ำมัน ถ่านหินที่มีในโลกมาเผาให้หมดเกลี้ยง เพิ่มระดับคาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศ น้ำแข็งในขั้วโลกใต้ก็ละลาย แม้เพียงบางส่วน แต่เชื่อว่าจะทำให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นประมาณ 1-3 เมตร เพราะ ฉะนั้นพื้นที่กรุงเทพฯ จะถูกน้ำท่วมจึงไม่แปลก เพราะกรุงเทพฯ อยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเลเมตรเศษๆมันเป็นแค่น้ำท่วมชายฝั่งไม่ใช่น้ำท่วมโลก อย่างพื้นที่ จ.เชียงใหม่ ไม่ท่วมแน่นอน ยกเว้นพื้นที่ต่ำชายฝั่งทะเล มีความเสี่ยงต่อการเกิดน้ำท่วมจริง


"อย่างไรก็ตาม ไม่ต้องตื่นตระหนกกับเรื่องไกลตัว แต่ควรหันกลับมาสนใจภัยใกล้ตัวอันเกิดจากน้ำมือมนุษย์ เช่น มลพิษ ดินถล่ม ฝนตก  น้ำท่วม  จากการพัฒนาพื้นที่โดยไม่ได้คำนึงลักษณะภูมิประเทศ ธรณีสัณฐาน ภูมิอากาศ มัวแต่ไปโทษปัจจัยภายนอก เรื่องโลกร้อน แกนโลกเอียง แต่ไม่เคยดูปัจจัยภายในตัวเอง" นายอานนท์กล่าวพร้อมคาดการณ์ถึงสถานการณ์น้ำท่วมในอีก 6 เดือนข้างหน้าด้วยว่า มีการเก็บข้อมูลย้อนหลังเกี่ยวกับลมมรสุมพบว่าประเทศไทยมีมรสุมเข้ามาปีละ 3 ลูกโดยเฉลี่ย ไม่ถือว่าหนัก แต่ปีหน้าประเทศไทยยังมีโอกาสเจอน้ำมากจากความแปรปรวนของสภาพอากาศ พบว่าเป็นผลมาจากภาวะโลกร้อนทำให้ใน 5-6 ปี เราต้องเจอสถานการณ์แบบปี 2554 แต่ก็คิดว่าเราจะมีความพร้อมมากขึ้นในการรับมือ โดยสิ่งที่ต้องรับมือมี 5 อย่างขณะนี้ คือ 1.ประตูระบายน้ำ 2.คันกั้นน้ำ 3.สถานีระบายน้ำ 4.แก้มลิง และ 5.คูคลอง ถ้าไม่ทำหนักแน่

แม้แต่กรมชลประทาน โดย นายสุเทพ น้อยไพโรจน์ รองอธิบดีกรมชลประทาน ยังระบุว่า "อิทธิพลของลานินญาจะทำให้เกิดสภาวะมีฝนมาก ทำให้ปี 2555 ประเทศไทยอาจต้องประสบภาวะฝนฤดูร้อนหรือฝนมาเร็วกว่าฤดูกาล"

แน่นอน การคาดการณ์ทั้งหลายแหล่เหมือนจะส่งสัญญาณที่แน่ชัดไปในทางเดียว กันแล้วว่า ปีหน้ามีแนวโน้มฉายแววชัดเจน พื้นที่ของประเทศไทยจะยังคงเต็มไปด้วยน้ำ อันเนื่องมาจากภาวะลานินญารวมทั้งอุณหภูมิความร้อนของโลกที่สูงขึ้นและข้อมูลที่ประมวลจากผู้รู้เรื่องน้ำระดับ "กูรูน้ำ" เหล่านี้ คือสิ่งที่ต้องไม่มองข้าม

ประกอบกับธรรมชาติ โดยเฉพาะป่า แม่น้ำ ภูเขา ที่ถูกทำลายจนทำให้ภัยธรรมชาติประเภทแผ่นดินไหว ภูเขาถล่ม ดินทลาย กลายเป็นเรื่องที่น่าวิตกกังวลถึงขนาดที่มีคนเสียชีวิตไปแล้วนั้น ยิ่งเหมือนเชื้อปะทุที่ช่วยเสริมให้ภัยธรรมชาติกลายเป็นอันตรายต่อประเทศไทยอย่างยิ่งในห้วงเวลานี้


ยิ่งหากหันกลับไปมองช่วงเวลาที่ผ่านมา ยิ่งเหมือนการยืนยันชัดเจนว่าธรรมชาติได้ดลบันดาลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของสภาวะลม-ฟ้า-อากาศ หนักหน่วงเพิ่มขึ้นทุกที ไม่ว่าจะเป็นน้ำท่วม จ.นครราชสีมาครั้งแรกในรอบ 50 ปี เมื่อเดือน ต.ค.ปี 2553 ต่อเนื่องด้วยน้ำท่วมหนักที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลาในเดือน พ.ย.ปีเดียวกัน ก่อนจะเกิดน้ำท่วมภาคใต้เกือบ 14 จังหวัดครั้งใหญ่ที่สุดในเดือน มี.ค.-เม.ย.2554 พร้อมๆกับการเกิดคลื่นยักษ์สึนามิที่ประเทศญี่ปุ่น ตามมาด้วยการเกิดแผ่นดินไหวที่ประเทศพม่า แต่ส่งผลให้เกิดแรงสั่นสะเทือนในหลายจังหวัดทางภาคเหนือ ขณะที่ในพื้นที่กรุงเทพฯ ก็รับรู้ได้ถึงแรงสั่นสะเทือนจากอาคารสูง บริเวณอโศก พระราม 9 สีลม รัชดาฯ บางอาคารเกิดการสั่นโยกราว 3 นาที

ตอกย้ำถึงแนวโน้มการเกิดภัยพิบัติต่างๆ ที่จะมีเพิ่มขึ้นด้วยข้อมูลจาก ดร.ก้องภพ อยู่เย็น นักวิทยาศาสตร์องค์การนาซ่า ระบุว่า ภัยพิบัติที่เกิดขึ้นในโลก ส่วนหนึ่งเกิดจากการกระทำของมนุษย์ แต่สาเหตุสำคัญที่ยังไม่ค่อยมีใครพูดถึง คือการเปลี่ยนแปลงของดวงอาทิตย์ ซึ่งเป็นจุด ศูนย์กลางของระบบสุริยจักรวาล โดยทุกครั้งที่มีการระเบิดบนพื้นผิวดวงอาทิตย์ จะทำให้เกิดลมสุริยะพัดออกมาโดยรอบดวงอาทิตย์และเคลื่อนที่มาถึงโลก มีผลทำให้สนามแม่เหล็กของโลกถูกรบกวนจนแปรปรวน จนทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ทั้งกระแสน้ำในมหาสมุทร และการก่อตัวของพายุอย่างฉับพลัน

ทั้งนี้ โดยปกติแล้ว ลมสุริยะจะใช้เวลาเดินทางมาถึงโลกภายใน 3-5 วัน ดังนั้น นักวิทยาศาสตร์จึงสามารถคาดการณ์ได้ว่า หากเกิดลมสุริยะ ในโลกจะเกิดการเปลี่ยน-แปลงภายใน 1 วัน จากนั้นอีก 3 วันจะเกิดภัยพิบัติที่รุนแรงมากขึ้น เช่น กรณีน้ำท่วมประเทศไทย ตั้งแต่วันที่ 26 ก.ย.ที่ผ่านมา เกิดขึ้นหลังจากที่ดวงอาทิตย์ระเบิดเพียง 4 วัน หลังจากนั้น ฝนตกอย่างหนัก


ถึงวันนี้ ป่าไม้ ที่ถือเป็นต้นน้ำสำคัญและเป็นแหล่งเก็บกักน้ำ ถูกกลุ่มนายทุนกว้านซื้อที่ดินเพื่อสร้างรีสอร์ตและปลูกพืชเศรษฐกิจ เช่น ยางพาราและปาล์มน้ำมัน โดยเฉพาะภาคอีสานเป็นพื้นที่ที่มีการบุกรุกมากที่สุด คือตั้งแต่เดือน ม.ค. 2554 พบว่ามีการกระทำความผิดมากถึง 1,500 คดี ปัจจุบันเหลือพื้นที่ป่าไม้ประมาณ 104 ล้านไร่เศษ หรือคิดเป็นร้อยละ 32 ของพื้นที่ทั้งประเทศ จากเดิมที่เคยมีในปี พ.ศ.2504 ราว 171 ล้านไร่ ลดลงเกือบ 70 ล้านไร่ จากการลดลงของพื้นที่ป่าไม้ และความเสื่อมโทรมของทรัพยากรป่าไม้ ก่อให้เกิดปัญหาการขาดแคลนน้ำในภาคเกษตรและอุตสาหกรรม เกิดภาวะน้ำท่วม ขาดแหล่งไม้ใช้สอย อาหาร ยา รายได้ รวมถึงภาวะโลกร้อน และภัยธรรมชาติที่รุนแรงมากยิ่งขึ้น

การรุกป่าเพื่อปลูกพืชเศรษฐกิจ โดย เฉพาะยางพารา ยังส่งผลถึงการเกิดดินถล่มและรอยแยกจำนวนมหาศาลโดยเฉพาะในภาคเหนือ และภาคใต้ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแทบทุกครั้ง เมื่อเกิดฝนตกหนัก โรงงานอุตสาหกรรมจำนวนมากในนิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ได้ส่งผลเสียต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งอากาศ ดิน น้ำ เป็นต้น

"ทีมข่าวสิ่งแวดล้อม" ขอฝากแง่คิดส่งท้ายปี 2554 และ ต้อนรับปี "มังกรระเริงชล 2555" ด้วยการนึกย้อนกลับไปถึงความเชื่อของคนไทยรุ่นปู่ย่า ตายาย ที่มีคำเปรียบเปรยถึงการเตือนภัยให้ระวังตัวว่า "จิ้งจกทัก" ยังทำให้เราต้องหยุดคิด และตั้งสติ พร้อมคิดทบทวนอย่างรอบคอบก่อนจะลงมือทำอะไร


ถึงวันนี้มีเสียงส่งสัญญาณเตือนภัยจากมนุษย์ ด้วยกันเอง ที่ศึกษาข้อมูล และมีการวิเคราะห์ วิจัยอย่างรอบคอบชนิดถี่ยิบ จนนำมาซึ่งข้อสรุป คือ การเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติที่จ่อคิวคุกคามโลกจะมีอัตราการเกิดที่ถี่ขึ้น ที่ซ้ำร้ายไปกว่านั้นคือภัยพิบัติที่เกิดจะทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ

ถึงเวลาหรือยังที่มนุษย์จะสำเหนียกถึงอันตรายใกล้ตัวที่มีแต่จะทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นทุกนาที

ฤา ต้องรอจนเห็นโลงศพจึงหลั่งน้ำตา!!!

 

ทีมข่าวสิ่งแวดล้อม

 

โดย: ทีมข่าวสิ่งแวดล้อม

1 มกราคม 2555, 05:30 น.


สวทช.โชว์ 10 ผลงานเด่นไอเดียเก๋แปลงเสียงพูดในเฟซบุ๊ก-ทวิตเตอร์

สวทช.โชว์ 10 ผลงานเด่นไอเดียเก๋แปลงเสียงพูดในเฟซบุ๊ก-ทวิตเตอร์

สวทช.เผย 10 ผลงานวิทยาศาสตร์ดีเด่นปี 54 ส่งผลดีต่ออุตสาหกรรมและเศรษฐกิจไทย อาทิ เทคโนโลยีสังเคราะห์เสียงพูดในเฟซบุ๊กและทวิตเตอร์ ช่วยลดอุบัติเหตุทางรถยนต์ วัคซีนป้องกันโรคไข้เลือดออก ระบบบำบัดน้ำเสียจากวัสดุธรรมชาติทำให้น้ำใสหายเหม็นลดจำนวนยุง...

ดร.ทวีศักดิ์ กออนันตกูล ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เปิดเผย 10 ผลงานวิทยาศาสตร์ไทยดีเด่นประจำปี 2554  ว่า 

 1.เทคโนโลยีสังเคราะห์เสียงพูด "วาจาเวอร์ชั่น 6.0" สามารถทำให้เฟซบุ๊กและทวิตเตอร์สามารถเปล่งเสียงอ่านให้ได้ยินได้ เป็นทางเลือกใหม่ในโซเชียลเน็ตเวิร์ก ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์ 

 2. วัคซีนลูกผสมเชื้อเป็นอ่อนฤทธิ์ เพื่อป้องกันโรคไข้เลือดออกจากไวรัสเด็งกี่ 4 สายพันธุ์ครั้งแรกของโลก โดยให้ใบอนุญาตบริษัทเอกชนรับสิทธิไปพัฒนาต่อเป็นวัคซีนป้องกันไข้เลือดออกในอนาคตอันใกล้ คาดว่าใช้เวลาประมาณ 10 ปี หรือเร็วกว่านั้น 

 3. ถุงเพาะชำย่อยสลายได้ทางชีวภาพ ซึ่งทำจากแป้งมันสำปะหลัง สามารถลดปริมาณขยะ ลดค่าใช้จ่ายในการกำจัดขยะ และป้องกันผลกระทบสิ่งแวดล้อม 

 4.เอนไซม์ทนด่างจากแบคทีเรียในลำไส้ปลวก สำหรับอุตสาหกรรมฟอกเยื่อกระดาษ  ลดการใช้พลังงาน ลดต้นทุน และรักษาสิ่งแวดล้อม  

 5.แผ่นกรองอากาศมัลติฟังก์ชั่น มีคุณสมบัติฆ่าเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา กำจัดแก๊ส หรือไอระเหยของสารเคมี และกำจัดกลิ่นต่างๆ ได้ เหมาะสำหรับโรงงานอุตสาหกรรมและเกษตรกรรม ในการลดมลพิษทั้งทางเคมีและชีวภาพ 

 6. เซ็นเซอร์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับระบบวัดน้ำและแสดงแผนที่อัตโนมัติ สามารถตรวจคุณภาพน้ำได้อย่างแม่นยำ พร้อมแสดงจุดที่ตรวจบนกูเกิลเอิร์ธได้ทันที  

 7. ระบบสแตนบายแบบไม่ใช้พลังงาน ทำให้ไม่สูญเสียพลังงานไฟฟ้า โดยฝังหรือควบรวมเข้าไปในอุปกรณ์ไฟฟ้า เช่น โทรทัศน์ เครื่องเล่นดีวีดี เครื่องเสียง และเครื่องปรับอากาศที่ใช้รีโมตในการเปิดปิดในระยะ 5 เมตร 

 8.กางเกงแก้วต้นทุน 100 บาท ซึ่งมีราคาถูก ใช้สะดวกบรรจุในห่อเล็กน้ำหนักเบาสามารถพกพาติดตัวได้ตลอดเวลา มีคุณสมบัติเหนียว บาง และเนื้อสัมผัสนิ่มคล้ายผ้า 

 9.การทดสอบระบบบำบัดน้ำเสีย "เอ็นค่า" ซึ่งดัดแปลงเครื่องสูบน้ำไดโว่ให้มีประสิทธิภาพในการเพิ่มฟองอากาศลงในน้ำ โดยสารจับตะกอนเอ็นเคลียร์ ทำมาจากวัสดุธรรมชาติ เช่น เศษไม้ ผงถ่าน ไม่มีสารเคมี สารพิษตกค้างหรือโลหะหนัก  ซึ่งทดลองในระดับหมู่บ้านได้สำเร็จทำให้น้ำใส หายเหม็น ออกซิเจนสูง และมีผลทำให้ลดปริมาณยุง และ 

10.ระบบคำนวณคาร์บอนฟุตพริ้นท์ให้กับองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) สามารถช่วยให้อุตสาหกรรมในประเทศไทยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันกับประเทศอื่นในเรื่องดังกล่าว และมีการพัฒนาซอฟต์แวร์สำเร็จรูปเพื่อประเมินประมาณก๊าซเรือนกระจกของไทยรายแรกของประเทศและภูมิภาคอาเซียน ถือเป็นการเตรียมความพร้อมนำประเทศไทยสู่ระบบเศรษฐกิจแบบคาร์บอนต่ำ ซึ่งประเทศในสหภาพยุโรปกำลังให้ความสำคัญ

โดย: ทีมข่าวการศึกษา

31 ธันวาคม 2554, 15:12 น.

 

รู้จักต้อกระจกตา..ภัยร้ายที่มองไม่เห็น

รู้จักต้อกระจกตา..ภัยร้ายที่มองไม่เห็น

ต้อกระจก (Cataract) เป็นโรคที่มีความขุ่นลงของเลนส์ตา ส่วนใหญ่มักเกิดในผู้สูงอายุ  โดยเฉพาะเมื่อมีอายุมากกว่า 65 ปี เนื่องจากเป็นความเสื่อมไปตามวัยของเลนส์ตาเมื่อมีอายุมากขึ้น แต่อาจเกิดจากสาเหตุอื่น เช่น อุบัติเหตุ หรือเป็นมาแต่กำเนิดก็ได้

อาการเริ่มแรกคือจะมองเห็นค่อยๆ มัวลงช้าๆ คล้ายมีหมอกมาบัง โดยไม่มีความเจ็บปวด อาจเริ่มมีการรบกวนต่อชีวิตประจำวัน เช่น ต้องอาศัยแสงสว่างมากในการจะมองให้ชัด หรืออาจมีการเปลี่ยนแปลงของสายตาโดยมีสายตาสั้นมากขึ้น การขับรถในตอนกลางคืนจะลำบากมากขึ้น ถ้าทิ้งไว้โดยไม่ได้รับการผ่าตัดรักษาอย่างเหมาะสม อาจทำให้เกิดข้อแทรกซ้อนได้ เช่น ต้อหิน หรือม่านตาอักเสบ ทำให้มีอาการปวดตาและตาอักเสบ การมองเห็นปกติการมองเห็นเมื่อมีต้อกระจก

การรักษาต้อกระจกนั้นทำได้โดยวิธีผ่าตัดโดยเอาเลนส์ที่ขุ่นออก และใส่เลนส์เทียมเข้าไปทดแทน วิธีการผ่าตัดมีหลายแบบขึ้นกับความรุนแรงของโรค ปัจจุบันวิธีการผ่าตัดพัฒนาก้าวหน้ามาก ใช้เวลาไม่นานราว 30 นาที โดยฉีดยาชาเฉพาะที่หรือใช้เพียงยาชาชนิดหยอด ทำเสร็จกลับบ้านได้ในวันเดียวกัน วิธีที่นิยมใช้ในปัจจุบันคือ การผ่าตัดสลายต้อกระจกด้วยคลื่น ultrasound และดูดเอาเลนส์ออกผ่านแผลขนาดเล็กเพียง 3 มม.และใส่เลนส์เทียมชนิดพับได้เข้าไปแทนเลนส์เดิม แผลมีขนาดเล็ก มักไม่จำเป็นต้องเย็บแผล และอาการเคืองตามีเพียงเล็กน้อย

การสลายต้อกระจกด้วยคลื่น ultrasound ผ่านแผลขนาดเล็ก

เมื่อสลายต้อกระจกแล้วจึงใส่เลนส์เทียมเข้าแทนที่

เลนส์เทียมที่ใช้ในการผ่าตัดมีหลายชนิด ทั้งชนิดมาตรฐานซึ่งเป็นเลนส์พับอย่างดี  (Monofocal) ให้การมองไกลได้ชัดเจนแต่มักต้องใส่แว่นเพื่อมองใกล้ชัด หรือเลนส์ชนิดชัดหลายระยะ (Multifocal) ซึ่งมองเห็นได้ทั้งไกลและใกล้ได้ โดยลดการพึ่งพาแว่นสายตายาวได้มากกว่า การดูแลหลังผ่าตัดคือ รับประทานยาและหยอดยาตาแพทย์สั่ง ห้ามตาโดนน้ำหลังผ่าประมาณ 2 สัปดาห์ หลีกเลี่ยงการยกของหนัก ไอ เบ่ง และมาตรวจตาตามที่แพทย์นัด

สอบถามเพิ่มเติม: Laser Vision International LASIK Center 
www.laservisionthai.com

 

โดย: ทีมข่าวไลฟ์สไตล์

29 ธันวาคม 2554, 14:00 น.

 

อีกด้านหนึ่งของ “ก.ศ.ร.กุหลาบ” ในมุมมองของราชสำนัก (1)

 

อีกด้านหนึ่งของ "ก.ศ.ร.กุหลาบ" ในมุมมองของราชสำนัก (1)

วันที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554 เวลา 14:14:40 น.

Share14

  ไกรฤกษ์ นานา     

นักวิชาการทางประวัติศาสตร์

 

ประวัติศาสตร์มีมุมมองได้ ๒ ด้านเสมอ ถ้ามีด้านบวกก็ต้องมีด้านลบ ถ้ามีผู้แพ้ก็ต้องมีผู้ชนะ และถ้ามีคนถูกก็ต้องมีคนผิด บางทีอาจมีมากกว่า ๒ ด้านด้วยซ้ำ คือไม่ใช่ทั้งถูกและผิด ขึ้นอยู่กับว่าเราจะมองประวัติศาสตร์จากแง่มุมไหน บางครั้งคนมักจะพูดว่าผู้ชนะคือผู้เขียนประวัติศาสตร์ แต่ถ้าเรามองประวัติศาสตร์จากมุมมองของผู้แพ้บ้าง ก็จะเห็นสิ่งที่ปิดบังซ่อนเร้นอยู่ก็ได้ ในกรณีของคนดังจากอดีต เช่นก.ศ.ร.กุหลาบ นั้นมีทั้งด้านบวกและลบให้พิจารณา ขึ้นอยู่กับว่าเราจะให้น้ำหนักด้านไหนมากกว่ากัน

 

ผมมีโอกาสอ่านบทความจากปก (Cover Story) เกี่ยวกับเรื่องราวของ ก.ศ.ร.กุหลาบ ในวารสารอ่าน ฉบับเดือนมกราคม-มีนาคม ๒๕๕๔ อ่านจบเดียวไม่พอต้องอ่าน ๒ จบ จะได้เข้าใจความคิดเห็นของท่านผู้เขียนที่ตีแผ่ได้ละเอียดลออ แสดงถึงการค้นคว้าข้อมูลมาเป็นอย่างดี ด้วยความเคารพในทัศนะต่างๆ ที่ท่านนำเสนอ

เมื่ออ่านจบก็รู้ถึงความศรัทธาของผู้เขียนที่เชื่อว่านายกุหลาบถูกปรักปรำให้ตกเป็นจำเลยของสังคมโดยไม่เป็นธรรม ในยุคที่ประชาชนเดินดินไม่มีสิทธิ์มีเสียงในการ

 

วิพากษ์วิจารณ์ประวัติศาสตร์ ซึ่งเขียนขึ้นโดยชนชั้นศักดินาเป็นส่วนใหญ่ งานเขียนของนายกุหลาบจึงมีแนวโน้มจะปฏิวัติแนวคิดของศักดินาโดยปริยาย ด้วยเหตุนี้ทัศนะของประชาชนระดับรากหญ้าด้วยกันจึงเห็นสมควรให้น้ำหนักความชอบธรรมต่อการกระทำของนายกุหลาบว่าไม่ควรได้รับโทษใดๆ(๑)

 

แต่นั่นก็เป็นเพียงมุมมองด้านเดียวเท่านั้น ในมุมมองอีกด้านหนึ่ง พฤติกรรมชอบกลของนายกุหลาบยังไม่ได้รับการชี้แจงว่าเขาได้ทำความผิดอะไรในสายตาของสังคมในสมัยรัชกาลที่ ๕ จึงถูกปรามาสว่ากระทำเกินกว่าเหตุจากคณะตุลาการที่ทางการตั้งขึ้นเพื่อพิจารณาความผิดของเขาโดยเฉพาะประธานคณะตุลาการเป็นพระสงฆ์ชั้นผู้ใหญ่ที่คนในสังคมให้ความเคารพนับถืออย่างมาก ท้ายที่สุดคำตัดสินก็ได้รับความเห็นชอบจากพระเจ้าอยู่หัว ผู้เป็นที่รักใคร่ของพสกนิกรชั้นรากหญ้าทั่วทั้งแผ่นดินในเวลานั้น ซึ่งก็มิได้มีคนชั้นรากหญ้าคนใดทัดทานหรือตั้งข้อสังเกตว่าเขาถูกปรักปรำจนเกินไปในสมัยนั้น

 

อนึ่ง คดีของนายกุหลาบเป็นคดีที่โด่งดังมากในปี พ.ศ. ๒๔๔๓ สมัยรัชกาลที่ ๕ โน่น เพราะบทความที่เขาเขียนขึ้นกระทบกระเทือนสถาบันเบื้องสูง เป็นเหตุให้รัชกาลที่ ๕ ทรงกริ้วและโปรดให้มีการไต่สวนเพื่อพิจารณาโทษ ซึ่งคดีนี้ก็หมดอายุความไปแล้วถึง ๑๑๑ ปี นับถึงปี พ.ศ. ๒๕๕๔ นี้ แต่ก็ยังอุตส่าห์มีคนในสมัยปัจจุบันที่คิดว่าเขาไม่สมควรได้รับโทษทัณฑ์ใดๆ ทั้งสิ้น และต้องการรื้อฟื้นคดีนี้ขึ้นมาอีก(๑)

 

ผมจึงเห็นความจำเป็นต้องนำข้อมูลการไต่สวนของทางการที่ไม่ได้ถูกกล่าวถึงในบทความนั้นมาเปิดเผยอีกครั้งเพื่อให้เห็นมุมมองอีกด้านหนึ่งที่ถูกปิดบังไว้

 

         การที่คนสมัยปัจจุบันเขียนวิจารณ์ในทำนองให้ท้ายนายกุหลาบว่าเขาถูกกล่าวหาโดยไม่เป็นธรรม อาจสร้างความสับสนให้เข้าใจผิดว่าเขาถูกกล่าวหาโดยไม่มีมูลความจริง ดังนั้นควรที่เราจะกลับมาพินิจพิจารณาใหม่ เพื่อให้ความเป็นธรรมแก่อีกฝ่ายหนึ่งด้วย ตรงนี้ต่างหากที่สำคัญ เพราะคู่กรณีของนายกุหลาบไม่ได้อยู่ในสถานที่ปกป้องตนเองได้

 

ก่อนอื่น ประเด็นใหม่ที่นายกุหลาบถูกมองว่าเป็น "ไพร่" โดยแฟนพันธุ์แท้นั้นเป็นการหลงประเด็น การอุปโลกน์ว่า "นายกุหลาบเป็นไพร่ จึงผิดแหงๆ" นั้นเป็นการปรักปรำโดยปริยาย ในสมัยที่ไพร่ถูกมองว่าเป็นชนชั้น (ใหม่) ที่ควรได้รับการยอมรับอีกครั้งในปี พ.ศ. ๒๕๕๓-๕๔ และถูกนำมาเชื่อมโยงกับการเมืองของชนชั้นรากหญ้าในปัจจุบัน ที่เรียกตัวเองว่าไพร่โดยไม่จำเป็นก็เพื่อให้เห็นว่านายกุหลาบอยู่คนละขั้วกับอำมาตย์ ทั้งที่สถานะนี้ถูกยกเลิกไปนานแล้วตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๕(๑)

 

กุหลาบไม่ใช่ไพร่

แต่เป็นนักวิชาการนอกรีต

ทว่า ในความเป็นจริงแล้วนายกุหลาบไม่ใช่ไพร่ เขาเป็นลูกผู้ดี เป็นคนมีการศึกษา  พูดภาษาอังกฤษได้ และเป็นคนมีรากฐานมาจากครอบครัวอำมาตย์  จึงคบค้ากับชาวต่างชาติซึ่งเป็นชาวไฮโซในสังคมชั้นสูงของคนมีระดับในกรุงเทพฯ ดังเช่นที่ได้รับการยืนยันว่านายกุหลาบมีลูกค้า เช่น นายเยรินี และบรรดาฝรั่งในยุคนั้นที่ไหว้วานให้นายกุหลาบกว้านซื้อหนังสือเก่าเพื่อจัดหาส่งออกไปไว้ตามห้องสมุดในต่างประเทศ ผ่านเครือข่ายของนายกุหลาบ ซึ่งมีทั้งพระ พราหมณ์ และข้าราชการทุกระดับชั้น(๑)

 

นายกุหลาบจึงมีภาพลักษณ์ที่ห่างไกลจากชนชั้นไพร่แบบลิบลับ เขามีพื้นเพมาจากครอบครัวขุนนางชั้นอำมาตย์มาแต่ครั้งบรรพบุรุษ โดยต้นตระกูลของเขามีนามว่า พระทุกขราษฎร์ มีตำแหน่งเป็นกรมการเมืองนครราชสีมาตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา พระทุกขราษฎร์มีลูกหลานต่อมาลงมาถึงนางตรุศ ซึ่งเป็นชั้นที่ ๕ นางตรุศได้แต่งงานกับนายเสง มีบุตรคนสุดท้องชื่อนายกุหลาบ

 

เมื่อท่านตรุศมารดาคลอดแล้วจึงได้พาทารกกุหลาบลงเรือชะล่ากลับไปยังบ้านของตน มีบ่าวไพร่พายเรือติดตามมาหลายลำ แต่ยังไม่ทันจะถึงบ้านก็มีนกแร้งตัวหนึ่งบินโผลงมาเกาะที่กราบเรือตรงที่วางเบาะทารกนั้น แร้งนั้นก้มหัวลงมาดมที่ทารกแล้วก็ผละบินออกไปจากเรือ ทั้งมารดาและญาติมิตรพากันตกตะลึงทำอะไรไม่ถูกตามๆ กัน

 

เหตุการณ์นี้เป็นที่รู้กันในหมู่ญาติใกล้ชิด โดยเฉพาะญาติผู้ใหญ่ต่างพากันลงความเห็นว่าทารกนั้นเป็นบุตรอุบาทว์ ซึ่งบิดามารดาจะเลี้ยงดูไว้ไม่ได้ เว้นเสียแต่ท่านผู้มีบุญบารมีและมีบรรดาศักดิ์สูงเท่านั้นจึงจะเลี้ยงได้(๘)

 

และนี่คือต้นเหตุที่นายกุหลาบจะได้มีโอกาสไปใช้ชีวิตอยู่ในรั้วในวังเหตุเพราะเป็นบุตรอุบาทว์ คนธรรมดาจะเลี้ยงไว้ก็จะเป็นกาลกิณี จึงถูกส่งเข้าไปถวายตัวอยู่ในอุปการะของพระราชธิดาของเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินในเวลาต่อมา

 

พระราชธิดาในรัชกาลที่ ๓ ที่ทรงรับเลี้ยงนายกุหลาบ มีพระนามว่าพระองค์เจ้ากินรี ประทานพระเมตตากรุณาแก่นายกุหลาบอย่างหาที่เปรียบมิได้ เริ่มตั้งแต่ทรงสั่งสอนให้อ่านเขียนจนนายกุหลาบมีอายุได้ ๑๑ ปี จึงมีรับสั่งให้เจ้าพนักงานนำไปถวายตัวเป็นมหาดเล็กไล่กาในรัชกาลที่ ๓

 

นายกุหลาบได้รับการอบรมสั่งสอนเฉกเช่นลูกขุนนางทั่วไป ได้เรียนหนังสือบาลี สันสกฤต และขอม กับพระราชมุนี (เอี่ยม) แล้วจึงได้บรรพชาเป็นสามเณร ได้รับพระราชทานนามว่าสามเณรเกศะโร (ต่อมาใช้เป็นอักษรย่อนำหน้าชื่อว่า ก.ศ.ร.กุหลาบ - ผู้เขียน)

 

ต่อมานายกุหลาบก็หันมาเอาดีทางโลกโดยสึกออกมาพักอาศัยที่ตำหนักหม่อมเจ้าหญิงน้อยหน่า บริเวณป้อมพระสุเมรุ บางลำพู แต่พระองค์เจ้ากินรีผู้ทรงชุบเลี้ยงนายกุหลาบดั่งบุตรบุญธรรมก็ยังประทานข้าวของและอุปการะนายกุหลาบมาโดยตลอด นายกุหลาบเคยทำบัญชีให้เห็นของมีค่าที่ได้รับประทานมามีเพชรพลอย ทอง นาค เงิน และของแปลกๆ เช่น หีบเสียงของฝรั่ง เป็นต้น

 

พระเมตตาของพระองค์เจ้ากินรีดำเนินต่อมา แม้เมื่อนายกุหลาบออกเรือนแล้ว ในปี พ.ศ. ๒๔๐๒  เมื่อนายกุหลาบอายุ ๒๕ ปี ก็ประทานเงินซื้อบ้าน เรือกสวนไร่นา และจัดหาผู้ใหญ่ไปสู่ขอสตรีชื่อหุ่นมาเป็นภรรยา หุ่นเป็นลูกพระพี่เลี้ยงของพระองค์เจ้ากินรีเอง และยังดูเหมือนว่าเจ้านายฝ่ายในมีพระเมตตานายกุหลาบเหมือนลูกหลานแท้ๆ โดยเมื่อนายกุหลาบมีลูกสาวคนแรก พระองค์เจ้ากินรีก็โปรดส่งคนเฝ้าทารกถึง ๓ คนมาเลี้ยงดู ทรงเย็บมุ้งและเบาะประทาน ทรงทำบายศรีเอง และทรงทำขวัญทารกน้อยเป็นทองคำถึง ๕ ตำลึง(๘)

 

หลังสึกจากพระแล้ว นายกุหลาบก็เข้ารับราชการเป็นสมุห์บัญชีในพระองค์เจ้าหญิงกินรีระยะหนึ่ง จากนั้นจึงไปเป็นเสมียนอยู่กับโรงสีไฟของฝรั่งถึง ๕ แห่ง ในจำนวนนี้มีห้างฝรั่งที่เก่าแก่และดังที่สุดของรัตนโกสินทร์ ชื่อห้างมากัว (A. Markwald Co., Ltd) จนคนเรียกติดปากว่า "เสมียนกุหลาบ" การประกอบอาชีพเป็นลูกจ้างฝรั่งนานถึง ๒๕ ปี ได้พลิกผันชีวิตของนายกุหลาบสู่โลกกว้าง เขามีโอกาสได้เดินทางไปต่างประเทศ เช่น อินเดีย จีน ญวน มลายู และชวา บางตำราว่าได้ไปถึงอังกฤษและทวีปยุโรป ส่งเสริมให้นายกุหลาบมีรสนิยมไปในทางฝรั่งตะวันตก เช่น นั่งโต๊ะยาวรับประทานอาหาร ชอบจัดเลี้ยงเพื่อนฝูงตามแบบตะวันตก รวมไปถึงการชอบคบค้าสมาคมกับชาวตะวันตก(๒) และ(๘)

 

การที่นายกุหลาบคลุกคลีกับฝรั่งนานหลายทศวรรษ เขาจึงเข้าสังคมกับพวกฝรั่งได้ดีและสามารถพูดภาษาต่างประเทศ เช่น ภาษาอังกฤษและฝรั่งเศสได้คล่องแคล่ว แถมยังโชคดีได้ครูฝรั่งบาทหลวงคนเดียวกันกับพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ คือ บาทหลวงปาลเลอกัวซ์ เขาจึงไม่ใช่ชาวบ้านชั้นธรรมดาอย่างแน่นอน แต่มีชีวิตอยู่ในแวดวงชนชั้นอำมาตย์มาตลอด(๗)

 

ดังนั้น หากมีผู้เข้าใจผิดโดยเขียนบรรยายว่าเมื่อนายกุหลาบหาญกล้าดัดแปลงประวัติศาสตร์ของโบราณ เป็นความผิดเพราะเขาเป็นไพร่ แต่กลับอวดรู้ในสิ่งที่เขาไม่สมควรจะรู้ อวดรู้ในเรื่องที่เป็นสมบัติของชนชั้นอำมาตย์ จึงถูกดูแคลนจากวงวิชาการอำมาตย์ เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๔๓ และปี พ.ศ. ๒๔๔๙ จึงเป็นการหลงประเด็น "ประการแรก" และเป็นการประเมินภาพลักษณ์ของนายกุหลาบต่ำกว่าความจริง(๑)

 

ถ้าจะอธิบายคุณสมบัติส่วนตัวของนายกุหลาบ ก็พอจะอนุมานได้ว่าเขาเป็นนักวิชาการนอกรีต ที่อวดรู้ อวดเก่ง และเย่อหยิ่งในความรอบรู้ของตนเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งประวัติของพระราชวงศ์ต่างๆ ในอดีตอย่างหาตัวจับยาก แต่มีความคิดฟุ้งซ่านที่จะขยายความตามเบาะแสที่ตนรู้มาอย่างไม่มีขอบเขตโดยใช้ชั้นเชิงทางวิชาชีพและช่องทางที่ตนมีอยู่ ได้แก่ หนังสือพิมพ์และใบปลิวโฆษณาต่างๆ ที่เอกชนทั่วไปไม่มีในยุคนั้น


http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1322464598&grpid=&catid=53&subcatid=5300

อีกด้านหนึ่งของ “ก.ศ.ร.กุหลาบ” ในมุมมองของราชสำนัก (2)

อีกด้านหนึ่งของ "ก.ศ.ร.กุหลาบ" ในมุมมองของราชสำนัก (2)

วันที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554 เวลา 12:56:57 น.

Share41



















 ไกรฤกษ์ นานา 

นักวิชาการทางประวัติศาสตร์

 

 

กุหลาบทำอะไรไว้จึงกลายเป็นคนผิด

เมื่อตัดปัจจัยด้านชนชั้นออกไป คดีของนายกุหลาบก็เป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวกับการสบประมาท การใส่ร้ายป้ายสีและการให้ข้อมูลเป็นเท็จกับเอกสารของทางการ ที่สำคัญคือการจาบจ้วงเบื้องสูง อีกทั้งลบหลู่สมเด็จพระสังฆราชด้วยวาจาและบทประพันธ์ ละเมิดลิขสิทธิ์หนังสือของทางราชการ กระทำการโดยพลการโดยขาดการใคร่ครวญไตร่ตรอง  ให้เป็นที่เสื่อมเสียต่อบุคคลและสถาบัน ผิดต่อศีลธรรมจรรยา และสามัญสำนึกของปัญญาชนที่น่านับถือในสังคมในฐานะที่เขาเป็นบุคคลสาธารณะคนหนึ่ง

 

ความเป็นผู้สันทัดกรณีและมีประสบการณ์ในแวดวงวิชาการ ทั้งยังเคยเข้านอกออกในกับราชสำนักฝ่ายหน้าฝ่ายในมานานส่งเสริมให้นายกุหลาบรู้จักมักคุ้นกับปัญญาชนชั้นอำมาตย์เป็นอย่างดี สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงยืนยันเรื่องนี้ไว้ว่า

 

"สมัยนั้น (ดูเหมือนในปีชวด พ.ศ. ๒๔๑๙) เมื่อสร้างพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท กรมหลวงบดินทร์ไพศาลโสภณยังดำรงพระยศเป็นกรมหมื่นอักษรสารโสภณ ทรงบัญชาการกรมอาลักษณ์ดูแลรักษาหนังสือหอหลวง หาที่เก็บหนังสือหอหลวงไม่ได้จึงให้ขนเอาไปรักษาที่วังของท่าน

 

พอปี พ.ศ. ๒๔๒๔ มีงานฉลองอายุพระนครครบ ๑๐๐ ปี พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ ดำรัสชวนพระบรมวงศานุวงศ์และข้าราชการตลอดจนคหบดีที่มีใจจะช่วย ให้จัดของต่างๆ อันควรอวดควรรู้และความคิดมาตั้งให้คนดู กรมหลวงบดินทร์ฯ ทรงรับอาสาแสดงหนังสือไทยฉบับเขียน เอาสมุดในหอหลวงที่มีมาแต่โบราณมาตั้งอวดห้องหนึ่ง นาย ก.ศ.ร. กุหลาบรับอาสาแสดงหนังสือไทยสมัยเมื่อแรกพิมพ์ห้องหนึ่งอยู่ติดกับห้องกรมหลวงบดินทร์ฯ ฉันเคยไปดูทั้ง ๒ ห้องและเริ่มรู้จักตัวนายกุหลาบเมื่อครั้งนั้น

 

นายกุหลาบมีโอกาสเข้าไปดูหนังสือหอหลวงมีเรื่องโบราณคดีต่างๆ ที่ตัวไม่เคยรู้อยู่เป็นอันมากก็ติดใจอยากได้สำเนาไปไว้เป็นของตนเอง จึงตั้งหน้าตั้งตาประจบประแจงกรมหลวงบดินทร์ฯ ตั้งแต่ที่ท้องสนามหลวงจนเลิกงานแล้ว ก็ยังตามไปเฝ้าแหนที่วังต่อมา จนกรมหลวงบดินทร์ฯ ทรงพระเมตตา นายกุหลาบทูลขอคัดสำเนาหนังสือหอหลวงบางเรื่อง แต่กรมหลวงบดินทร์ฯ ไม่ประทานอนุญาต ตรัสว่าหนังสือหอหลวงเป็นของต้องห้ามมิให้ใครคัดลอก นายกุหลาบจนใจจึงคิดทำกลอุบายทูลขออนุญาตเพียงขอยืมไปอ่านแต่ครั้งละเล่ม และสัญญาว่าพออ่านแล้วจะรีบส่งคืนในวันรุ่งขึ้น กรมหลวงบดินทร์ฯ ไม่ทรงระแวงก็ประทานอนุญาต นายกุหลาบจึงไปว่าจ้างนายทหารมหาดเล็กที่รู้หนังสือเตรียมไว้สองสามคน  สมัยนั้นฉันเป็นผู้บังคับการกรมทหารมหาดเล็ก รู้จักตัวผู้ที่รับจ้างนายกุหลาบคนหนึ่งชื่อนายเมธ

 

ตามคำพวกทหารมหาดเล็กที่รับจ้างมาเล่าว่าเอาเสื่อผืนยาวปูที่ในพระระเบียง และเอาสมุดคลี่วางบนเสื่อตลอดเล่ม ให้

คนตัดแบ่งกันคัดคนละตอน คัดหน้าต้นแล้วพลิกเอาสมุดหน้าปลายขึ้นคัด พอเวลาบ่ายก็คัดสำเนาให้นายกุหลาบได้หมดทั้งเล่ม แต่พวกมหาดเล็กที่ไปรับจ้างคัดก็ไม่รู้ว่านายกุหลาบได้หนังสือมาจากไหน และจะคัดเอาไปทำไม เห็นแปลกที่ให้รีบคัดให้หมดเล่มภายในวันเดียว ได้ค่าจ้างแล้วก็แล้วกัน แต่ฉันได้ยินเล่าก็ไม่เอาใจใส่ ในสมัยนั้นนายกุหลาบลักคัดสำเนาหนังสือหอหลวงด้วยอุบายอย่างนี้มาช้านานเห็นจะกว่าปี แม้จนพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ทั้ง ๔ รัชกาล ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดฯ ให้เจ้าพระยาทิพากรวงศ์แต่ง นายกุหลาบก็ลักคัดสำเนาเอาไปได้ แต่เมื่อนายกุหลาบได้สำเนาหนังสือหอหลวงไปแล้ว เกิดหวาดหวั่นด้วยรู้ตัวว่าลักคัดสำเนาหนังสือฉบับหลวงที่ต้องห้าม เกรงว่าถ้าผู้หลักผู้ใหญ่ในราชการเห็นเข้าจะเกิดความ จึงคิดอุบายป้องกันภัยด้วยแก้ไขถ้อยคำสำนวน หรือเพิ่มความแทรกลงในสำเนาที่คัดไว้ให้แปลกจากต้นฉบับเดิม เมื่อเกิดความจะได้อ้างว่าเป็นหนังสือฉบับอื่นต่างๆ มิใช่ฉบับหลวง เพราะฉะนั้นหนังสือเรื่องต่างๆ ที่นายกุหลาบคัดไปจากหอหลวงเอาไปทำเป็นฉบับใหม่ขึ้น จึงมีความที่แทรกเข้าใหม่ระคนปนกับความตามต้นฉบับเดิมหมดทุกเรื่อง"(๕)

 

และนั่นก็คือตัวจุดชนวนให้เรื่องเกิดขึ้น คำบงการของนายกุหลาบบ่งชี้ว่าเป็นการต่อยอดทางธุรกิจเพื่อผลประโยชน์ทางการค้าของตนในภายภาคหน้า

 

การหลงประเด็น "ประการที่ ๒" เกิดจากการที่สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ  ทรงเป็นพยานปากเอก และคำให้การของพระองค์มีประโยชน์ต่อรูปคดี ชี้หลักฐานที่สามารถมัดตัวนายกุหลาบได้ เพราะ ๑. ทรงรู้จักนายกุหลาบเป็นส่วนตัว และรู้ซึ้งถึงนิสัยใจคอของนายกุหลาบดีกว่าคนทั่วไป ๒. ทรงทราบเบื้องหลังการคัดลอกข้อมูลของนายกุหลาบจากต้นตอคือสมุดหอหลวง และ ๓. ทรงรู้จักกับมหาดเล็กที่ถูกจ้างวานโดยนายกุหลาบ ซึ่งต่อมาให้การซัดทอดจำเลย ความผิดของนายกุหลาบนั้นชัดแจ้งแดงแจ๋อยู่แล้ว จึงพอจะสรุปสำนวนในเบื้องต้นได้ว่าคดีนี้มีมูลความจริง ไม่ใช่เรื่องเดาส่งเดชหรือใส่ร้ายกันแบบโคมลอย(๕)

 

แต่พยานปากเอกกลับถูกมองว่ายัดเยียดข้อหาให้จำเลยมากเกินไป และพลอยถูกหางเลขไปด้วยว่าตั้งข้อหาให้นายกุหลาบอย่างมีอคติ โดยนักประวัติศาสตร์สมัยใหม่บางคนปรักปรำว่าข้อมูลของสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพเป็นเพียงข้อสันนิษฐานเท่านั้น และทรงเป็นผู้เดาเอาง่ายๆ แบบเท็จไม่มีมูลทีเดียว(๑)

 

การสบประสาท "พระบิดาแห่งประวัติศาสตร์ไทย"

 

ผู้ทรงเป็นครูใหญ่ของวงการประวัติศาสตร์แห่งชาติ และเป็นผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์เรื่องนายกุหลาบ ย่อมฟังไม่ขึ้นและสวนทางกับสถานะอันน่าเชื่อถือของสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ  ซึ่งแม้แต่องค์การสหประชาชาติ (คือยูเนสโก) ที่ไม่แยแสต่อคำสบประสาทสมาชิกคนใดก็ยังเชื่อมั่นในพระองค์ขนาดยกย่องให้เป็นบุคคลสำคัญของโลกจากประเทศไทย และทรงเป็นคนไทยคนแรกที่ได้รับเกียรติอันสูงส่งนี้ พระจริยวัตรสำคัญอันเป็นหลักในการพิจารณาคัดเลือกสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพก็คือคุณูปการของพระองค์ต่อประวัติศาสตร์ไทย  จากการรวบรวม รักษา อนุรักษ์ และเผยแพร่เอกสารหนังสืออันเป็นทรัพย์สินทางปัญญาของบรรพบุรุษไทย โดยการจัดตั้งหอพระสมุดวชิรญาณสำหรับพระนคร (ต่อมาคือหอสมุดแห่งชาติ) ย่อมเป็นเครื่องการันตีคุณสมบัติเพียงพออยู่แล้ว หักล้างคำครหาใดๆ ที่ไม่เป็นธรรม

 

การหลงประเด็น "ประการที่ ๓" เป็นการเข้าใจผิดเพราะความผิดของนายกุหลาบเป็นการเปรียบเทียบคดีความในสมัยรัชกาลที่ ๕ จึงใช้เป็นบรรทัดฐานในการพิจารณาคดีสมัยรัชกาลที่ ๙ ไม่ได้ เนื่องจากกรอบการพิจารณาไม่เหมือนกัน ย่อมเปรียบเทียบกันไม่ได้ในเชิงทฤษฎี

 

การตั้งข้อสันนิษฐานโดยคนสมัยปัจจุบันว่า นายกุหลาบมีความชอบธรรมที่จะดัดแปลงข้อมูลทางประวัติศาสตร์โดยอ้างว่าเขาวิจารณ์แบบนักประวัติศาสตร์สมัยใหม่นั้นเป็นการหลงประเด็นอย่างสิ้นเชิง และเป็นการตั้งสมมุติฐานผิดตั้งแต่แรก ดังพอจะสรุปได้อีกครั้ง ดังนี้ 

 

ประการที่ ๑ นายกุหลาบไม่ใช่ไพร่ แต่ถูกประเมินว่าเป็นไพร่

ประการที่ ๒ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงทราบมูลความผิดของนายกุหลาบดี ไม่ใช่ทรงกล่าวหาลอยๆ

 

ประการที่ ๓ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ซึ่งอำนาจในการตัดสินอยู่ที่พระมหากษัตริย์ และไม่ใช่หน้าที่ของคนสมัยปัจจุบันจะโต้แย้งการตีความของคนในอดีต เพราะต่างกรรมต่างวาระกัน การเปรียบเทียบประวัติศาสตร์แบบไม่คำนึงถึงห้วงเวลานั้นเป็นการหลงยุคโดยปริยาย

 

นายกุหลาบกับพฤติกรรมลวงแบบซ้ำซ้อน

หนังสือหอหลวงที่นายกุหลาบคัดลอกไปจะกลายเป็นขุมทรัพย์ทางปัญญาอย่างดีให้เขาแก้ไขดัดแปลงแล้วผลิตซ้ำออกสู่สาธารณะด้วยความชะล่าใจ หากนายกุหลาบแอบทำในขอบเขตเล็กๆ ก็น่าจะหลบพ้นสายตาของปัญญาชนทั้งหลายไปได้ แต่เขากลับตีพิมพ์ออกงานใหญ่เป็นจำนวนหลายพันฉบับ ทั้งยังหาญกล้าทูลเกล้าฯ ถวายพระเจ้าแผ่นดิน ทำให้ข้อมูลที่แต่งเติมออกไปกระทบกระเทือนต้นฉบับ และเป็นที่ระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาทโดยมีคดีปลีกย่อยต่อไปนี้ 

ครั้งที่ ๑ เกิดในปี พ.ศ. ๒๔๒๖ นายกุหลาบเอาหนังสือซึ่งคัดลอกจากหอหลวงไปดัดแปลงสำนวนเสร็จเป็นเรื่องแรก ส่งไปให้หมอสมิธที่บางคอแหลมพิมพ์โดยตั้งชื่อหนังสือว่า "คำให้การขุนหลวงหาวัด"  อันเป็นคำให้การของพระเจ้าอุทุมพรกับข้าราชการไทยที่พม่ากวาดต้อนไปคราวเสียกรุงศรีอยุธยา พอหนังสือพิมพ์ออกจำหน่ายใครก็ต้องการอ่าน เพราะฉบับเดิมเก็บซ่อนอยู่ในหอหลวง แต่ไม่มีใครรู้ว่านายกุหลาบเอาข้อมูลมาจากไหน ผู้ชำนาญทางโบราณคดี รวมถึงรัชกาลที่ ๕ ทรงสังเกตว่ามีสำนวนใหม่ปนอยู่ด้วย จนจับได้ว่ามีคนแต่งเติมขึ้นใหม่

 

 

สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงบริภาษการกระทำของนายกุหลาบว่า "ผู้ซึ่งทำลายของแท้ให้ปนด้วยของไม่แท้เช่นนั้น ก็เหมือนหนึ่งปล้นลักทรัพย์สมบัติของเราทั้งปวงซึ่งควรจะได้รับ แล้วเอาสิ่งที่ไม่บริสุทธิ์ลงเจือปนเสียจนขาดประโยชน์ไป  เป็นที่น่าเสียดายยิ่งนัก ไม่ควรเลยที่ผู้ใดซึ่งรู้สึกตัวว่าเป็นผู้ลักหนังสือจะประพฤติเช่นนี้" (๕)

ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๔๔๐ นายกุหลาบก็จัดพิมพ์หนังสือพิมพ์ต้องห้ามขึ้นชื่อ "สยามประเภท" มีสร้อยว่า "สุนทโรวาทพิเศษ" โดยได้ชี้แจงแนวทางไว้ว่าจะเป็นสรรพตำราความรู้ความฉลาดทางคติธรรมและคติโลก เขียนบทความประเภทชี้แจงภูมิความรู้ ตีความ และตอบข้อข้องใจของผู้อ่าน ออกเป็นฉบับรายเดือน พิมพ์เรื่องที่เป็นโบราณคดีและเกร็ดประวัติศาสตร์ ซึ่งจริงบ้างไม่จริงบ้าง ทั้งยังมีเรื่องเกี่ยวกับการขอดค่อนสังคม และความคิดเห็นตามทัศนะของตนเอง(๗)

 

ครั้งที่ ๒ ครั้นปลายปี พ.ศ. ๒๔๔๓ นายกุหลาบได้เขียนเรื่องกระทบกระเทือนข้อมูลภายในราชสำนักว่าด้วยอธิบายแบบแผนงานพระบรมศพครั้งกรุงศรีอยุธยา และงานพระเมรุของสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ ลงในหนังสือพิมพ์สยามประเภท ว่างานพระเมรุที่ทำในครั้งนั้นยังไม่ถูกต้องตามแบบแผนโบราณราชประเพณี โดยอ้างว่าตัวมีตำราเดิมที่เก่ากว่า รัชกาลที่ ๕ ทรงกริ้วแล้วมีรับสั่งให้เรียกตัวนายกุหลาบมาสอบถาม เขาก็สารภาพว่าเป็นการแต่งคิดขึ้นมาเองเพื่ออวดภูมิความรู้ และไม่มีตำราอย่างใดตามที่อ้างไว้ ครั้งนี้เป็นแต่คาดโทษนายกุหลาบไว้ และโปรดให้ประกาศลงในราชกิจจานุเบกษาประจำปีนั้น แต่หาได้ลงโทษนายกุหลาบอย่างใด(๕)

 

ครั้งที่ ๓ เกิดในระยะเดียวกัน คือ ปลายปี พ.ศ. ๒๔๔๓ (ถ้านับตามปฏิทินปัจจุบันจะเป็นต้นปี ๒๔๔๔ เพราะปฏิทินเก่าเดือนสุดท้ายของปีคือมีนาคม - ผู้เขียน)

 

ครั้งนี้เป็นเรื่องราวใหญ่โต เพราะนายกุหลาบปลอมแปลงพระประวัติของสมเด็จพระสังฆราช (สา ปุสฺสเทโว) สมเด็จพระสังฆราชพระองค์ที่ ๙ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เจ้าอาวาสวัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมารามรูปแรก ผู้ทรงเป็นพระอาจารย์ใหญ่ของรัชกาลที่ ๕ มาตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ ทรงเป็นพระกรรมวาจาจารย์ในพระองค์และเป็นพระอาจารย์ถวายข้อธรรมะให้ทรงศึกษาในระหว่างทรงผนวช เป็นผู้ที่ทรงเคารพนับถือตลอดมา แม้เมื่อทรงลาผนวชแล้ว ก็ยังเสด็จฯ ไปสรงน้ำสงกรานต์และประทับตรัสด้วยคราวละนานๆ

 

สมเด็จพระสังฆราช (สา ปุสฺสเทโว) นับเป็นพระมหาเถระรูปที่ ๒ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ที่ได้รับพระราชทานราชทินนามที่สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ อันเป็นราชทินนามสำคัญ สำหรับตำแหน่งพระสังฆราชตั้งแต่ขณะที่ยังไม่ได้เป็นสมเด็จพระสังฆราช อันนับได้ว่าเป็นการพระราชทานเกียรติยศอย่างสูงเป็นกรณีพิเศษ


ดังนั้น เมื่อนายกุหลาบแต่งเติมพระประวัติแบบเดาสุ่มด้วยข้อความเป็นเท็จ แถมยังหาญกล้านำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายรัชกาลที่ ๕ เป็นจำนวนมากถึง ๒,๐๐๐ ฉบับ สำหรับเป็นหนังสือแจกในงานพระเมรุสมเด็จพระสังฆราช โดยโฆษณาว่าตนเองรู้พระประวัติดี จึงโปรดให้มีการไต่สวนและลงโทษผู้กระทำผิดอย่างทันท่วงที อันเป็นการรักษาพระเกียรติยศของพระกรรมวาจาจารย์ผู้ที่ทรงนับถืออย่างสูง มิให้เป็นเยี่ยงอย่าง (๒)


http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1322546358&grpid=no&catid=&subcatid=