ร่วมลงนาม ยกเลิกกฎหมาย 3 ฉบับ มั่นคงภายใน - กฎอัยการศึก - พ.ร.ก.ฉุกเฉิน"

ร่วมลงนาม ยกเลิกกฎหมาย 3 ฉบับ มั่นคงภายใน - กฎอัยการศึก - พ.ร.ก.ฉุกเฉิน
ร่วมลงนาม ยกเลิกกฎหมาย 3 ฉบับ มั่นคงภายใน - กฎอัยการศึก - พ.ร.ก.ฉุกเฉิน
ร่วมลงนาม ยกเลิกกฎหมาย 3 ฉบับ มั่นคงภายใน - กฎอัยการศึก - พ.ร.ก.ฉุกเฉิน

วันอาทิตย์ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2555

วันศุกร์ ที่ 13 มกราคม 2555 ณ หอประชุมศรีบูรพา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เวลา 08.15 – 12.40 น.





                       ภาคีเครือข่ายต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่นของชาติ (ภตช)
                                                       Nation Associate
Anti-Corruption Network (NACN)
ใบตอบรับ
โครงการสัมมนาวิชาการ
เรื่อง  "ชาติเดินต่อไปอย่างไร  เมื่อนาวาไทยหลงทิศ    ผู้ที่ทำหน้าที่
ไม่ทำหน้าที่"
 วัน ศุกร์ ที่ 13 มกราคม  2555
ณ หอประชุมศรีบูรพา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์
เวลา 08.15 – 12.40 น.
ชื่อ-สกุล (นาย/นาง/นางสาว)...........................................................................ตำแหน่ง............................................................
องค์กร/สถาบัน/หน่วยงาน..................................................................ที่อยู่...............................................................................
..................................................................................................................................................................................................
โทรศัพท์..........................................................โทรสาร.................................................E-mail................................................
    ยินดีเข้าร่วมสัมมนาได้  จำนวน....................คน
...........................................................
...........................................................

    ไม่สามารถเข้าร่วมสัมมนาได้
หมายเหตุ  กรุณาส่งแบบตอบรับให้
สำนักงานภาคีเครือข่ายต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่นของชาติ(ภตช) 119/396
หมู่1 ถนนรัตนาธิเบศร์  ตำบลไทรม้า  อำเภอเมือง  จังหวัดนนทบุรี 11000
ภายในวันที่ 10 มกราคม 2555 จักขอบคุณยิ่ง
ทางโทรสาร(auto)  02-195-5549,02-193-4571
ผู้ประสานงาน
นางสาวภคอร  จันทรคณา
โทรศัพท์  087-024-1794 ,080-0455-023
www.anti-corruptionnetwork.com
email:nacnthai@hotmail.com
           ภาคีเครือข่ายต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่นของชาติ (ภตช)
                                           Nation Associate Anti-Corruption Network (NACN)
    กำหนดการ
   โครงการสัมมนา
 หัวข้อ "ชาติเดินต่อไปอย่างไร  เมื่อนาวาไทยหลงทิศ  ผู้ที่ทำหน้าที่ไม่ทำหน้าที่"
 วันศุกร์ที่ 13 มกราคม  2555 ณ หอประชุมศรีบูรพา
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์
เวลา 08.15 – 12.40 น.
เวลา
หัวข้อวิชา
08.00 – 09.00 น.
ลงทะเบียน
09.00 – 09.10 น.
กล่าวรายงาน  พลเอกกิตติศักดิ์  รัฐประเสริฐ  ประธานกรรมการ ภตช
09.10 – 09.20 น.
กล่าวเปิดงานสัมมนา  พลเอกจรัล   กุลละวณิชย์  ประธานที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิ  ภตช
09.00 – 12.00 น.
อภิปราย เรื่อง"ชาติ เดินต่อไปอย่างไร  เมื่อนาวาไทยหลงทิศ
ผู้ที่ทำหน้าที่ไม่ทำหน้าที่"
คณะวิทยากร ประกอบด้วย
ศ.ดร.สมคิด  เลิศไพฑูรย์    อดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ 2550
นายนิพิฏฐ์    อินทรสมบัติ  อดีตรัฐมนตรีว่าการวัฒนธรรม
นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม

4. ศาตราจารย์(พิเศษ) วิชา มหาคุณ  กรรมการ ป.ป.ช.
5. ดร.พีรพันธ์  พาลุสุข           คณะทำงานกฏหมายพรรคเพื่อไทย
6. ตัวแทนพรรคเพื่อไทย
7.นายมงคลกิตติ์  สุขสินธารานนท์  เลขาธิการ ภตช  ผู้ดำเนินการอภิปราย

12.00 - 12.10 น.
มอบของที่ระลึกและกล่าวพิธีปิดโดย พลเอกกิตติศักดิ์  รัฐประเสริฐ
ประธานกรรมการ ภตช
12.10 – 12.40 น.
รับประทานอาหารเที่ยง เฉพาะ VIP

หมายเหตุ  อาหารว่างและเครื่องดื่ม เวลา 10.30 – 10.45 น.



 

วันเสาร์ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2555

The Imaginary Museum จินตภาพสู่งานจิตรกรรม

 


The Imaginary Museum จินตภาพสู่งานจิตรกรรม

จากจินตนาการสู่ภาพงานศิลปะ ที่ศิลปินได้หวนระลึกถึงบุคคลสำคัญในอดีต อาจมีตัวตนหรือไม่ ก็คงไม่ใช่สาระสำคัญ เพราะความงามที่ปรากฏ สามารถสร้างความรู้สึกให้ผู้เสพคล้อยตามได้ไม่ยาก

นิทรรศการศิลปะ The Imaginary Museum ผลงานแสดงเดี่ยวของศิลปินชาวบราซิล  Vil Muniz  ซึ่งเขาได้นำเสนอเรื่องราวที่เกิดขึ้นเป็นภาพในหัวของเขา เพื่อสร้างสรรค์ออกมาเป็นงานศิลปะ

หลากหลายเรื่องราวของบุคคลสำคัญในอดีต ที่เป็นตำนาน หรือสร้างความประทับใจ ถูกปลุกให้ฟื้นคืนชีพอีกครั้ง สาวสวยอย่างโมนาลิซา, ศิลปินสติเฟื่องอย่างแวนโก๊ะ, หรือภาพอันสุดสลดของพระเยซูที่ถูกตรึงกางเขน ล้วนแต่เป็นเรื่องราวที่คนทั่วโลกรู้จักกันดี

สำหรับนิทรรศการศิลปะครั้งนี้ จัดขึ้นที่ประเทศฝรั่งเศส ณ พิพิธภัณฑ์ของสะสม Lambert  แห่ง Modern Art เมือง Avignon ซึ่งอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศ 

Twitter : Sriploi_social

 

โดย: ทีมข่าวไลฟ์สไตล์

7 มกราคม 2555, 18:00 น.

วันศุกร์ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2555

มูลนิธิ พันดารา

 มูลนิธิ พันดารา
คุณสมบัติอันไม่จบสิ้นของกายของพระพุทธเจ้าหรือรูปกายนั้น หมายถึงสองแง่มุมได้แก่
(1) ขอบเขตอันไม่อาจหยั่งถึงได้ของกายแห่งการตรัสรู้ และ
(2) ความครบถ้วนสมบูรณ์ของรูปกายของพระพุทธเจ้า
ขอบเขตอันไม่อาจหยั่งถึงได้หมายความว่า ผู้ที่ยังไม่ได้ตรัสรู้ไม่สามารถเข้าถึงหรือเข้าใจทั้งหมดของร่างกายของพระพุทธเจ้า ร่างนี้กว้างใหญ่ไพศาลมากเสียจนไม่ว่าใครก็ตามหรือจะรับรู้อย่างไรก็ตาม ก็ไม่อาจหยั่งถึงขอบเขตทั้งหมดของกายของพระพุทธเจ้าได้

ตัวอย่างเช่น ใน พระมหารัตนกูฏสูตร มีเรื่องราวของพระโพธิสัตว์องค์หนึ่งที่ครั้งหนึ่งเคยมีจิตปรารถนาที่จะวัดขนาดของพระอุษณีศะของพระพุทธเจ้า ซึ่งได้แก่ส่วนที่สูงขึ้นมาบนยอดพระเศียรของพระองค์ แต่ไม่ว่าท่านจะพยายามมองเห็นขนาดนี้อย่างไร ก็มองไม่เห็น
ท่านมีฤทธิ์ในฐานะที่เป็นพระโพธิสัตว์ เหาะขึ้นไปยังยอดเขาพระสุเมรุแล้วก็มองไปยัง
พระอุษณีศะ แต่พระอุษณีศะนั้นก็ยังสูงเลยพ้นขึ้นไปจนท่านมองไม่เห็น จากยอดเขา
พระสุเมรุท่านก็ได้เหาะขึ้นไปยังสวรรค์ทั้งสามสิบสามชั้น แต่ก็ยังไม่เห็นยอดพระอุษณีศะ
เช่นกัน จากนั้นพระโพธิสัตว์องค์นี้ก็เหาะไปยังพรหมโลก และจากนั้นก็เหาะขึ้นไปอีกยังภพภูมิต่างๆจนกระทั่งผ่านไปถึงหนึ่งพ้นล้านภพภูมิ แต่ไม่ว่าท่านจะเหาะสูงขึ้นไปเท่าใด 
ท่านก็ยังไม่เห็นว่ายอดพระอุษณีศะของพระพุทธเจ้าจะสุดลง ณ ที่ใด ท่านเหาะขึ้นไปยังพระราชวังของพระปัทมศรีครรภะ แต่ก็ยังไม่สามารถมองเห็นยอดพระอุษณีศะ 
ในท้ายที่สุดท่านก็ต้องล้มเลิกความพยายามนี้

ประเด็นของเรื่องนี้ก็คือว่ารูปกายของพระพุทธเจ้านั้นไม่อาจหยั่งรู้ได้จริงๆ ความกว้างใหญ่ไพศาลของพระอุษณีศะเป็นสัญลักษณ์แสดงถึง
การตรัสรู้พระสัมมาสัมโพธิญาณ (การตรัสรู้ธรรมอันบริบูรณ์) ของพระพุทธเจ้า
รวมทั้งพระสัพพัญญุตญาณ (การรู้รอบหมดทุกสิ่งทุกอย่าง) ของพระองค์
ลักษณะเหล่านี้ไม่มีทางที่สัตว์โลกที่ด้อยกว่าจะเข้าใจหรือหยั่งถึงได้ ในทำนองเดียวกันคุณสมบัติทั้งหมดของพระพุทธภาวะก็ไม่อาจหยั่งถึงหรือเข้าใจได้โดยสัตว์โลกที่ด้อยกว่าเช่นเดียวกัน

ลักษณะประการที่สองของรูปกายของพระพุทธเจ้าก็คือความครบถ้วนสมบูรณ์ ซึ่ง
หมายความว่าในภาคที่ทรงเป็นนิรมาณกาย หรือกายเนื้อของพระองค์นั้น พระองค์ทรงมีพลังที่จะปรากฏกายออกมาเป็นลักษณะรูปร่างแบบใดก็ได้ตามที่ทรงปรารถนา เพื่อแสดงหนทางสู่การตรัสรู้และเพื่อยังเป้าหมายของพระองค์ในการช่วยเหลือสรรพสัตว์ให้บรรลุ
เป็นจริง

เราทราบกันว่าประวัติชีวิตของพระพุทธเจ้านั้น ประกอบด้วยเรื่องราวต่างๆที่ทรงปรากฏเป็น
พระพุทธเจ้าศากยมุนี และก็ได้ทรงเป็นกระต่าย เสือ สิงโต เรือ สะพาน และอื่นๆ
พระองค์ทรงปรากฏกายออกมาเป็นรูปแบบใดๆที่จำเป็นในการช่วยเหลือสรรพสัตว์ เพื่อสาธยายพระธรรม และเพื่อทำเป้าหมายของพระองค์ให้สำเร็จอันเป็นการยังประโยชน์
สูงสุดให้แก่สัตว์ทั้งปวง ด้วยเหตุนี้เราจึงกล่าวว่ารูปกายของพระพุทธเจ้าครบถ้วนสมบูรณ์
ไม่มีขีดจำกัดใดๆที่จะทำให้พระองค์ทรงปรากฏพระกายออกมาไม่ได้เป็นรูปแบบใด
รูปแบบหนึ่ง ทรงปรากฏพระองค์ออกมาเป็นรูปแบบใดๆก็ได้ทั้งสิ้น

-- จาก "การเห็นทางธรรมสามระดับ" ของเตชุง ริมโปเช --

มูลนิธิ พันดารา

 
ทุกครั้งที่ได้อ่านประวัติของพระอาจารย์มิลาเรปา 
จิตก็ได้รับการบำบัด ดุจดังโอสถวิเศษรักษา
โรคร้ายที่ไม่มีใครรักษาให้หายขาดได้ 
ในระหว่างจำศีล แม้มิลาเราปาจะไม่มีอาหาร
ชั้นเลิศหล่อเลี้ยงชีวิตยกเว้นลูกสน 
แต่จิตของท่านมุ่งมั่นเพื่อการหลุดพ้น
และด้วยความเมตตาต่อสัตว์ทั้งหลาย 
วันหนึ่งเมื่อเหล่านายพรานมาพบท่าน 
ได้คาดคั้นเอาอาหารจากท่าน 
ท่านบอกว่าไม่มีอาหารจะให้นอกจากลูกสน 
ท่านบอกว่าถ้าไม่เชื่อก็ให้ลองยกตัวท่านดู 
จะได้เห็นว่ามีอาหารแอบซ่อนหรือเปล่า 
พวกพรานจึงยกท่านขึ้นแล้วปล่อยลง 
ทำอย่างนั้นทีละคนทำให้ท่านได้รับความเจ็บปวดอย่างมาก 
แม้กระนั้นท่านมิได้โกรธเคืองพวกเขา 
ตรงกันข้ามท่านกลับรู้สึกสงสารพวกเขาอย่างจับใจ 
จนถึงกับร้องไห้ออกมา...

แม้เวลาจะผ่านไป 800-900 ปีแล้ว 
เรื่องราวของมิลาเรปายังคงเป็นบทเรียนยิ่งใหญ่แก่พวกเราทั้งหลาย 
ขอพวกเราจงรักศัตรูให้ได้อย่างน้อยสักเสี้ยวหนึ่งของท่าน 
เพราะจริงๆ แล้ว ไม่มีผู้ใดที่เป็นศัตรูอย่างแท้จริง 
ทุกคนล้วนแต่เป็นเหมือนเราต้องการความสุขในชีวิตเช่นกันทั้งสิ้

.. .. เกซัง ตาวา


Every time I read the life of Lama Milarepa, 
my mind is healed, as if I was given 
a wonderful medicine for uncurable disease. 
While in retreat Milarepa lived on nettles. 
But that didn't affect his compassion for sentient beings 
and his determination and perseverance towards enlightenment. 
One day when a groug of hunters came to his cave, 
they demanded food from him. 
He said he had nothing to offer them except for nettles, his only food. 
He asked them to life him up and see if they didn't believe it. 
So they did, one after the other. 
This caused him great pain. 
But more than anything he felt a terrible and unbearable pity for them, 
so much that he wept...

Although it's already 800-900 years since his time, 
his story is still a great lesson for us all. 
May we follow Milarepa and learn to love our enemy, 
for there is no real enemy. 
Everybody is like us in seeking happiness in life.

.. .. Kalsang Dawa
มูลนิธิ พันดารา ‎.
http://www.youtube.com/watch?v=b142vg5ghsk
www.youtube.com
❤☀Homage to Buddha Vajradhara, Tilopa, Naropa, Marpa Lotsawa, Milarepa, Gampopa. May this noble offering of Visual Dharma, created for the anniversary of Jet...

วันพฤหัสบดีที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2555

เริ่มต้นทำธุรกิจเทคโนโลยีไปกับเรา-โครงการเสริมสร้างผู้ประกอบการใหม่เปิด รับสมัครประจำปี 2555




จาก: Business Incubation Center - NSTDA <ttd@newsletter.swpark.org>
วันที่: 5 มกราคม 2555, 14:24
หัวเรื่อง: เริ่มต้นทำธุรกิจเทคโนโลยีไปกับเรา-โครงการเสริมสร้างผู้ประกอบการใหม่เปิด รับสมัครประจำปี 2555
ถึง: 

 โครงการ "เสริมสร้างผู้ประกอบการใหม่"

(New Entrepreneurs Creation: NEC)

ภายใต้สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)

 เปิดรับสมัครผู้เข้าร่วมโครงการฯประจำปี 2555

ศูนย์บ่มเพาะธุรกิจ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ปี 2555  สาขาธุรกิจซอฟต์แวร ์และสาขาธุรกิจเทคโนโลยี (อาหาร เคมีภัณฑ์ สิ่งแวดล้อม เครื่องจักรกลหรืออื่นๆ) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อบ่มเพาะนักศึกษา นักพัฒนาซอฟต์แวร์อิสระ และนักวิจัยหรือผู้สนใจทั่วไป ที่ต้องการเป็นผู้ประกอบการธุรกิจเทคโนโลยี ให้สามารถบริหารจัดการธุรกิจได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน โครงการนี้เป็นการให้ความช่วยเหลือในระยะเริ่มต้นของการดำเนินธุรกิจ

สิทธิพิเศษ

  1. การอบรมเชิงปฎิบัติการในหัวข้อเชิงธุรกิจที่เป็นพื้นฐาน
  2. คำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆและจากผู้ทรงคุณวุฒิที่ประสบความสำเร็จในธุรกิจนั้นๆ
  3. แผนธุรกิจพร้อมใช้งานได้จริงโดยผ่านการให้คำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญเพื่อการเริ่มธุรกิจอย่างมีแบบแผน
  4. บริการด้านสถานที่และเครื่องอำนวยความสะดวกเช่น พื้นที่ทำงาน โทรศัพท์ โทรสาร อินเตอร์เน็ต เป็นต้น (จัดโครงการเสริมสร้างผู้ประกอบการใหม่สำหรับผู้ที่ผ่านการพิจารณาเท่านั้น)
  5. สิทธิพิเศษในการเชื่อมโยงเครือข่ายพันธมิตรภาครัฐและภาคธุรกิจต่างๆ เพื่อความร่วมมือในการส่งเสริมการทำธุรกิจเช่น การออกงานแสดงสินค้า การเข้าประกวดในเวทีต่างๆ เป็นต้น
  6. การเชื่อมต่อแหล่งสนับสนุนเงินทุนหรือร่วมลงทุนทั้งในและต่างประเทศ สำหรับท่านที่ต้องการขยายการลงทุน
  7. สำหรับผู้ที่มีความโดดเด่นในโครงการจะได้รับโอกาสในการประชาสัมพันธ์ผลงานผ่านสื่อต่างๆของสวทช.

คุณสมบัติ

  • มีผลิตภัณฑ์/ บริการ หรือแนวคิดต่อการพัฒนาผลิตภัณฑ์เทคโนโลยี หรือซอฟท์แวร์ที่สามารถนำไปประกอบธุรกิจได้จริง
  • มีอายุไม่ต่ำกว่า 20 ปี บริบูรณ์ และไม่เกิน 60 ปี ในวันที่ยื่นใบสมัคร
  • วุฒิการศึกษาระดับมัธยมศึกษาปีที่ 6 ประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) หรือเทียบเท่าขึ้นไป
  • มีความมุ่งมั่นและมีเวลาเข้ากิจกรรมของโครงการ

กลุ่มเป้าหมาย

    จำแนกเป็น 2 ประเภทดังนี้

    กลุ่มที่ 1 บุคคลทั่วไป (Download ใบสมัคร)

    • ผู้มีแนวคิดอยากมีธุรกิจเป็นของตนเอง ผู้ประกอบการที่เริ่มต้นทำธุรกิจมาแล้วต้องไม่เกิน 0 - 3 ปี ทายาทธุรกิจ ลูกหลาน หรือ คู่สมรส ที่กำลังเตรียมตัวเข้ารับช่วงถ่ายโอนกิจการ หรือเพิ่มแขนงธุรกิจจากธุรกิจเดิมของครอบครัว
    • ไม่เคยผ่านการอบรม NEC จากหน่วยงานอื่นมาก่อน

    กลุ่มที่ 2 นักศึกษา (Download ใบสมัคร)

    • นิสิตนักศึกษาที่กำลังศึกษาในระดับปริญญาตรีปีที่ 3 ขึ้นไปหรือเทียบเท่า
    • นิสิต นักศึกษาหรือบัณฑิต (ระดับปริญญาตรีถึงปริญญาเอก) ซึ่งจบการศึกษาแล้วไม่เกิน 3 ปี อายุไม่น้อยกว่า 20 ปีขึ้นไป

เอกสารการสมัคร

  1. ใบสมัครเข้าร่วมโครงการ
  2. สำเนาทะเบียนบ้านและบัตรประชาชนพร้อมรับรองสำเนาถูกต้อง
  3. สำเนาหลักฐานการศึกษา (ใบรับรองสถาพการเป็นนักศึกษา หรือใบรับรองวุฒิการศึกษา)

ระยะเวลาการรับสมัคร

    เปิดรับสมัครวันนี้จนถึงวันพุธที่ 15 กุมภาพันธ์ 2555

ขั้นตอนการสมัคร

  1. ดาวน์โหลดใบสมัคร
  2. จัดส่งใบสมัครทางไปรษณีย์หรือ e-mail ใบสมัครมาที่
    • ศูนย์บ่มเพาะธุรกิจ สวทช.

      ชั้น 5 อาคารซอฟต์แวร์พาร์ค

      เลขที่ 99/31 ถนนแจ้งวัฒนะ ตำบลคลองเกลือ

      อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี 11120

      อีเมล์: tanachaipong.eaimsuk@nstda.or.th, oumaporn@nstda.or.th  

วิธีการคัดเลือก

    พิจารณาจากความเป็นไปได้ของโครงการและการสัมภาษณ์  ผลการพิจารณาเป็นสิทธิ์โดยเด็ดขาดของโครงการ

หัวข้อการอบรม

  • การเตรียมความพร้อมสำหรับผู้ประกอบการ
  • การวิเคราะห์โอกาสทางธุรกิจ
  • การบริหารจัดการด้านการตลาดและเทคนิคการขาย/บริการ
  • การบริหารจัดการด้านการผลิตหรือบริการ
  • การบริหารองค์กร บุคลากร และความรู้ด้านกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ
  • การจัดทำแผนการลงทุนรายบุคคลและแนะแนวทางเตรียมความพร้อมการจัดตั้ง/ ขยายธุรกิจ
  • หมายเหตุ

    * สาขาธุรกิจซอฟต์แวร์เรียนในวันและเวลาราชการ ประมาณเดือนละ 2 -4 วัน และพบที่ปรึกษาระดับชั้นนำตลอดโครงการ

    * สาขาธุรกิจเทคโนโลยีเรียนในวันเสาร์-อาทิตย์ ประมาณ 2 เดือน และพบที่ปรึกษาระดับชั้นนำตลอดโครงการ

    * สำหรับกลุ่มที่ 1 มีเงินประกัน 3,000 บาท ซึ่งจะได้รับคืนเมื่อเข้ารับการอบรม ร่วมกิจกรรมไม่ต่ำกว่า    80  %  และส่งแผนธุรกิจ

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่

 




 

วันอังคารที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2555

ข่าวดี ! ผลวิจัย พบผักพื้นบ้านไทย คุณค่าเพียบ มีสารหลายชนิดป้องกันโรคมะเร็ง ชะลอแก่

  

ข่าวดี ! ผลวิจัย พบผักพื้นบ้านไทย คุณค่าเพียบ มีสารหลายชนิดป้องกันโรคมะเร็ง ชะลอแก่

วันที่ 03 มกราคม พ.ศ. 2555 เวลา 12:20:37 น.

Share




นายต่อพงษ์ ไชยสาส์น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า ขณะนี้มีพืชผักสมุนไพรพื้นบ้านหลายชนิด ที่สามารถใช้เป็นยาและเป็นอาหารได้ เช่นสะเดา ผักแพว กระเพรา ซึ่งถือว่าเป็นประโยชน์อาหารไทยยกกำลัง 2 ซึ่งมีลักษณะพิเศษต่างจากอาหารชาติอื่น จึงมีนโยบายให้สำนักโภชนาการ กรมอนามัย ทำการศึกษาวิจัยหาคุณค่าของผักพื้นบ้านที่คนไทยทั้ง4 ภาค นิยมกินกันอยู่ทั่วไปทั้งดอก ใบ ยอดอ่อน ฝัก ผล หัวและราก   เพื่อเผยแพร่สรรพคุณและส่งเสริมให้มีการนำมาเป็นอาหารบำรุงสุขภาพในปี2555 เพิ่มภูมิต้านทานโรค และจะให้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเผยแพร่ส่งเสริมประชาชนใช้บริโภคและให้โรงพยาบาลในสังกัดของกระทรวงสาธารณสุขนำมาปรุงเป็นอาหารของผู้ป่วย เป็นตัวอย่างประชาชน เมื่อออกจากโรงพยาบาลสามารถนำไปทำกินเองที่บ้านได้   


       

 

นายแพทย์สมยศ ดีรัศมี อธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า ประเทศไทยมีผักพื้นบ้านมากกว่า 300 ชนิด ส่วนใหญ่จะขึ้นเองตามธรรมชาติ เช่นริมห้วย หนองคลองบึง และป่าเขา ในการศึกษาผักพื้นบ้านในปี 2554 นี้   กรมอนามัยได้เก็บตัวอย่างผักพื้นบ้าน รวม 45 ชนิด  จาก 4 ภาค ประกอบด้วยภาคกลาง 12 ชนิด ภาคเหนือ6 ชนิด ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 5ชนิด และภาคใต้ 22 ชนิด  โดยศึกษาปริมาณสารอาหารที่มีความสำคัญต่อร่างกาย 9 ชนิด ได้แก่ 

1.พลังงาน  

2.โปรตีน 

3.ไขมัน 

4.คาร์โบไฮเดรต 

5.เบต้าแคโรทีน  

6.วิตามินซี  

7.ใยอาหาร 

8.ธาตุเหล็ก และ 

9.แคลเซียม


ผลการศึกษาเมื่อเปรียบเทียบน้ำหนักทุก 100 กรัมเท่ากัน พบว่าผักพื้นบ้านของไทยทุกชนิดให้พลังงาน โปรตีน ไขมันและคาร์โบไฮเดรตน้อยมาก  จึงกล่าวได้ว่าผักเหล่านี้กินแล้วไม่ทำให้อ้วน ผักที่มีแคลเซียมสูงที่สุด 10 อันดับ ได้แก่ 

1.หมาน้อยมี 423 มิลลิกรัม 

2.ผักแพวมี390 มิลลิกรัม 

3.ยอดสะเดามี 384 มิลลิกรัม 

4.กระเพราขาวมี 221 มิลลิกรัม 

5.ใบขี้เหล็กมี 156 มิลลิกรัม 

6.ใบเหลียงมี 151 มิลลิกรัม 

7. ยอดมะยมมี 147 มิลลิกรัม   

8.ผักแส้วมี 142 มิลลิกรัม 

9.ดอกผักฮ้วนมี 113 มิลลิกรัม และ 

10.ผักแมะมี 112 มิลลิกรัม 

โดยแคลเซียม มีบทบาทหลักคือเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของกระดูก และป้องกันโรคกระดูกพรุน ช่วยในการทำงานของระบบประสาท กล้ามเนื้อ หัวใจและหลอดเลือด นอกจากนี้ยังช่วยในการแข็งตัวของเลือด และควบคุมการหลั่งของฮอร์โมนบางชนิด


ผักที่มีธาตุเหล็กสูงสุด  5 อันดับแรก ได้แก่ 

1.ใบกระเพราแดงมี 15 มิลลิกรัม 

2. ผักเม็กมี 12 มิลลิกรัม 

3.ใบขี้เหล็กมี  6 มิลลิกรัม 

4.ใบสะเดามี 5 มิลลิกรัม และ 

5.ผักแพวมี 3 มิลลิกรัม 

ส่วนธาตุเหล็ก เป็นองค์ประกอบที่สำคัญในการสร้างฮีโมโกลบินในเม็ดเลือดแดง เพื่อนำอ็อกซิเจนไปเลี้ยงเซลล์ต่างๆในร่างกาย และมีบทบาทในด้านพัฒนาการและการเรียนรู้ สมรรถภาพในการทำงาน สร้างภูมิต้านทานโรค และเกี่ยวข้องกับการเจริญพันธุ์ ธาตุเหล็กจะถูกดูดซึมได้ดีต้องรับประทานอาหารที่มีวิตามินซีควบคู่ด้วย  


ผักที่มีใยอาหารสูง 10 อันดับ ได้แก่ 

  1.ยอดมันปู มี16.7 กรัม 

  2.ยอดหมุย มี 14.2 กรัม 

  3. ยอดสะเดา มี 12.2 กรัม 

  4.เนียงรอก มี 11.2 กรัม 

  5..ดอกขี้เหล็ก 9.8 กรัม 

  6.ผักแพว 9.7กรัม 

  7.ยอดมะยม 9.4 กรัม 

  8.ใบเหลียง 8.8 กรัม 

  9.หมากหมก 7.7 กรัม และ 

10.ผักเม่า มี 7.1 กรัม 

ซึ่งใยอาหารในผัก ทำให้ร่างกายขับถ่ายอุจจาระได้เร็วขึ้น ท้องไม่ผูก ช่วยป้องกันโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ และทำให้การดูดซึมน้ำตาลเข้าสู่กระแสเลือดช้าลง ส่งผลให้ลดระดับการใช้อินซูลิน นอกจากนี้ใยอาหารบางชนิด ยังช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด


ผักที่มีเบต้าแคโรทีน สูง 10 อันดับ  ได้แก่ 

  1.ยอดลำปะสีมี 15,157 ไมโครกรัม 

  2.ผักแมะมี 9,102 ไมโครกรัม 

  3.ยอดกะทกรกมี 8,498 ไมโครกรัม 

  4.ใบกระเพราแดงมี7,875 ไมโครกรัม 

  5.ยี่หร่ามี 7,408 ไมโครกรัม 

  6.หมาน้อยมี 6,577 ไมโครกรัม 

  7.ผักเจียงดามี 5,905 ไมโครกรัม 

  8.ยอดมันปูมี 5,646 ไมโครกรัม 

  9.ยอดหมุยมี 5,390 ไมโครกรัม และ 

10.ผักหวานมี 4,823 ไมโครกรัม  

ส่วนผักที่มีวิตามินซีสูง 10 อันดับ ได้แก่ 

  1. ดอกขี้เหล็กมี 484มิลลิกรัม 

  2.ดอกผักฮ้วนมี 472 มิลลิกรัม 

  3.ยอดผักฮ้วนมี 351 มิลลิกรัม

  4.ฝักมะรุมมี 262 มิลลิกรัม 

  5.ยอดสะเดามี 194 มิลลิกรัม 

  6.ผักเจียงดามี 153 มิลลิกรัม

  7.ดอกสะเดามี 123 มิลลิกรัม 

  8.ผักแพวมี 115 มิลลิกรัม 

  9.ผักหวานมี 107 มิลลิกรัม และ 

10.ยอดกะทกรกมี 86 มิลลิกรัม 

โดยทั้งเบต้าแคโรทีนและวิตามินซี เป็นสารอาหารที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ช่วยป้องกันโรคมะเร็ง โรคหัวใจ ลดการอักเสบ เสริมสร้างภูมิต้านทานโรคในร่างกาย ทำให้ร่างกายแก่ชราช้าลงด้วย


นายแพทย์สมยศกล่าวอีกว่า การนำผักพื้นบ้านประจำถิ่นมาปรุงประกอบอาหาร นับได้ว่าเป็นภูมิปัญญาของบรรพบุรุษไทย ในการสร้างเสริมสุขภาพและรักษาโรคโดยไม่ต้องพึ่งยาและสารเคมี ในแต่ละภาคของประเทศไทยมีผักพื้นบ้านสามารถเลือกรับประทานได้ตลอดปี และประชาชนควรเพิ่มการกินผักพื้นบ้านให้มากขึ้น เพราะนอกจากจะมีประโยชน์ต่อสุขภาพร่างกายแล้ว   ยังเป็นการอนุรักษ์ผักพื้นบ้านให้ลูกหลานรู้จักและบริโภคต่อได้

สวัสดีปีใหม่กับสื่อ โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์

 

สวัสดีปีใหม่กับสื่อ

วันที่ 02 มกราคม พ.ศ. 2555 เวลา 21:00:00 น.




โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์ 

(ที่มา หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับประจำวันที่ 2 มกราคม 2554)


ในวาระขึ้นปีใหม่ สิ่งหนึ่งที่น่าทำคือย้อนดูตัวเอง

เมื่อต้นปี 2554 กลุ่มวิจัยภายใต้อาจารย์อุบลรัตน์ ศิริยุวศักดิ์ ได้เสนอผลวิจัยสรุปรวบรวมคะแนนจากดัชนีชี้วัดสื่อ 4 ข้อคือ เสรีภาพของสื่อได้รับความคุ้มครองและส่งเสริม, ความหลากหลายของสื่อ, การกำกับดูแลสื่ออิเล็กทรอนิกส์, มาตรฐานความเป็นมืออาชีพของคนทำสื่อ ปรากฏว่าสื่อไทยได้คะแนนรวมคาบเส้น สองในสี่ดัชนีชี้วัดสอบตก รวมทั้งความเป็นมืออาชีพด้วย

นั่นเป็นผลจากการสำรวจในปี 2553 ผมไม่ทราบว่าจะมีการเสนอผลสำรวจ-วิจัยในปี 2554 หรือไม่ แต่โดยความรู้สึกส่วนตัว ผมเห็นว่า ความบกพร่องหลักๆ ของสื่อไทยที่เป็นมาหลายสิบปีแล้ว ก็ยังดำรงอยู่ไม่เปลี่ยนแปลงในปีนี้

1.งานวิจัยของกลุ่ม อ.อุบลรัตน์ชี้ให้เห็นว่า จำนวนของสื่อประเภทต่างๆ ในประเทศไทยใน พ.ศ.2553 นั้นมีมากทีเดียว เรามีวิทยุกระแสหลักอยู่ 524 สถานี วิทยุชุมชนอีกเกือบ 8,000 สถานี เรามีฟรีทีวี 6 ช่อง โทรทัศน์ดาวเทียม 30 ช่อง (ปัจจุบันมีมากกว่านั้นขึ้นไปอีกเท่าตัว) เคเบิลทีวีอีก 800 ช่อง มีสื่อสิ่งพิมพ์ 80 ฉบับ แบ่งเป็นท้องถิ่น, ระดับชาติ และภาษามลายูกับจีน มีผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต 36 ราย ทั้งผ่านสายโทรศัพท์และไม่ผ่าน

ก็ไม่น้อยเลยนะครับ แต่งานวิจัยชี้ให้เห็นว่าสื่อไทยละเลยความพยายามที่จะเข้าถึงกลุ่มประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ เช่น มีคนเพียง 1 ใน 3 เท่านั้นที่เข้าถึงสื่อสิ่งพิมพ์ ประชากรเพียงร้อยละ 20-22 เท่านั้นที่เข้าถึงสื่ออินเตอร์เน็ต แม้แต่สื่อวิทยุ ก็มีประชากรไม่ถึงครึ่งที่เข้าถึงได้ (ด้วยสาเหตุต่างๆ ที่ไม่ใช่เพราะไม่มีเงินซื้อวิทยุ) สื่อที่ประชากรเกือบจะถ้วนหน้าสามารถเข้าถึงได้คือฟรีทีวี ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับควบคุมอย่างรัดกุมของรัฐและทุน

ปัญหาที่คนส่วนใหญ่เข้าไม่ถึง (และไม่เข้าถึง) สื่อนี้ คงมีปัญหาเชิงโครงสร้างอยู่ด้วย ซึ่งแก้ไม่ได้ง่ายนัก เท่าที่ผมมองเห็นมีสองอย่างคือ

 

ประการแรก การเมือง, การปกครอง และเศรษฐกิจไทย กระจุกตัวอยู่ที่ส่วนกลาง ข่าวคราวของท้องถิ่นจึงไม่มีความหมายแก่คนส่วนใหญ่ เช่นเดียวกับข่าวส่วนกลางก็ไม่มีความหมายแก่คนอีกมากที่มองไม่เห็นว่าจะกระทบต่อชีวิตของตนอย่างไร ยิ่งการเสนอข่าวเป็นลักษณะเสนอปรากฏการณ์เพียงอย่างเดียว ก็ยิ่งยากที่คนทั่วไปจะเข้าใจนัยยะประวัติของข่าวนั้นต่อชีวิตของตน

ประการที่สองก็คือ สื่อกลายเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ไปแล้ว ภารกิจหลักคือการ "ขาย" ให้ได้ (ทั้งผู้ซื้อและโฆษณา) คุณค่าเชิงธุรกิจ (ขายสินค้าด้วยต้นทุนน้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นได้) จึงมาก่อน สื่อที่ราคาถูกและทุกคนเข้าถึงได้ง่ายคือสื่ออินเตอร์เน็ต แต่สื่อประเภทนี้เสียอีกที่ถูกกีดกันหวงห้ามค่อนข้างมากจากรัฐ กระทรวงไอซีทีนั้นตั้งขึ้นเพื่อกำกับควบคุมการสื่อสารระหว่างประชาชน มากเสียยิ่งกว่าป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางอินเตอร์เน็ต หรือกำกับ (regulate) ให้เกิดระเบียบที่ไม่ทำลายเสรีภาพของใคร วิสัยทัศน์ของรัฐมนตรีคนใหม่ในรัฐบาลชุดปัจจุบันต่อเรื่องนี้ เลวร้ายไม่น้อยไปกว่ารัฐบาลอื่นๆ ที่ผ่านมา

 

ดังนั้นแทนที่สื่ออินเตอร์เน็ตซึ่งในหลายสังคมกำลังกลายเป็นสื่อกระแสหลักไปแล้ว จะสามารถพยุงให้มาตรฐานของสื่ออื่นดีขึ้น จึงมีผลน้อยมากในสังคมไทย

2.อำนาจรัฐไม่ได้จำกัดการฉ้อฉลอยู่แต่สื่อใหม่ทางอินเตอร์เน็ตเท่านั้น แต่รวมไปถึงสื่อกระแสหลักต่างๆ ด้วย สมัย?ก่อนรัฐคุกคามสื่อโดยตรง แต่จะทำเช่นนั้นอย่างเปิดเผยในปัจจุบันไม่ได้เสียแล้ว แต่นักการเมืองจะอาศัยหรือสร้างสายสัมพันธ์ "พิเศษ" กับนักข่าวหรือแม้แต่เจ้าของสื่อ เพื่อกำกับควบคุมข่าว และทำได้ในระดับหนึ่ง (ไม่ถึง 100%) ที่มีพลังมากกว่านั้นก็คือการใช้งบโฆษณาของส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจ (ซึ่งในปัจจุบันมีมูลค่ามหาศาล) ในการกำกับควบคุมสื่อ

ร้ายไปกว่านั้น เนื้อหาของการโฆษณากลายเป็นโฆษณานักการเมืองที่ควบคุมกระทรวงนั้นๆ หรือพรรคการเมืองที่ได้เป็นรัฐบาล แทนที่จะเป็นการประชาสัมพันธ์ที่จะให้ประโยชน์แก่ประชาชน เช่นสิทธิที่พึงได้จากอุบัติภัยใหญ่ หรือการส่งลูกเข้าเรียน สิทธิการยกเว้นภาษี ฯลฯ เป็นต้น งบจำนวนนี้จะกระจายไปยังสื่อที่เป็นมิตร และใช้ลงโทษสื่อที่ถูกมองว่าไม่เป็นมิตร

 

ฉะนั้นโดยผ่านงบโฆษณา รัฐก็สามารถคุมแนวทางของสื่อได้ระดับหนึ่ง โดยไม่ต้องไปทุบแท่นพิมพ์, หรือสั่งปิดโรงพิมพ์

ที่อันตรายมากคือโฆษณาของรัฐวิสาหกิจ เพราะจะออกมาในรูปของโฆษณาแฝงในข่าว หรือรายการ-คอลัมน์ โดยผู้รับสื่ออาจไม่รู้ตัวเลย บริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ซึ่งคุมเชื้อเพลิงส่วนใหญ่ในประเทศไทย ควรถูกตรวจสอบอย่างละเอียดในทุกเรื่อง แต่สังคมกลับถูกมอมเมาด้วยโครงการปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติของบริษัท ซึ่งกระจายไปยังสื่อต่างๆ เสียจนไม่มีใครอยากเข้าไปตรวจสอบ เนื่องจากเป็นงบโฆษณาที่ใหญ่มากเกินกว่าจะชวดไปง่ายๆ

ในกรณีที่เป็นนโยบายสาธารณะซึ่งควรที่สังคมจะได้พิจารณาและอภิปรายกันอย่างรอบด้าน เช่นโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ รัฐวิสาหกิจที่เกี่ยวข้องอาจเสนอรายการทีวี หรือคอลัมน์ในหนังสือพิมพ์ ที่สนับสนุนการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ โดยไม่เปิดให้ผู้รับสื่อได้รับข้อมูลรอบด้าน

 

ทีวีทุกช่อง (รวมทั้งที่เรียกว่าทีวีสาธารณะด้วย) เสนอรายการแบบนี้ โดยไม่เตือนผู้ชมให้รู้ว่านี่เป็นการโฆษณา หรือนำเสนอมุมมองของฝ่ายตรงข้าม นโยบายสาธารณะที่ใหญ่ขนาดนี้ ถูกอำนาจของงบโฆษณาทำให้กลายเป็นทางเลือกที่สังคมไม่ต้องพิจารณาใคร่ครวญเลย

ผมอยากพูดเลยมาถึงการสร้างญัตติสาธารณะด้วย ฝ่ายที่มีกำลังทางเศรษฐกิจสูงจะอาศัยสื่อในการสร้างญัตติสาธารณะที่เอื้อต่อประโยชน์ตนฝ่ายเดียว โดยฝ่ายอื่นไม่มีพื้นที่ในสื่อสำหรับต่อรองอย่างเพียงพอ

 

ขอยกตัวอย่างเรื่องน้ำท่วมครั้งนี้ ฝ่ายที่สามารถเรียกร้องค่าชดเชยได้เป็นกอบเป็นกำมหึมา โดยไม่ต้องขึ้นศาลหรือประท้วงปิดถนนที่ไหนสักแห่ง คือธุรกิจอุตสาหกรรม ซึ่งมีทั้งสภา, มหาวิทยาลัย, นักวิชาการ, และฝ่ายโฆษณาที่มีประสิทธิภาพ ออกมาจับจองพื้นที่สื่อ เพื่อชี้ให้เห็นว่าความเสียหายของเขาคือความเสียหายของชาติ ฉะนั้นต้องชดเชยเขาในรูปยกเว้นภาษี, ให้เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ, สร้างโครงสร้างพื้นฐานป้องกันเขา (ไม่ได้ยินใครเรียกร้องให้สร้างโครงสร้างพื้นฐานที่ป้องกันหรือบรรเทาน้ำท่วมอย่างทั่วหน้า มีแต่จะเอาของกูให้รอดคนเดียวเสมอ) ฯลฯ จนดูเหมือนสื่อจะลืมแม่ค้าริมถนนไปแล้ว นอกจากเอามาเสนอในฉากข่าวเชิงละครให้สะเทือนใจกันเป็นกระสาย

คุณ "ใบตองแห้ง" เสนอทางแก้งบโฆษณาจากภาครัฐว่า ต้องกำหนดระเบียบให้เปิดเผยการจ้างทำสื่อของหน่วยราชการ (และรัฐวิสาหกิจ) ว่าใช้ไปเท่าไร กับใคร เรื่องอะไร เพื่อให้สาธารณชนสามารถตรวจสอบและซักถามได้

ผมก็เห็นด้วยนะครับ ในขณะเดียวกันก็อยากเสนอเพิ่มเติมว่า การมีสำนักงานมอนิเตอร์สื่อของฝ่ายประชาชนบ้างก็จะดี แต่ทำให้มีประสิทธิภาพกว่าที่มีอยู่ในเวลานี้ คือสามารถล้วงลึกลงไปได้มากกว่านั่งนับประเภทข่าว แล้วก็สรุปเอาเองอย่างง่ายๆ โดยไม่สนใจเบื้องหลังเอาเลย จะเอาเงินมาจากไหน นอกจากองค์กรประเภท สสส.แล้ว ยังมี กสทช.ซึ่งสามารถให้เงินอุดหนุนเอกชนทำอย่างมีประสิทธิภาพก็ได้

ภัยคุกคามสื่อที่สังคมควรระวังในปัจจุบัน คือการกำกับควบคุมสื่อโดยรัฐและทุน ผ่านงบโฆษณานี่แหละครับ นี่เป็นเรื่องใหญ่เสียจนข้อเสนอทั้งของคุณ "ใบตองแห้ง" และผม คงไม่พอจะจัดการกับมันได้หรอกครับ ตราบเท่าที่สังคมไทยยังไม่ยี่หระต่อสิทธิในการรู้ข้อมูลที่เป็นจริง และสิทธิในการไม่ถูกหลอก จะมีใครทำอะไรเพื่อกระตุ้นสำนึกต่อสิทธิเหล่านี้ไปด้วยก็ยิ่งดี

3.ความสัมพันธ์ระหว่างนักข่าวและเจ้าของสื่อก็มีปัญหาเหมือนกัน อำนาจของเจ้าของสื่อในการกำหนดเนื้อหามีอยู่สูง จนกระทั่งคนทำสื่อเองไม่ได้มีเสรีภาพจะเสนอความจริงที่ตัวค้นพบได้อย่างอิสระ ในภาพรวม ปัญหานี้อาจไม่ใช่เรื่องใหญ่ เพราะเจ้าของสื่อจำเป็นต้องแข่งขันทางธุรกิจ หากจำกัดเสรีภาพของนักข่าวมากเกินไป ผลิตภัณฑ์ของตนอาจจืดชืดจนไม่มีผู้ซื้อได้ แต่ในระยะยาว เจ้าของสื่ออาจไปพัวพันกับนักการเมือง เสียจนกระทั่งสื่อขาดความเป็นกลาง ดังที่เกิดขึ้นแล้วในหลายประเทศ

ทางออกน่าจะเพิ่มอำนาจต่อรอง (ที่บริสุทธิ์ยุติธรรม) ของคนทำสื่อกับเจ้าของ เช่นการตั้งสหภาพซึ่งไม่ใช่ดูแลแต่เพียงผลตอบแทนและผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ต้องดูแลไปถึงจุดยืนด้านเสรีภาพอีกด้วย เรื่องนี้ก็น่าประหลาดนะครับ เพราะสื่อหนังสือพิมพ์ที่มีสหภาพของตัวมีอยู่ฉบับเดียว เป็นภาษาอังกฤษที่เดิมเป็นของฝรั่ง ส่วนทีวีก็มีเฉพาะช่องเดียวที่เป็นทีวีซึ่งรัฐถือหุ้นใหญ่

4.ทางด้านเนื้อหา สื่อไทยยังสนใจเสนอข่าวระดับปรากฏการณ์เท่านั้น ไม่ยอมลงทุนเจาะข่าวให้ลึกไปถึงความสัมพันธ์ที่สลับซับซ้อนของตัวละครในข่าว หรือระบบที่อยู่เบื้องหลังความไม่ชอบมาพากลต่างๆ จริงๆ แล้วเบื้องหลังการตีปิงปองนั้น มันมีเหตุมีผลที่เข้าใจได้ทั้งนั้น แต่เมื่อสื่อไม่เจาะไปถึง ผู้รับสื่อจึงมองเห็นแต่ความไม่เป็นโล้เป็นพายของนักการเมือง หรือบุคคลสาธารณะต่างๆ ในขณะเดียวกันก็สิ้นอำนาจที่จะไปจัดการแก้ไขปรับปรุงอะไรให้ดีขึ้น

 

ชีวิตสาธารณะของคนไทยจึงมีแต่เรื่องหมากัดกัน


http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1325492814&grpid=no&catid=02&subcatid=0207