ร่วมลงนาม ยกเลิกกฎหมาย 3 ฉบับ มั่นคงภายใน - กฎอัยการศึก - พ.ร.ก.ฉุกเฉิน"

ร่วมลงนาม ยกเลิกกฎหมาย 3 ฉบับ มั่นคงภายใน - กฎอัยการศึก - พ.ร.ก.ฉุกเฉิน
ร่วมลงนาม ยกเลิกกฎหมาย 3 ฉบับ มั่นคงภายใน - กฎอัยการศึก - พ.ร.ก.ฉุกเฉิน
ร่วมลงนาม ยกเลิกกฎหมาย 3 ฉบับ มั่นคงภายใน - กฎอัยการศึก - พ.ร.ก.ฉุกเฉิน

วันเสาร์ที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2554

อีกด้านหนึ่งของ “ก.ศ.ร.กุหลาบ” ในมุมมองของราชสำนัก (3)

อีกด้านหนึ่งของ "ก.ศ.ร.กุหลาบ" ในมุมมองของราชสำนัก (3)

วันที่ 05 ธันวาคม พ.ศ. 2554 เวลา 17:43:55 น.

Share8













 ไกรฤกษ์ นานา 

นักวิชาการทางประวัติศาสตร์

 

ความผิดของนายกุหลาบ
ตามทัศนะของราชสำนัก

คดีเกี่ยวกับการแต่งเติมพระประวัติของสมเด็จพระสังฆราช (สา) นี้มิใช่คดีความทางโลกแบบธรรมดา แต่เป็นการตัดสินเพื่อความถูกต้องและจริยธรรมด้านจิตใจ ต้องใช้สติสัมปชัญญะในการสืบสวน และความรู้สึกผิดชอบชั่วดีในการตีความ คณะผู้พิพากษาจึงมิใช่ทีมลูกขุนแบบนักกฎหมายทั่วไป แต่เป็นคนนอกผู้ทรงคุณวุฒิและเป็นผู้เคารพนับถือของคนทั้งหลายทั้งองค์ประธานทางโลกและทางธรรม บุคคลที่ได้รับคัดเลือกประกอบด้วย  

๑. กรมหมื่นวชิรญาณวโรรส ทรงเป็นพระราชาคณะชั้นผู้ใหญ่ และเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศฯ  เป็นประธานฝ่ายธรรมะ ผู้ทรงคุณวุฒิทางสังฆการีกรรม


๒. พระเจ้าน้องยาเธอ พระองค์เจ้านเรศร์วรฤทธิ์ ทรงเป็นเสนาบดีกระทรวงนครบาล  ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ มือกฎหมายทางโลกมีหน้าที่ดูแลความสงบสุขของสังคม


๓. พระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย อาจาริยางกูร) เป็นปรมาจารย์ด้านการศึกษาแห่งรัตนโกสินทร์ และครูใหญ่โรงเรียนหลวงในพระบรมมหาราชวัง ผู้แต่งแบบเรียนภาษาไทยชุดแรก รวม ๖ เล่ม คือ มูลบทบรรพกิจ วาหนิตินิกร อักษรประโยค สังโยคพิธาน ไวพจน์พิจารณ์ และพิศาลการันต์ เป็นอาจารย์ใหญ่ด้านวิชาการที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดในสมัยรัชกาลที่ ๕(๔)


กระบวนการไต่สวนนายกุหลาบของผู้พิพากษาพิเศษคณะนี้มีความพิสดารกว่าคดีทั่วๆ ไป สำนวนการพิจารณาคดีและคำตัดสินตามทัศนะของราชสำนักระบุอยู่ในพระราชหัตถเลขาของรัชกาลที่ ๕ มีไปมากับคณะผู้พิพากษา พร้อมบทสรุปชี้มูลความผิดของจำเลย ดังนี้

เรื่องไต่สวน ก.ศ.ร.กุหลาบ
(ฉบับที่ ๑๖๒)


            พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท
ที่ ๒๘/๑๔๓๙      วันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ รัตนโกสินทรศก ๑๑๙


ด้วยนายกุหลาบได้นำหนังสือพิมพ์เปนเรื่องประวัติสมเด็จพระสังฆราชมาให้ ๒๐๐๐ เล่ม มีความประสงค์จะให้แจกในงานเมรุ เห็นว่าหนังสือที่นายกุหลาบเรียบเรียงแต่งชิ้นนี้  ไม่ควรจะแจกแก่ศิษย์หาทั้งปวง หรือคนอื่นๆ ทั่วไป เพราะเปนถ้อยคำอันไม่น่าเชื่อ จะหาให้คนทั้งปวงลุ่มหลงไปในถ้อยคำอันนายกุหลาบกล่าวเท็จปนจริงเช่นนี้ สมเด็จ
พระสังฆราชก็นับว่าเปนหลักเปนประธานเปนที่นับถือของคนเปนอันมาก จึงเห็นควรจะไต่สวนเรื่องประวัตินี้ ให้ได้ความว่านายกุหลาบกล่าวเท็จเพียงไร กล่าวจริงเพียงไร ขอให้กรมหมื่นวชิรญาณวโรรส กรมหลวงนเรศรวรฤทธิ พระยาศรีสุนทรโวหารพร้อมกันไต่สวน แลให้มีอำนาจที่จะเรียกตัวนายกุหลาบกับทั้งเรื่องราวทั้งปวงมาไต่สวนได้จนตลอด แล้วให้ทำรายงานบอกมาให้ทราบ


สยามินทร(๓)

(ฉบับที่ ๑๖๓)

 


                                                                  พระที่นั่งบรรณาคมสรณีย์
ที่ ๙/๔๙๑                                                              วันที่ ๒๑ มีนาคม ร.ศ. ๑๑๙


ทูล กรมหมื่นวชิรญาณวโรรส ทรงทราบ
ขอให้ทรงสังเกตความหน้าด้านของอ้ายกุหลาบ สยามประเภท วันพระแรม ๑๕ ค่ำ  เดือน ๔ มีเรื่องพระราชทานน้ำศพเจ้าวังน่า กล่าวคือกรมขุนนรานุชิต ตรงกับที่รับสั่งว่ามันลืมว่ากรมขุนนรานุชิตสิ้นพระชนม์ก่อนพระราชทานเพลิงพระบรมศพพระปิ่นเกล้า มันไปนึกอ้อขึ้นมาจึงเอามาลงพิมพ์เปนที่ว่ารู้แล้ว ยังซ้ำปดแถมว่าเปนต้นเหตุ คือแปลว่า เปนครั้งแรก แต่อันที่จริงก็เห็นจะไม่ใช่มุสาวาท เพราะมันไม่รู้มันหมายว่าครั้งแรกจริงๆ นับแต่ที่หม่อมฉันจำได้ ยกพระองค์ใหญ่ประชุมวงษแลกรมขุนธิเบศร์เสีย เจ้าฟ้าอิศราพงษก็เสด็จ มันโกหกฤาโง่หาที่สุดมิได้เช่นนี้ จะโปรดอย่างไร
ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด

สยามินทร(๓)

 (ฉบับที่ ๑๖๕)
                                                                          วัดบวรนิเวศวิหาร
                                                                          วันที่ ๒๗ มีนาคม รัตนโกสินทรศก ๑๑๙
ขอถวายพระพร


ตามกระแสพระบรมราชโองการที่ ๒๘/๑๔๓๙  ทรงพระกรุณาโปรดให้อาตมภาพ  กับกรมหลวงนเรศวรฤทธิ พระยาศรีสุนทรโวหาร พร้อมกันไต่สวนประวัติสมเดจพระสังฆราช ซึ่งนายกุหลาบพิมพ์ทูลเกล้าฯ ถวาย เมื่องานพระเมรุสมเดจพระสังฆราชนั้น อาตมภาพได้พร้อมด้วยกรมหลวงนเรศวรฤทธิ แลพระยาศรีสุนทรโวหาร เข้ากันเปนกรรมการตรวจสอบประวัติของสมเดจพระสังฆราช ในสมุดที่นายกุหลาบพิมพ์ทูลเกล้าฯ ถวาย  กับในสยามประเภทเล่ม ๔ ตอนที่ ๑๐ ตั้งแต่น่า ๓๓๖ ถึงน่า ๓๖๗ ได้พบข้อความมากๆ น้อยๆ กว่ากัน ทั้งสำนวนก็ไม่เปนอันเดียวกัน แต่ก็อ้างว่าเปนหนังสือที่ได้เรียบเรียงทูลเกล้าฯ ถวายทั้งสองแห่ง เมื่อพบข้อความในหนังสือสองฉบับนั้น มากน้อยกว่ากันเช่นนั้น จึงได้เก็บข้อความในหนังสือสองฉบับนั้นรวมเข้าด้วยกันปันเปน สองหมวดหัวข้อ คือ เรื่องสมเดจพระสังฆราชหมวด ๑ กึ่งความนอกจากเรื่องสรรพหนังสือที่เกี่ยวกับเรื่องนี้ แลสืบสวนความเข้าประกอบได้ความว่านายกุหลาบผู้เรียบเรียงประวัตินั้น ประกอบด้วยโทษไม่ควรเปนที่เชื่อฟัง ๗ ประการ คือ


๑. เปนผู้แสดงความเท็จอวดอ้างตนให้เขาเชื่อถือ เช่น อวดอ้างตำราซึ่งไม่มีจริง
๒.  เปนผู้ปั้นความที่ไม่มีจริงขึ้นลวงให้คนเชื่อถือผิดๆ เช่น แต่งข้อความไม่มีมูลขึ้น
แล้ว อ้างว่าเก็บมาจากตำราชื่อนั้นชื่อนี้ ซึ่งไม่มีจริงบ้าง แซมเข้าไว้ในหนังสือที่ผู้อื่นแต่งบ้าง
๓. เปนผู้ทำลายความจริงซึ่งได้เปนไปแล้ว เช่น กล่าวเปิดเผยข้อความที่เปน 
ปฏิปักษ์แก่เหตุหรือข้อความซึ่งมีผู้กล่าวหรือแต่งไว้ในหนังสือซึ่งเปนจริงให้กลายเปนที่  สนเท่ห์
๔. เปนผู้รักษาหนังสือไม่ดี บันดาหนังสือที่นายกุหลาบมีอยู่ล้วนเปนของไม่คง
ตามเดิมทั้งนั้น
๕. เปนผู้เดาเอาง่ายๆ ซึ่งข้อความที่ตนไม่รู้ เช่น กล่าวถึงเรื่องสมเดจพระสังฆราช
สิ้นพระชนม์ เปนแต่เห็นพระสงฆ์ถือขวดน้ำไป ก็เดาว่าพระสงฆ์สรงพระศพต่อข้าราชการ
๖. เปนผู้เสิมข้อความที่เปนจริงให้มากไปกว่าเหตุ เช่น ข้อที่กล่าวว่าพระยาศรี
สุนทรโวหาร (ฟัก) แต่ครั้งยังบวชเปนพระศรีวิสุทธิวงษ์เปนพระกรรมวาจาจารย์ของสมเดจพระสังฆราชเมื่ออุปสมบทครั้งที่ ๒ ก็เปนความจริงที่รับรองกันอยู่ทั่วแล้ว แต่นายกุหลาบเสิมว่า มีในจดหมายเหตุโบราณ
๗. เปนผู้มักง่ายในการใช้ถ้อยคำสำนวน เช่น กรมหมื่นบวรรังสี สุริยพันธุ์  
เรียกเปน กรมหมื่นบวรรังษีสุพันธุวงส์ หาได้ไตร่ตรองให้ถ่องแท้ก่อนไม่
แลประวัติสมเดจพระสังฆราชทั้งสองฉบับนั้น เปนเรื่องประกอบด้วยโทษไม่ควรเปนที่เชื่อถือ ๓ ประการ ปนคละกันอยู่แทบทั้งนั้นไป คือ
๑. เท็จไม่มีมูลทีเดียว เช่น กล่าววงษ์เจ้าพระยาชำนาญบริรักษ์ เปนต้น
๒. เท็จปนจริง คือ เค้าความเท็จ แต่กึ่งความจริง เช่นกล่าววงษ์สมเดจ
พระสังฆราชโยงเข้าเปนเชื้อสายของเจ้าพระยาชำนาญบริรักษ์ เปนต้น


๓. จริงปนเท็จ คือ เค้าความจริง แต่กึ่งความเท็จ เช่น กล่าวเรื่องสมเดจ
พระสังฆราชแปลพระปริยัติธรรมได้ ๙ ประโยคแต่ครั้งยังเปนสามเณร ข้อนี้เปนความจริงที่รู้กันอยู่ แต่ข้อที่กล่าวว่า พระบาทสมเดจพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงลูบหลังเปนต้นนั้น เปนความเท็จ


นอกจากนี้ยังมีข้อที่กล่าวไม่สมต้นสมปลาย ซึ่งส่อความเท็จของผู้เรียบเรียงอีก เช่นกล่าวถึงเรื่องอาจารย์อ่อนพาสมเดจพระสังฆราชไปหาพระครูศีลปาโมกข์ แลถวายตัวแด่พระบาทสมเดจพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว บางแห่งก็ว่าที่วัดบวรนิเวศวิหาร บางแห่งก็ว่าที่วัดราชาธิวาศ


แลเหตุชักนำให้นายกุหลาบกล้าลงทุนพิมพ์หนังสือนี้แลกล้านำทูลเกล้าฯ ถวายก็แลเห็นชัดอยู่ว่า ถ้าหนังสือนี้ได้แจกในงานพระเมรุก็ดี หรือแม้ไม่ได้แจกแต่เก็บเงียบอยู่ก็ดี หนังสือนี้ก็ได้ชื่อว่าได้รับความรับรองว่าเปนจริงหรือไม่ปรากฏว่าเปนเท็จ นายกุหลาบจะได้ถือเอาโอกาสอันนี้ไว้เปนชื่อเสียงของตน แล้วแลเปิดเผยเรื่องนั้นๆ อันประกอบด้วยโทษไม่ควรเชื่อฟังในหนังสือพิมพ์ลวงให้มหาชนเชื่อถือ เพื่อหาผลประโยชน์เข้าตัว ดังการณ์ที่เปนมาแล้วในหนหลังแลยังกำลังเปนอยู่ในบัดนี้


เมื่อไต่สวนได้ความชัดฉะนี้แล้ว จึงพร้อมกันวินิจฉัยว่า ประวัติสมเดจพระสังฆราช ทั้งในสมุดพิมพ์ที่นายกุหลาบทูลเกล้าฯ ถวาย ทั้งในสยามประเภทเล่ม ๔ ตอนที่ ๑๐ นั้น ไม่ควรเปนที่เชื่อฟังของคนทั้งปวง มีข้อความพิสดารแจ้งในคำวินิจฉัยของกรรมการ พร้อมทั้งคำพยานแลรายงานสืบสวนที่ถวายมาพร้อมกันนี้ แลนายกุหลาบกล้าทูลเกล้าฯ ถวายหนังสือแสดงเรื่องที่ตนรู้อยู่เต็มใจว่าประกอบไปด้วยความเท็จฉบับหนึ่ง แลจงใจกล่าวเท็จเปิดเผยในสยามประเภทฉบับนั้น แสดงอาการให้คนทั้งหลายเข้าใจไปว่า ตนได้ทูลเกล้าฯ ถวายเรื่องที่พิมพ์ไว้ในนั้น ซึ่งประกอบด้วยความเท็จดุจกันอีกฉบับหนึ่งด้วย เช่นนี้ได้ชื่อว่าหมิ่นต่อพระบรมเดชานุภาพ เปนความผิดใหญ่ของนายกุหลาบอีกส่วนหนึ่ง ข้อนี้ต้องอาไศรยพระมหากรุณาเปนที่ตั้ง จะควรสถานไรสุดแต่จะทรงพระมหากรุณา


ควรมิควรสุดแล้วแต่จะทรงพระกรุณาโปรด ขอถวายพระพร


(ลงพระนาม) ขอถวายพระพร กรมหมื่นวชิรญาณวโรรส
(ลงพระนาม) ข้าพระพุทธเจ้า นเรศวรฤทธิ์
(ลงนาม) ข้าพระพุทธเจ้า พระยาศรีสุนทรโวหาร(๓)

 

 

(ฉบับที่ ๑๖๔)


                                                                            วัดบวรนิเวศวิหาร
ที่ ๑๖๓         วันที่ ๒๒ มีนาคม ร.ศ. ๑๑๙


ขอถวายพระพร


พอได้รับความในพระราชหัตถเลขาที่ ๙/๔๙๑ ก็ให้ไปตามเอามาอ่านเก็บเอาไปจากนี่เปนแท้ เมื่อกรมหลวงนเรศวรฤทธิ์ซักนายกุหลาบจะให้อ้างออธอธิติในเรื่องเทียนฉันทะ นายกุหลาบโลเล อาตมภาพจึงว่าต่อหน้านายกุหลาบว่านายกุหลาบเดาเอาเช่นนั้นๆ จึงกล่าวถึงกรมขุนนรานุชิตว่าเข้าพระเมรุพระปิ่นเกล้า จำได้อยู่แลพูดต่อไปว่าถึงกรมหมื่นอุดมก็เหมือนกัน แรกที่จะได้พระนามกรมหมื่นอุดมก็เมื่อสิ้นพระชนม์ เมื่อมีผู้ไปกราบทูล  ทูลกระหม่อมกำลังเสดจอยู่ที่วังน่า แล้วก็เสดจกลับมาพระบรมมหาราชวัง นัยว่าจะเสดจพระราชทานน้ำสรงพระศพกรมหมื่นอุดม นายกุหลาบคงเก็บเอาคำที่พูดกับกรมหลวงนเรศรไปแต่งขึ้น แต่ถูกสกัดไว้แล้วจึงไม่กล้าออกเรื่องต้นเหตุพระศพเจ้าวังน่าได้
เข้าพระเมรุท้องสนามหลวง เรื่องเสดจลอดประตูช่องกุฏิก็คงเกิดขึ้นเพราะได้ยินเล่าเรื่องกรมหมื่นอุดมสิ้นพระชนม์ เรื่องพระรูปสมเดจพระสังฆราชวัดราชสิทธิก็เดาประจบเอาอีก


ขอพระราชทานพรรณนาลักษณโทษที่ไม่ควรเชื่อฟังของนายกุหลาบมาพลางมี ๗ ประการ
๑.  เปนผู้แสดงความเท็จอวดอ้างตนให้คนเชื่อถือ
๒. เปนผู้ปั้นความที่ไม่จริงขึ้นลวงให้คนเชื่อถือผิดๆ
๓. เปนผู้ทำลายความจริงซึ่งได้มีมาแล้ว
๔. เปนผู้รักษาหนังสือไม่ดี คงมีปลอมจนได้
๕. เปนผู้เดาประจบเอาง่ายๆ
๖. เปนผู้เสิมข้อความที่เปนจริงให้มากไปกว่าเหตุ
๗. เปนผู้มักง่ายในการใช้ถ้อยคำสำนวน
ลองตั้งเกณฑ์ไว้สำหรับวางบทปรับเท็จนายกุหลาบว่าจะต้องด้วยมาตราไหนของ


เรื่องต้นเหตุพระราชทานน้ำสรงพระศพเจ้าวังน่านั้น ต้องด้วยมาตรา ๕ เพราะไม่ตั้งใจจะกล่าวเท็จ เปนแต่เดาประจบด้วยเข้าใจว่าเปนอย่างนั้น เรื่องเสดจพระราชทานน้ำสรงพระศพกรมหมื่นอุดมนั้น ต้องด้วยมาตรา ๖ เมื่อพรรณนากึ่งลักษณะในตัวก็ได้เปนยอดข้างชั่วหลายประการ
๑. ยอดขี้ปด
๒. ยอดไม่มีอาย
๓. ยอดโง่
๔. ยอดไม่ตขิดตขวง
หวังว่าคำวินิจฉัยในเรื่องประวัติสมเดจพระสังฆราช จะอธิบายลักษณะของนาย
กุหลาบว่าเปนอย่างไรได้ชัดเจน
ควรมิควรสุดแล้วแต่จะทรงพระกรุณาโปรด ขอถวายพระพร
กรมหมื่นวชิรญาณวโรรส (๓)

ภายหลังสำนวนการไต่สวนนายกุหลาบกรณีปลอมแปลงพระประวัติของสมเด็จพระสังฆราช (สา) ถูกทูลเกล้าฯ ถวายรัชกาลที่ ๕ ให้ทรงทราบแล้ว ก็ได้มีพระบรมราชวินิจฉัยลงมาเป็นฉบับสุดท้าย ดังนี้

 

 (ฉบับที่ ๑๖๖)


                                                                        พลับพลาสวนดุสิต
ที่ ๕/๓๗      วันที่ ๙ เมษายน รัตนโกสินทรศก ๑๒๐


ถึงกรรมการไต่สวนเรื่องประวัติสมเด็จพระสังฆราชที่นายกุหลาบแต่ง


ด้วยได้ส่งรายงานที่ได้ไต่สวนนายกุหลาบกับหนังสือต่างๆ ที่ประกอบกับรายงานมานั้น ได้ตรวจดูตลอดแล้ว เห็นว่ากรรมการได้ไต่สวนโดยความสอดส่องรอบคอบได้ความเลอียดชัดเจนดี เปนที่พอใจเปนอันมาก ขอขอบใจกรรมการที่ได้ทำการโดยความอุตสาหเปนอันมาก


สยามินทร(๓)

 

แต่ด้วยพระเมตตาอันหาที่สุดมิได้ด้วยเห็นว่านายกุหลาบเป็นคนชรามีอายุมากแล้ว จึงโปรดเกล้าฯ ให้ภาคทัณฑ์โทษจำคุกไว้ก่อน และได้ทรงห้ามมิให้ใครเชื่อถือเรื่องประวัติสมเด็จพระสังฆราชที่นายกุหลาบนำความเท็จมาพิมพ์เผยแพร่นั้น (๒)


http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1323082498&grpid=no&catid=&subcatid=


 

อีกด้านหนึ่งของ “ก.ศ.ร.กุหลาบ” ในมุมมองของราชสำนัก (4)

อีกด้านหนึ่งของ "ก.ศ.ร.กุหลาบ" ในมุมมองของราชสำนัก (4)

วันที่ 09 ธันวาคม พ.ศ. 2554 เวลา 17:11:16 น.

Share68













 ไกรฤกษ์ นานา 

นักวิชาการทางประวัติศาสตร์

 

ความผิดครั้งสุดท้าย

ส่งนายกุหลาบเข้า รพ.บ้า

แต่นายกุหลาบก็ยังไม่สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณและได้ปลอมแปลงประวัติศาสตร์ขึ้นใหม่อีกครั้งหนึ่ง ซึ่งส่งผลให้เขาเข้าปิ้งจนได้

ความผิดครั้งที่ ๔ ในปี พ.ศ. ๒๔๔๗ ขณะนั้นนายกุหลาบมีอายุได้ ๗๒ ปีแล้ว แต่ก็ยังไม่หลาบจำต่อความผิดที่ได้กระทำมา เขาได้เขียนประวัติศาสตร์ฉบับพิสดารขึ้น แล้วตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์สยามประเภท อ้างว่าในสมัยกรุงสุโขทัยมีพระเจ้าแผ่นดินองค์หนึ่งทรงพระนามว่า พระปิ่นเกษ มีพระราชโอรสทรงพระนามว่า พระจุลปิ่นเกษ รัชกาลที่ ๕ ทอดพระเนตรแล้วก็ทรงกริ้ว ทรงตระหนักว่าเป็นการบังอาจแต่งพงศาวดารขึ้นเองโดยมีเจตนาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ เพราะเป็นการแปลงพระนามของพระองค์ไปเกี่ยวข้องกับการเสียบ้านเมือง(๕)

 

จึงได้โปรดเกล้าฯ ให้มีการสอบสวนนายกุหลาบอีกครั้งหนึ่ง ในที่สุดก็พิสูจน์ว่ามีความผิดจริง เขาถูกจับส่งเข้าไปสงบสติอารมณ์ในโรงพยาบาลบ้าเสีย ๓๓ วัน แล้วจึงปล่อยตัวไป อนึ่ง ในสารานุกรมประวัติศาสตร์ไทย ฉบับราชบัณฑิตยสถาน ระบุว่านายกุหลาบถูกคุมขังอยู่ใน รพ.บ้า เพียง ๗ วัน แต่ คุณอเนก นาวิกมูล อ้างข้อมูลใหม่จากหลักฐานเอกสารในหอจดหมายเหตุแห่งชาติว่าถูกคุมขังอยู่นานถึง ๓๓ วัน(๖)  และ(๘)

 

 

 

สรุป 

เป็นที่รู้กันทั่วไปในแวดวงนักเขียนและวงวรรณกรรมว่า ก.ศ.ร.กุหลาบ เป็นนักวิชาการและนักเขียนอิสระผู้ทำให้หลักฐานอันแท้จริงทางประวัติศาสตร์คลาดเคลื่อนเสียหายไปมิใช่น้อยด้วยการสร้างหลักฐานเท็จ มีเจตนาดัดแปลงเพิ่มเติมข้อมูลต่างๆ ขึ้นจากเอกสารของทางราชการ แล้วพิมพ์ออกเผยแพร่เพื่อให้เกิดความเข้าใจผิด เป็นประโยชน์ในการสร้างผลกำไรทางธุรกิจให้ตนเอง

 

ถึงแม้ ก.ศ.ร.กุหลาบ จะเป็นคนใจกว้างและเปิดเผย จากการเปิดประเด็นความรู้ใหม่ๆ อยู่เสมอ ทั้งยังเป็นนักบุญพิมพ์หนังสือแจกเป็นวิทยาทานถึง ๒,๐๐๐ ฉบับ ถวายรัชกาลที่ ๕ แต่ในอีกเหตุผลหนึ่งก็เพื่อต้องการยืนยันจุดยืนของตนเอง คือ ขี้โอ่ อวดดี และทะนงตัว แสดงถึงภาวะโรคจิตอ่อนๆ ที่เป็นอยู่ เพราะฉะนั้นการที่ทางการลงโทษนายกุหลาบด้วยการส่งตัวไปสงบสติอารมณ์ใน รพ. คนเสียจริต (รพ.บ้า) ๓๓ วัน  ถือเป็นการลงโทษเชิงสัญลักษณ์ให้สำนึกผิดทั้งที่รู้ว่าไม่อาจรักษานายกุหลาบให้หายขาดจากความผิดปกติทางจิตได้ แต่เป็นการประกาศให้สังคมรับรู้ว่าเขาเป็นบุคคลน่าเฝ้าระวัง

 

ข้อสังเกตที่น่าพิจารณาอีกประการหนึ่งเกี่ยวกับคดีนี้หากมองในแง่จิตวิทยาและพฤติกรรมมนุษย์ การที่นายกุหลาบรู้เรื่องราวทางโบราณคดีมากเกินไป และเข้าถึงแหล่งข้อมูลที่เป็นของต้องห้าม อาจทำให้เกิดความฟุ้งซ่าน จึงผุดความคิดที่จะประชดเจ้านายฝ่ายใน ประชดสังคม เลยประชดนักประวัติศาสตร์รุ่นเก่า ด้วยการสร้างข้อคิดขึ้นมาใหม่โดยเบี่ยงเบนความจริง จะได้แหกกฎเกณฑ์อันล้าสมัยและงมงายของคนโบราณ

 

โชคดีที่วันนี้เรามีกระทรวงไอซีที มีกรมทรัพย์สินทางปัญญาคุ้มครองนักประพันธ์ นักค้นคว้า และนักวิชาการให้มี

ลิขสิทธิ์ในผลงานที่ตนเองเป็นผู้สร้างสรรค์ริเริ่มขึ้นมาด้วยสติปัญญา ความรู้ ความสามารถ และความวิริยะอุตสาหะโดยไม่ลอกเลียนงานของผู้อื่น แสดงว่ากฎหมายสมัยปัจจุบันก็ตระหนักถึงพิษภัยของพวกละเมิดลิขสิทธิ์ดังเช่นที่นายกุหลาบได้เริ่มต้นไว้ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๕

 

อย่างไรก็ดีสำหรับการวิพากษ์วิจารณ์ความผิดของนายกุหลาบ  มีข้อพึงสังเกตว่าคดีของนายกุหลาบได้หมดอายุความไปนานกว่าร้อยปีแล้ว เราจึงไม่ควรหยิบยกทฤษฎีของนายกุหลาบมาเปรียบเทียบกับเหตุการณ์ในสมัยปัจจุบัน แล้วตัดสินกันเองว่านายกุหลาบทำไปด้วยความถูกต้องชอบธรรมแล้ว

 

นักประวัติศาสตร์ไม่ควรตัดสินความถูกผิดของคนในอดีตว่าเป็นอย่างไร  เรารู้แค่ไหนเราก็ควรบอกกล่าวแค่นั้น โดยอาศัยหลักฐานที่มีอยู่ เพื่อมิให้กระทบกระเทือนประวัติศาสตร์ที่เสร็จสิ้นไปแล้ว

 

รสนิยมแห่งการรักชาติต้องมี แต่ไม่ใช่ชาตินิยมอย่างขาดเหตุผล เราจะใช้เหตุผลของคนในยุคหนึ่งมาตัดสินคนในอีกยุคหนึ่งไม่ได้ และเราจะใช้กฎระเบียบของสังคมหนึ่งมาใช้กับอีกสังคมหนึ่งก็ไม่ได้ด้วย ฉันใดก็ฉันนั้น เราไม่ควรตัดสินคนในประวัติศาสตร์ ไม่ควรคิดแทน ก.ศ.ร.กุหลาบ ว่าเขาคิดอย่างไร เพราะเราไม่รู้ข้อเท็จจริงและไม่มีหน้าที่ให้ความยุติธรรมหรือชี้แนะการตัดสินใจของบรรพบุรุษ แต่ควรศึกษาพฤติกรรมของท่านเหล่านั้นแล้วแยกแยะความชั่วดีออกจากกัน เพื่อใช้เป็นข้อคิดในการดำเนินชีวิตในวันข้างหน้า

 

หากมองสังคมไทยว่าเป็นสังคมแสวงหาผลกำไรก็ไม่ควรแสวงหากำไรแม้แต่กับประวัติศาสตร์ ไม่ควรใช้เรื่องราวของบุคคลในอดีตมาเชื่อมโยงกับเหตุผลทางการเมืองสมัยใหม่ เพื่อชี้นำสังคมจนเกิดความเข้าใจผิดว่าเป็นสิทธิเสรีภาพที่น่าเลียนแบบตามวัฒนธรรมเลียนแบบแบบ ไทยๆ เรื่องของ ก.ศ.ร.กุหลาบ ไม่ใช่เรื่องสิทธิมนุษยชน แต่เป็นการยกอุทาหรณ์ที่ผิดกาละเทศะ และไม่ใช่แบบฉบับที่ดีไม่ว่ายุคใดสมัยใด

 

 

กิตติกรรมประกาศ

ขอขอบคุณ คุณเอนก นาวิกมูล ที่อนุญาตให้ใช้รูปภาพประกอบและข้อมูลบางส่วนจากหนังสือ "เรื่องประหลาดเมืองไทย"

 

เอกสารประกอบการค้นคว้า

(๑) ธงชัย วินิจจะกูล. "ความผิดของ  ก.ศ.ร.กุหลาบ," ใน วารสารอ่าน. ปีที่ ๓ ฉบับที่ ๒ (มกราคม-มีนาคม ๒๕๕๔).

(๒) นนทพร อยู่มั่งมี. พระประวัติ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช (สา ปุสฺสเทโว). กรุงเทพฯ : มติชน, ๒๕๕๔.

(๓) พระราชหัตถเลขา พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ ทรงมีไปมากับ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส, พิมพ์ในงานบำเพ็ญพระราชกุศลตรงกับวันเสด็จสวรรคต ๒๓ ตุลาคม ๒๔๗๒.

(๔) สงวน อั้นคง. "วันครู," ใน สิ่งแรกในเมืองไทย . กรุงเทพฯ : แพร่พิทยา, ๒๕๑๔.

(๕) สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ. "หนังสือหอหลวง," ใน นิทานโบราณคดี . ๒๕๔๑.

(๖) สารานุกรมประวัติศาสตร์ไทย เล่ม ๑ อักษร ก. ฉบับราชบัณฑิตยสถาน, ๒๕๔๙.

(๗) เสลา เรขะรุจิ. ๑ ศตวรรษหนังสือพิมพ์ไทย. พระนคร : รวมสาส์น, ๒๕๑๐.

(๘) เอนก นาวิกมูล. "หนังสือประหลาดของ ก.ศ.ร.กุหลาบ," ใน เรื่องประหลาดเมืองไทย. กรุงเทพฯ : แสงแดด, ๒๕๓๘.

 

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1323425617&grpid=no&catid=&subcatid=

Arab Spring ในตะวันออกกลาง : กรณีศึกษาซีเรีย (1)

 

Arab Spring ในตะวันออกกลาง : กรณีศึกษาซีเรีย (1)

วันที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2554 เวลา 23:23:21 น.

Share12

มุมมุสลิม
จรัญ มะลูลีม


ภูมิหลังของซีเรีย

ดินแดนโบราณของซีเรียนั้นแผ่ขยายออกไปทางตะวันออกของชายฝั่งเมดิเตอร์เรเนียน ทางเหนือเชื่อมกับเมโสโปเตเมียซึ่งเป็นเส้นทางการค้าคู่ไปกับแม่น้ำยูเฟรติสและหุบเขากาบูร 

ในอดีตซีเรียเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรแอสซีเรียน ซึ่งถูกโค่นโดยฮัมมูราบีแห่งบาบิโลน

จากนั้นอาณาจักรอซีเมนิดก็เข้ามาซีเรียและปาเลสไตน์ จนกระทั่งถูกพิชิตโดยอเล็กซานเดอร์ มหาราช ในปี 333 ก่อนคริสตกาล

จากนั้นซีเรียได้ตกไปอยู่ใต้วัฒนธรรมของกรีกและในปี 64 ก่อนคริสตกาล ซีเรียถูกทำให้เป็นจังหวัดหนึ่งของโรมัน

ตอนปลายของคริสต์ศตวรรษที่ 16 ได้มีการต่อสู้กันระหว่างอาณาจักรไบแซนทีนและเปอร์เซียโดยชัยชนะเป็นของเปอร์เซีย เมื่อกองทหารอาหรับปรากฏขึ้นมาทางหิยาซ ซึ่งปัจจุบันเป็นแคว้นหนึ่งในซาอุดีอาระเบีย

ในศตวรรษที่ 7 อาณาจักรอันยิ่งใหญ่ทั้งสองก็อ่อนแรงลง ซีเรีย อิรัก และทางเหนือของเมโสโปเตเมียถูกพิชิตอย่างรวดเร็ว ราชวงศ์อุมัยยะฮ์ได้สถาปนากรุงดามัสกัสขึ้นเป็นเมืองหลวง แต่หลังจากการปฏิวัติของราชวงศ์อับบาสิยะฮ์ใน ค.ศ.749 เมืองหลวงก็ถูกย้ายไปแบกแดด (บัฆดาด)

ในไม่ช้าก็มีราชวงศ์ต่างๆ เข้ามาปกครองซีเรียคือราชวงศ์ตูลูนิด (864-905) อิกฮ์ชีดิดส์ (935-69) และฟาฏิมียะฮ์ (969-1171) จากนั้นราชวงศ์เซลญูกก็เข้าครองดินแดน ส่วนราชวงศ์ฟาฏิมียะฮ์ก็ยังคงปกครองเมืองตามชายฝั่ง กลุ่มต่างๆ ของชีอะฮ์ และคริสเตียนได้ปกครองบริเวณที่ราบสูงของเลบานอนและซีเรีย จากสงครามครูเสดครั้งแรกใน ค.ศ.1099 เป็นต้นไป ชาวครูเสดได้สร้างอาณาเขตปกครองขึ้นตามชายฝั่ง เศาะลาฮุดดิน (สาลาดิน) ได้ปกครองซีเรียตั้งแต่ ค.ศ.1183 แต่หลังจากเขาได้เสียชีวิตลงราชวงศ์อัยยูบิยะฮ์ก็ได้ครองเมืองต่างๆ ของซีเรีย

จากตอนต้นของศตวรรษที่ 16 เป็นต้นไปพวกมัมลูคของอียิปต์ และออตโตมานได้ต่อสู้กันเพื่อเข้าครองดินแดนอนาโตเลีย ในที่สุดสุลฏอนหรือสุลต่านสะลีมแห่งออตโตมานก็เข้ารุกรานซีเรียใน ค.ศ.1516

การปกครองของออตโตมานยังคงอยู่ในซีเรียต่อไปจนถึงสงครามโลกครั้งที่ 1 ซึ่งออตโตมานพ่ายแพ้ต่อกองทหารของพันธมิตร อมีรไฟซ้อลของมักกะฮ์ได้เข้าสู่ดามัสกัสในเดือนตุลาคม 1918 รัฐที่ตกอยู่ภายใต้อาณัติของฝรั่งเศสอย่างซีเรียไม่พอใจการปกครองของฝรั่งเศส จนนำไปสู่การลุกฮือใน ค.ศ.1925-1927

อย่างไรก็ตาม ฝรั่งเศสกับซีเรียสามารถบรรลุข้อตกลงระหว่างกันได้ใน ค.ศ.1936 และ 1939 นำไปสู่การได้รับเอกราชอย่างสมบูรณ์ของซีเรียใน ค.ศ.1946



ซีเรียหลังสงครามโลกครั้งที่ 2



15 ปีแรกหลังจากได้รับเอกราช ซีเรียมีชื่อเสียงในฐานะประเทศที่ไม่อาจปกครองให้สงบได้ และชุลมุนวุ่นวายที่สุดในแถบนี้ เฉพาะ ค.ศ.1949 ปีเดียวมีการรัฐประหารถึง 3 ครั้ง

ยังคงมีชาวซีเรียที่มีทรรศนะว่าดินแดนของซีเรีย คือมหาอำนาจซีเรีย (Greater Syria) ซึ่งประกอบไปด้วยเลบานอน จอร์แดน และปาเลสไตน์ ตลอดทศวรรษ 1950 อียิปต์และอิรักได้แข่งขันกันอย่างหนักเพื่อจะนำซีเรียเข้ามาอยู่ในอิทธิพลของตน มีการสนับสนุนฝ่ายต่างๆ ที่เป็นศัตรูกันในประเทศ

สงครามเย็นได้แผ่เข้ามาในดินแดนนี้ในทศวรรษ 1950 ก่อให้เกิดความวุ่นวายขึ้นอย่างลึกซึ้ง

ความเป็นกลางของซีเรียและการซื้ออาวุธจากค่ายตะวันออกก่อให้เกิดความหวาดระแวงจากสหรัฐอเมริกา และก่อให้เกิดการเข้ามายุ่งเกี่ยวจากภายนอกจนในที่สุดซีเรียก็แตกสลายจากการต่อสู้เพื่อแย่งอำนาจกัน

เป็นผลให้เกิดการปะทะกันระหว่างนิกาย ชนชั้นและช่องแยกทางอุดมการณ์ภายในประเทศ

ที่สำคัญคือระหว่างผู้มีที่ดินและผู้นำทางการค้าพาณิชย์ในเมือง ชนชั้นที่เติบโตกว่าก็เห็นความจำเป็นของการปฏิรูปและการทำให้ทันสมัย

ลัทธิผนึกกำลังอาหรับ (Pan-Arab) ฝ่ายซ้าย ฝ่ายนิยมทางโลก (เช็กคิวล่าร์) และพรรคสังคมนิยมบาธ (Baath) เป็นองค์กรที่จัดการได้ดีที่สุดและมีพลังมากที่สุดที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง และได้รับการสนับสนุนมากขึ้นในช่วงทศวรรษ 1950 โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มนายทหาร ชนกลุ่มน้อยและชาวนา



การเมือง

การรวมกับอียิปต์ 

อันเนื่องมาจากปัญหาความรุนแรงภายใน การรวมกับอียิปต์ใน ค.ศ.1958 ซึ่งพรรคบาธเป็นตัวจักรอยู่นี้ดูเหมือนจะเป็นทางแก้ทางเดียว ซึ่งซีเรียก็สมัครใจที่จะหยุดตัวเองลง อย่างไรก็ตาม การรวมกับอียิปต์ไม่อาจสนองตอบความคาดหวังได้ ในไม่ช้าการควบคุมโดยอียิปต์และการปกครองที่ผิดพลาดของอียิปต์ก็ก่อให้เกิดความโกรธแค้นของชาวซีเรียตามมา

การปฏิรูปแบบสังคมนิยม แม้จะได้รับการสนับสนุนจากประชาชนหลายกลุ่ม แต่ก็ก่อให้เกิดการต่อต้านจากชนชั้นธุรกิจของซีเรีย

ใน ค.ศ.1961 ซีเรียจึงถอนตัวออกมาจากสาธารณรัฐอาหรับ (United Arab Republic) หลังจากได้เกิดการรัฐประหารซึ่งฟื้นฟูอำนาจดั้งเดิมกลับมาอีกครั้ง



พรรคบาธและสถานภาพทางการเมืองของซีเรีย

พรรคบาธ (Baath) ได้ขึ้นสู่อำนาจใน ค.ศ.1963 เมื่อมีการรัฐประหารนำโดยทหาร และนับเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ การปฏิรูปที่ดินและการทำให้หน่วยสำคัญทางเศรษฐกิจมาเป็นของรัฐ ทำให้พื้นฐานทางเศรษฐกิจมีการเปลี่ยนแปลงด้านการกระจายความมั่งคั่ง และทำให้ชนชั้นปกครองเก่าไม่อาจท้าทายต่อแบบแผนใหม่นี้ได้

ฝ่ายชีอะฮ์อะลาวีและชนกลุ่มน้อยเข้าไปมีอำนาจกันมากมายจนทำให้ชาวซุนนีจากดามัสกัสและอเล็ปโปซึ่งผูกขาดอำนาจทางการเมืองมาโดยตลอดเกิดความไม่พอใจต่อผู้ที่เข้ามามีอำนาจใหม่อย่างมาก

ในเวลาไม่นานนักพรรคการเมืองที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จพรรคเดียวก็ถือกำเนิดขึ้นโดยอำนาจที่แท้จริงอยู่กับทหาร



ภูมิศาสตร์และภูมิประเทศ 

ภูมิประเทศของซีเรียแตกต่างกันไป ทางตอนเหนือมีภูเขามาก ที่สูงทีสุดของประเทศคือ ภูเขาเฮอร์มอน ที่มีความสูง 2,814 เมตร ซึ่งอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือ ส่วนดินแดนที่เหลือของประเทศตะวันออกของภูเขาเหล่านี้ประกอบไปด้วยที่ราบ ซึ่งโดยทั่วไปจะสูงกว่าระดับน้ำทะเล 300 ถึง 800 เมตร

ชายฝั่งของซีเรียมีอากาศอุ่นพอสบาย แต่มีอากาศชื้นในหน้าร้อนโดยได้รับอิทธิพลจากทะเลเมดิเตอร์เรเนียน มีอากาศชื้นซึ่งนำลมมาจากตะวันตก ซึ่งทำให้มีฝนตกหนักระหว่างเดือนพฤศจิกายน และมีนาคม

ทางเหนือของซีเรียติดกับตุรกี ทางใต้ติดกับอิสราเอลและจอร์แดน ทางตะวันตกติดกับเลบานอน ส่วนทางตะวันออกติดกับอิรัก

เป็นศูนย์กลางการเดินเรือแห่งตะวันออกกลางอันเป็นที่ติดต่อระหว่างประเทศในแถบตะวันออกกลางที่สำคัญมาก



ประชาชน 

ซีเรียมีประชากรเพิ่มอย่างรวดเร็ว ชาวซีเรียร้อยละ 48 มีอายุต่ำกว่า 15 ปี ตัวเมืองได้ขยายเป็นอันมากเนื่องจากการเพิ่มขึ้นของประชาชน และการอพยพของประชาชนจากชนบท

ตามประวัติศาสตร์แล้วซีเรียเป็นดินแดนยุทธศาสตร์ ติดต่อระหว่างยุโรปเอเชียและแอฟริกา

กองทัพอาหรับได้นำเอาศาสนาอิสลามเข้าสู่ดินแดนแถบนี้ในศตวรรษที่ 7 จากนั้นซีเรียก็ค่อยๆ เปลี่ยนไปถือศาสนาอิสลามและรับเอาภาษาอาหรับมาใช้

ร้อยละ 85-90 ของประชาชนซีเรียใช้ภาษาอาหรับเป็นภาษาแรก

ชาวคูร์ดเป็นชนกลุ่มน้อยที่มีมากที่สุด คือมีอยู่ร้อยละ 9 ของประชาชนทั้งหมด

ภาษาของชนกลุ่มน้อยอื่นๆ ที่ใช้ก็มีอาร์เมเนี่ยน (ร้อยละ 2-3) เตอร์โกมาน และเซอร์คาสเซี่ยนส์


http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1324808630&grpid=no&catid=&subcatid=

ไปเยือน "เวทีวิชาการชาวบ้าน" ที่ "นาบัว"... ชุมชนแห่งนี้เข้มแข็งไม่ใช่น้อย

 

ไปเยือน "เวทีวิชาการชาวบ้าน" ที่ "นาบัว"... 

ชุมชนแห่งนี้เข้มแข็งไม่ใช่น้อย

วันที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2554 เวลา 09:00:27 น.

Share




เรื่อง/ภาพ : ทิพาภรณ์ สุคติพันธ์

 


คริสต์มาสที่ผ่านมา คุณผู้อ่านไปทำอะไรมาบ้าง?
ไปถ่ายรูปกับต้นคริสต์มาส หรือว่าไปปาร์ตี้กับเพื่อนๆ?


แต่สำหรับชาวตำบลนาบัว จังหวัดพิษณุโลกนั้น พวกเขามีงาน "เวทีวิชาการชาวบ้าน" กันละ


อยากรู้ใช่ไหมว่า "เวทีวิชาการชาวบ้าน" เป็นอย่างไร
วันนี้ มติชนออนไลน์จะพาไปรู้จักกัน


แต่ก่อนอื่นๆเรามารู้จักกับ "ตำบลนาบัว" อำเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก กันก่อนดีกว่า


ตำบลนาบัวมีหมู่บ้านทั้งหมด 15 หมู่บ้าน โดยหมู่ที่ 15 บ้านน้ำแจ้งพัฒนา หรือ "บ้านภูขัด" นั้นมีชาวม้งอาศัยอยู่ "ภูขัด" ยังเป็นชุมชนชาวม้งที่ใหญ่โตใช่เล่น เพราะมีประชากรอาศัยอยู่ถึงพันกว่าคน


ชุมชนเขาใหญ่ไหมล่ะ ?


คุณผู้อ่านอาจจะสงสัยว่าทำไม ตำบลนี้ถึงต้องชื่อ "นาบัว"


ที่มาก็คือ นาข้าวของตำบลนี้ เวลาปลูกข้าวจะมีดอกบัวดอกเล็กๆผุดขึ้นมาเต็มท้องนา แทรกไปกับต้นข้าวมากมาย


ทำให้ใครต่อใครพากันเรียกที่แห่งนี้ว่า "นาบัว"


แต่พอไปถามชาวบ้านว่า "นาบัว" ที่ว่านี้ อยู่ที่ไหน อยากจะเห็นสักครั้ง


ก็ได้รับคำตอบว่า ตอนนี้นาที่มีบัวผุดแทบจะไม่มีเหลือแล้ว เพราะชาวนาใช้รถไถทำนา"ไถที่นาแต่ละทีก็ไปทำลายรากบัวในดินตายหมด"


นอกจากที่มาของชื่อซึ่งน่าสนใจแล้ว ตำบลนี้ยังมีเรื่องน่าสนใจอีกเรื่องหนึ่ง นั่นก็คือ


พื้นที่บางส่วนของตำบลนี้ เคยเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่สู้รบกับ พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) เนื่องจากแถบนี้เป็นภูเขาสลับซับซ้อน แถมยังอยู่ติดกับภูหินร่องกล้าอีกด้วย


เห็นไหมว่า ตำบลนี้มีแต่เรื่องน่าสนใจ


---


เมื่อวันที่ 25 - 26 ธันวาคมที่ผ่านมา มติชนออนไลน์ได้มีโอกาสติดตามคณะสสส.ที่มีนายสมพร ใช้บางยาง ประธานกรรมการบริหารแผนคณะที่ 3 สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และนางสาวดวงพร เฮงบุณยพันธ์  ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะชุมชน (สำนัก 3) เป็นผู้นำคณะเพื่อไปร่วมงาน "เวทีวิชาการชาวบ้าน"

 

 

ชาวนาบัว


เวทีวิชาการชาวบ้าน คืออะไร?


เรามาทำความรู้จักกับ "เวที" ที่ว่ากันดีกว่า


เวทีวิชาการชาวบ้าน ณ ตำบลนาบัว เป็นการเปิดพื้นที่ให้ประชาชนในตำบลได้มาแสดงความคิดเห็น นำเสนอปัญหา และนำเสนอผลงานของแต่ละหมู่บ้าน


ให้คนในหมู่บ้านอื่นได้รับรู้ และยังได้เสนอปัญหาไปยังเจ้าหน้าที่ปกครองในตำบล อำเภอ จังหวัด ให้รับรู้ปัญหาและเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาต่อไปให้อีกด้วย


เวทีวิชาการชาวบ้านจะจัดขึ้นในวันที่ 8 มกราคมของทุกปี ซึ่งปีนี้ก็เป็นปีที่ 15 แล้ว


โดยเจ้าภาพที่จัดจะเวียนกันไป ปีละ 1 หมู่บ้าน


หมู่บ้านที่เป็นเจ้าภาพจะต้องรับหน้าที่จัดการงานทุกอย่างให้เรียบร้อย


มีเวลาเตรียมตัว-เตรียมความพร้อม 1 ปี


ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ เป็นหน้าเป็นตาของหมู่บ้านเจ้าภาพเป็นอย่างมาก

 

---


ในปีนี้หมู่บ้านที่ได้รับเป็นเจ้าภาพจัดงานคือ หมู่ที่ 15 บ้านน้ำแจ้งพัฒนา หรือบ้านภูขัดนั่นเอง


แต่ปีนี้มีความพิเศษกว่าปีก่อนๆก็คือ ชาวภูขัดได้ขอจัดงานในวันที่ 26 ธันวาคม


เนื่องจากในวันที่ 25 ธันวาคมเป็นวันปีใหม่ม้ง ซึ่งต้องมีการจัดงานเลี้ยงฉลองกัน

หากจะจัดงานวันเวทีวิชาการชาวบ้าน ในวันที่ 8 มกราคม เหมือนเช่นทุกปีนั้น
ทางผู้ใหญ่บ้านภูขัด บอกว่า ทางชาวภูขัดไม่สะดวก


เพราะการเดินทาง จัดหาของจำเป็นขึ้นไปจัดงานที่ภูขัดนั้น ทำได้ลำบาก เนื่องจากทางขึ้นไปยังยอดภูยังเป็นทางดิน ที่ไม่ง่ายต่อการเดินทาง


หากจะจัดนั้น ก็ขอจัดให้ติดกับวันปีใหม่ม้งเลย
จะได้จัดให้เสร็จเรียบร้อยไปภายในระยะเวลาใกล้ๆ กัน


ซึ่งชาวนาบัว ก็ไม่ขัดข้อง


---


ก่อนที่เราจะไปพบกับบรรยากาศของงานเวทีวิชาการชาวบ้านในวันที่ 26 ธันวาคม 

ทางชาวนาบัวได้พา มติชนออนไลน์และคณะไปพบกับศูนย์การเรียนรู้ของชาวนาบัว ซึ่งมีอยู่ 3 ศูนย์ด้วยกัน


ศูนย์การเรียนรู้แรกที่เราได้ไปคือ "ภูมิปัญญาท้องถิ่นและวัฒนธรรมชุมชน"


ศูนย์นี้จะมีการสาธิตและแสดงผลงานอยู่หลายอย่าง ได้แก่


การแทงหยวก
การแทงหยวกมีวิทยากรคือลุงมงคล สีดารักษ์ คุณลุงได้สาธิตการแทงหยวกประดับบน "แลแห่นาค" ที่มีไว้ให้นาคได้ขึ้นไปนั่งแห่ไปที่วัด


หยวกที่ใช้สำหรับแลแห่นาคนั้น จะต้องแทงเป็นรูปพญานาค (แต่หากประกอบงานอื่นๆก็เป็นรูปอื่นๆแล้วแต่กันไป)

 

 

ลุงมงคล


แล 1 แล ใช้ได้แค่ครั้งเดียว เพราะระหว่างที่แห่แลไป คนแบกแลก็จะเขย่าแลไปตลอดทาง 
นาคก็ต้องระวังไม่ให้ตัวเองตกแล และพอใช้เสร็จส่วนมากแลก็จะพัง เพราะโดนเขย่านี่แหละ


แต่ลุงบอกว่า ตอนนี้ไม่ค่อยมีใครทำแลกันแล้ว
เพราะการจะแห่ด้วยแลนั้น ต้องมีการจัดงานฉลอง 3 วัน 3 คืนคู่กันไป
ทำให้สิ้นเปลืองมาก คนจึงไม่นิยมแห่ด้วยแล


แต่ถ้าจะให้ลุงทำ ลุงก็คิดค่าทำแค่ถูกๆนะ ลุงมงคลว่า


และเมื่อมีคนถามว่า แลนี้นั่งได้กี่คน ลุงแกตอบกลับมาว่า นั่งได้คนเดียว แฟนนาคห้ามนั่ง!


เกร็ดความรู้เกี่ยวกับแลอีกอย่างหนึ่งก็คือ
แลแห่นาคนั้นห้ามผู้หญิงจับ ห้ามคนที่ไม่ได้รับอนุญาตจับ
ไม่งั้นหัวจะล้าน! ลุงเคยเห็นมาแล้ว

 

 

 


อีกผลงานหนึ่งที่มีการนำมาโชว์ คือ การทำเครื่องดนตรีไทย เช่น ซออู้ ซอด้วง
 

ลุงสำราญ หมื่นพันธ์ ได้เล่าถึงวิธีการทำซออย่างน่าสนุก พร้อมกับเล่าว่า สายซอนั้น ลุงเอาสายเบรกจักรยานที่ทิ้งแล้วมาทำ


เมื่อถามว่า แล้วถ้าเค้าไม่ทิ้งล่ะ ลุงจะทำอย่างไร?


ลุงแกตอบว่า ถ้าเขาไม่ทิ้ง เราก็ไม่ได้ทำ
เป็นซอที่ขึ้นอยู่กับชะตาชีวิตจักรยานจริงๆ


เมื่อถามต่อว่า ทำไมลุงถึงทำซอ?
ลุงตอบอย่างยิ้มแย้มว่า ก็เพราะใจรัก ตนเล่นซอมาตั้งแต่เด็ก เลยหัดทำ


การได้ทำในสิ่งที่ตนเองรักนี่มันช่างดีจริงๆ ว่าไหม ?


---


จากฐานการเรียนรู้นี้ เรายังได้รู้จักพิธีการเลี้ยงผีปู่ของชาวนาบัว


ชาวนาบัวจะเลี้ยงผีปู่ประมาณ เดือน 4 - เดือน 7 ในช่วงฤดูทำนา แต่ละหมู่บ้านจะเลี้ยงผีปู่ไม่พร้อมกัน


ในการเลี้ยงผีปู่นั้น จะมีการแก้บนของชาวนาบัวในงานอีกด้วย
ชาวนาบัวจะแก้่บนในพิธีเลี้ยงผีปู่ปีละ 1 ครั้งเท่านั้น (ไม่ว่าจะบนไว้กี่ครั้งก็ตาม)


นอกจากนี้ ยังมีพิธีปักธงของแต่ละหมู่บ้าน


จากการสอบถามนายประเจตน์ หมื่นพันธ์ นายกอบต.นาบัว ว่าประเพณีนี้เป็นอย่างไร


นายประเจตน์ บอกว่า ในช่วงวันสงกรานต์ ชาวนาบัวจะนำธงไปปักไว้ที่วัด


เมื่อสิ้นสุดเทศกาลสงกรานต์ แต่ละหมูบ้านจะเลือกธงจากที่ปักไว้มาเพียงหมู่บ้านละ 1 ธง เพื่อนำไปปักไว้ที่เนินเขาของแต่ละหมู่บ้าน โดยแต่ละหมู่บ้านจะมีเนินที่สูงที่สุดประจำหมู่บ้าน 1 เนิน


เป็นการแสดงให้เห็นว่า ใครจะไปตัดไม้ทำลายป่าบริเวณนั้นไม่ได้

เพราะป่าคือซูเปอร์มาร์เก็ตของชาวบ้าน
เป็นแหล่งอาหารที่ชาวบ้านหวงแหน


หากปีใด หมู่บ้านไหน ไม่นำธงไปปัก ปีนั้น หมู่บ้านนั้นจะได้รับภัยพิบัติ ฝนฟ้าจะไม่ตกต้องตามฤดูกาล

 

เป็นกุศโลบายในการอนุรักษ์ป่าไม้ที่ดีจริงๆ


---


ศูนย์การเรียนรู้ที่ 2 คือ "ศูนย์การเรียนรู้เกษตรผสมผสาน" ของลุงทวี สีดารักษ์ หรือลุงแปว


สวนของลุงเป็นการทำเกษตรแบบผสมผสานอย่างแท้จริง


เช่น เมื่อหมดหน้านา ลุงก็ปลูกข้าวโพดบนที่นาแทน


บ่อเลี้ยงปลาของลุง มีเล้าไก่อยู่ข้างบน


มีการเพาะพันธุ์กบ เพาะพันธุ์ปลาจำนวนมาก


มีวิธีเพาะเห็ด โดยไม่ต้องทำโรงเพาะ


วิธีการไล่แมลงศัตรูพืชก็ใช้วิธีการรมควัน ไม่ใช้สารเคมีใดๆทั้งสิ้น

 

บ่อกบ

 

บ่อกบ (2)

 

บ่อเพาะพันธุ์ปลา


ลุงได้เริ่มทำการเกษตรผสมผสานมาตั้งแต่ปี 2539 

พอทำสำเร็จก็มีคนเข้ามาศึกษา เริ่มมีคนมาขอพันธุ์ปลา พันธุ์กบ
ลุงแกก็ให้ไปฟรีๆ


ลุงแปวบอกว่า สวนของลุงเป็นสวนปลอดสารเคมี
ลุงมีพอกินพอใช้ ไม่ต้องไปซื้อหา อยู่อย่างพอเพียง


ลุงยังบอกปรัชญาดำเนินชีวิตของแกอีกด้วยว่า
"ชีวิตผมต้องทำ ไม่ทำก็ไม่สำเร็จ"


แน่ะ .. คำคมลุงเท่มาก


อ้อ ที่สวนของลุงแปว ยังมีกระท่อมเล็กๆเป็นโฮมสเตย์ให้นักท่องเที่ยวได้เข้าพักด้วยนะ
น่าจะได้บรรยากาศดีไม่ใช่น้อย

 

เพาะเห็ด

 

ทุ่งข้าวโพดบนนาข้าว

 

ลุงแปว


---


ศูนย์การเรียนรู้ที่ 3 "กลุ่มดูแลสุขภาพด้วยภูมิปัญญาพื้นบ้าน" ของนางเตือนใจ ขุมขำ


ศูนย์นี้เป็นศูนย์แนะนำสมุนไพรพื้นบ้านที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้


มีทั้งใบหนาด ที่นอกจากจะใช้ไล่ผีได้แล้ว (?) ยังใช้ขับลม แก้ปวดท้อง แก้โรคทางเดินหายใจต่างๆ 
ต้มให้ผู้หญิงคลอดลูกใหม่ๆใช้ดื่มขับเลือดเสียได้ด้วย


อีกทั้งใบพลับพลึงที่สามารถใช้แก้บวม แก้ฟกช้ำ และใบต่างๆอีกมากมายนับไม่ถ้วน


นอกจากนี้ก็ยังมีน้ำสมุนไพรให้ทดลองชิม


นอกจากสมุนไพรแล้ว ยังมีบริการนวดแผนไทย
ใครเมื่อยก็ลองไปนวดดูได้

 

 

ศูนย์สมุนไพร


ศูนย์การเรียนรู้นี้ ไม่ได้เป็นศูนย์ที่ให้บริการโดยตรงเหมือนกับโรงพยาบาล


ถ้าเจ็บป่วยเป็นอะไรมาก็จะดูแลให้ ไม่มีค่าใช้จ่าย แล้วแต่ศรัทธาของผู้มาใช้บริการ ศรัทธาให้เท่าไรกัน


---


เมื่อชาวนาบัวพามติชนออนไลน์และคณะเที่ยวชมศูนย์การเรียนรู้ของตำบลจนจบแล้ว


ก็ถึงเวลาที่จะเดินทางขึ้นไปพักยัง "ภูขัด" หรือ "บ้านบน" ในคำเรียกของชาวนาบัว (ชาวนาบัวจะเรียกชาวม้งที่อาศัยอยู่บนภูขัดว่า บ้านบน เพราะการเรียกบ้านบน-บ้านล่าง จะให้ความรู้สึกสนิทสนมและไม่เป็นการดูถูกเชื้อชาติกัน)


รถที่จัดมารับขึ้นยอดภูขัดครั้งนี้
นายกอบต.ประเจตน์บอกว่า ได้จัด "รถเปิดประทุน" มาให้


เป็นรถเปิดประทุนหลายที่นั่ง ให้เลือกนั่งตามอัธยาศัย
ใช่แล้ว... "รถกระบะ" นั่นเอง


เหตุเพราะทางขึ้น ภูขัด นั้นลาดชัน (เกือบ) มาก
รถตู้ รถเก๋ง และรถที่ไม่ใช่โฟร์วีล ขึ้นไปไม่ได้


แต่ที่สำคัญกว่านั้น ทางขึ้นภูขัด กว่าครึ่งเป็นถนนดิน
มั่นใจได้ว่า หากใครได้นั่งกระบะเปิดประทุนไป รับรอง "ผมแดง ตัวแดง" กันทุกราย

 

 

นั่งรถออกจากศูนย์การเรียนรู้


ระหว่างทางขึ้น ไปบนยอดภูนั้น นายกประเจตน์ ได้เล่าให้ฟังว่า
ทางขึ้นยอดภูนี้ แต่เดิม เป็นถนนดินตลอดทั้งสาย เดินทางลำบากมาก
ต้องใช้เวลาเดินทางถึง 2 ชั่วโมง จากบ้านล่างไปบ้านบน


แต่พอทางชาวภูขัดรู้ว่ากำลังจะได้เป็นเจ้าภาพจัดงานเวทีวิชาการชาวบ้านครั้งที่ 15 นี้
ผู้ใหญ่บ้านภูขัดก็ได้พยายามของบมาทำถนนให้ดีขึ้นกว่าเดิม


ซึ่งก็เป็นผลสำเร็จ จากเดิมถนนนี้เป็นทางดินล้วน
ตอนนี้มีทางลาดยางเพิ่มขึ้นมาหลายกม.
เหลือทางดินเพียง 8 กม. เท่านั้น


ถึงยอดภูขัด ก็ตกค่ำพอดี อากาศที่นี่ก็เย็นไม่ใช่น้อย 
ลมก็แรงไม่ใช่เล่น ฝุ่นบนนี้ก็เยอะไม่แพ้ถนนที่เดินทางมา


ทุกคนที่อยู่ที่นี่เลยได้ผมแดง ตัวแดง กันถ้วนหน้า (นึกว่าจะรอดแล้วเชียว!)


อ๊ะ พื้นที่หมดแล้ว... โปรดติดตามงาน "เวทีวิชาการชาวบ้าน" ที่บ้านภูขัด ต่อได้ในตอนหน้า


แล้วพบกันใหม่

 


 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 



http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1325148925&grpid=01&catid=09&subcatid=0901