ร่วมลงนาม ยกเลิกกฎหมาย 3 ฉบับ มั่นคงภายใน - กฎอัยการศึก - พ.ร.ก.ฉุกเฉิน"

ร่วมลงนาม ยกเลิกกฎหมาย 3 ฉบับ มั่นคงภายใน - กฎอัยการศึก - พ.ร.ก.ฉุกเฉิน
ร่วมลงนาม ยกเลิกกฎหมาย 3 ฉบับ มั่นคงภายใน - กฎอัยการศึก - พ.ร.ก.ฉุกเฉิน
ร่วมลงนาม ยกเลิกกฎหมาย 3 ฉบับ มั่นคงภายใน - กฎอัยการศึก - พ.ร.ก.ฉุกเฉิน

วันอาทิตย์ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

กทม.เพิ่มช่องทางรับเรื่องร้องทุกข์ผ่านเฟซบุ๊คปัญหาใดใช้เวลาแก้ไขเกิน 3 วันให้รีบแจ้งประชาชน


กทม.เพิ่มช่องทางรับเรื่องร้องทุกข์ผ่านเฟซบุ๊คปัญหาใดใช้เวลาแก้ไขเกิน 3 วันให้รีบแจ้งประชาชน

นายเจตน์ โศภิษฐ์พงศธร โฆษกกรุงเทพมหานคร เปิดเผยว่า กทม. ได้เพิ่มช่องทางการให้บริการรับแจ้งเรื่องร้องทุกข์ผ่านทางเฟซบุ๊ค (Facebook) เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนอีกทางหนึ่ง ภายหลังจากรับเรื่องร้องทุกข์แล้ว ศูนย์ กทม.1555 จะประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการแก้ไขปัญหาเร่งด่วน พร้อมทั้งข้อความสั้น (SMS) ไปยังหัวหน้าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อติดตามผลการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง ซึ่งหน่วยงานจะบันทึกผลการดำเนินการแก้ไขเรื่องร้องเรียนโดยละเอียดในระบบงานรับเรื่องร้องทุกข์ของกรุงเทพมหานครในระบบ MIS พร้อมทั้งระบุพิกัดพื้นที่ที่มีปัญหาในระบบแผนที่ GIS เพื่อการติดตามตรวจสอบ

นอกจากนี้ กทม.ยังมีแนวทางการขยายช่องทางบริการรับแจ้งเรื่องร้องเรียนของศูนย์ กทม. 1555 ให้มีความหลากหลายยิ่งขึ้น ได้แก่ Call Center 1555, Facebook, จส.100, ร่วมด้วยช่วยกัน 96.5, สวพ.91, TV BMA และอื่นๆ โดยในส่วนการแจ้งเรื่องร้องทุกข์ผ่านกระดานข้อความ Facebook ให้พิมพ์ค้นหาด้วยตัวอักษรว่า “ศูนย์กทม. หนึ่งห้าห้าห้า" 

โฆษกกรุงเทพมหานคร กล่าวด้วยว่า ผู้ว่าฯ กทม.กำชับให้ ศูนย์ กทม.1555 ประสานงานกับประชาชนในเชิงรุกอย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งประชาสัมพันธ์หรือติดต่อกลับไปยังผู้ร้องทุกข์ทราบทุกครั้งภายหลังการรับแจ้งเรื่อง หากปัญหาใดที่ต้องใช้ระยะเวลาเกิน 3 วันให้ชี้แจงทำความเข้าใจต่อผู้ร้องทุกข์ด้วย เพื่อไม่ให้มีการร้องทุกข์ซ้ำ และเกิดความเข้าใจถึงขั้นตอนตลอดจนกระบวนการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ ซึ่งจะเป็นการสร้างความพึงพอใจด้านบริการแก่ประชาชน ในส่วนของเรื่องตกค้างและยังดำเนินการแก้ไขปัญหาไม่แล้วเสร็จให้ศูนย์กทม. 1555 จัดทำวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อตรวจสอบปัญหาที่เกิดขึ้นว่าเกิดจากเหตุใด เพื่อจะเข้าไปแก้ไขให้ตรงจุดและชี้แจงต่อประชาชนโดยเร็วต่อไป

http://bit.ly/qGDjIL

วันเสาร์ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

สมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 4 พ.ศ.2554 วันที่ 19-21 ธันวาคม 2554 ณ ศูนย์ประชุมสหประชาชาติ กรุงเทพมหานคร

 Home

Printer-friendly version

ประชุม คจสช 

   29 พฤษภาคม 2554 -- คณะกรรมการจัดสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ (คจ.สช.) ลงมติเลือกร่างระเบียบวาระการประชุม 6 เรื่อง เตรียมเสนอสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 4 พ.ศ.2554

   ที่ประชุมคณะกรรมการจัดสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ (คจ.สช.) ที่มี รองศาสตราจารย์ ดร. ชื่นฤทัย กาญจนะจิตรา รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล เป็นประธาน มีมติเห็นชอบให้ประกาศร่างระเบียบวาระ 6 เรื่อง เข้าที่ประชุมสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ปี 2554 ได้แก่ 1.การสร้างเสริมสุขภาพและความปลอดภัยในการทำงานของผู้ใช้แรงงาน 2.การจัดการทรัพยากรลุ่มน้ำอย่างยั่งยืน 3.การจัดการภัยพิบัติ 4.การจัดการปัญหาการฆ่าตัวตาย (สุขใจ...ไม่คิดสั้น) 5.การจัดการปัญหาโฆษณายาและผลิตภัณฑ์สุขภาพ และ 6.ความปลอดภัยทางอาหาร : การใช้น้ำมันทอดซ้ำ ซึ่งหลังจาก คจ.สช.ออกประกาศร่างระเบียบวาระในวันที่ 31 พฤษภาคม นี้แล้ว คจ.สช.จะสนับสนุนคณะทำงานวิชาการเฉพาะประเด็นที่จะทำหน้าที่เป็นกลไกหลักในการจัดทำเอกสารและข้อเสนอนโยบายแต่ละเรื่อง จัดกระบวนการพัฒนาเอกสารและร่างข้อเสนอนโยบายเพื่อเตรียมเสนอเข้าสู่ที่ประชุมสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 4 ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 19-21 ธันวาคม 2554 ณ ศูนย์ประชุมสหประชาชาติ กรุงเทพมหานคร

ประชุม คจสช 

   รองศาสตราจารย์ ดร. ชื่นฤทัย กาญจนะจิตรา ประธานกรรมการจัดสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2554 กล่าวว่า ร่างระเบียบวาระทั้งหกเรื่องได้ผ่านขั้นตอนการพัฒนาคุณภาพ โดยคณะอนุกรรมการวิชาการที่มีนายแพทย์สุรพจน์ สุวรรณพานิช เป็นประธาน ได้จัดประชุมเชิงปฏิบัติการร่วมกับภาคีผู้เสนอประเด็น โดยมีประเด็นข้อเสนอนโยบายสาธารณะจำนวนกว่า 80 เรื่อง ซึ่งมาจากข้อเสนอขององค์กรเครือข่าย ทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาควิชาการ/วิชาชีพ และเครือข่ายสมัชชาสุขภาพและประชาสังคมในพื้นที่ทั่วประเทศ

   "ประเด็นที่ภาคีเครือข่ายเสนอกันมาในปีนี้ น่าสนใจหลายเรื่อง ซึ่งอนุกรรมการวิชาการก็ได้ทำการพิจารณาโดยใช้หลักเกณฑ์และวิธีการจัดสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2554 และที่เป็นพัฒนาการที่น่าดีใจคือ ปีนี้มีประเด็นที่เสนอมาจากเครือข่ายสมัชชาสุขภาพพื้นที่ทั้งจากภาคเหนือ ภาคใต้ และเครือข่ายลุ่มน้ำ รวม 3 ระเบียบวาระ แต่ละเรื่องใช้เวลาในการพัฒนาความพร้อมของข้อมูลเพื่อเสนอเข้ากระบวนการกลั่นกรองกว่าปี สิ่งนี้สะท้อนความมุ่งมั่น และพัฒนาการความเข้มแข็งของเครือข่ายภาคประชาชน ในรูปแบบประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมอย่างมาก" รศ.ดร.ชื่นฤทัย กล่าว

   

 สำนักสื่อสารทางสังคม สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) โทร. 02-832-9148 หรือ 081-556-5269

http://www.samatcha.org/?q=node/419

วันพฤหัสบดีที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

เรื่องฉาวที่อังกฤษ ยิ่งคุ้ยยิ่งลึก-ยิ่งสกปรก!


 

เรื่องฉาวที่อังกฤษ ยิ่งคุ้ยยิ่งลึก-ยิ่งสกปรก!

วันที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2554 เวลา 16:14:01 น.

Share

ต่างประเทศ

กรณีที่หนังสือพิมพ์ในอังกฤษเรียกขานว่า "แฮกกิ้ง สแกนดัล" ในเวลานี้นั้น เริ่มต้นจากพฤติกรรมของสื่อมวลชนบางคน บางกลุ่ม ก็จริง แต่เริ่มลุกลามบานปลายออกไปมากมายขึ้นเรื่อยๆ

จากจุดเริ่มต้นที่ เดลี่ เมล์, เดลี่ มิร์เรอร์ ขยายวงกว้างไกลออกเป็น นิวส์ ออฟ เดอะ เวิร์ลด์ ของ นิวส์ อินเตอร์เนชั่นแนล และ นิวส์ คอร์ป. 2 บริษัทในอาณาจักรสื่ออันยิ่งใหญ่ของ รูเพิร์ต เมอร์ด็อก ชาวออสเตรเลีย ลุกลามออกไปยังสหรัฐอเมริกา และออสเตรเลีย แต่ยังไม่ยุติลงแค่นั้น

หลังจากนั้นเรื่องพฤติกรรมฉาวของสื่อ ก็กลายเป็นเรื่องอื้อฉาวในกรมตำรวจ จากสถานีตำรวจเซอร์เรย์ บานปลายกลายเป็นเรื่องของการ "วางเฉย" ของบุคคลระดับผู้บัญชาการตำรวจ ก่อนที่จะแปรสภาพเป็นประเด็นทางการเมืองที่เชื่อมโยงไปถึงรัฐมนตรีและเจ้าหน้าที่ระดับสูงที่ใกล้ชิดกับตัวนายกรัฐมนตรี รวมทั้งตัวนายกรัฐมนตรี เดวิด คาเมรอน จากพรรคคอนเซอร์เวทีฟ ที่เพิ่งอยู่ในตำแหน่งมาได้เพียงแค่ 15 เดือนเท่านั้น

ว่ากันด้วยว่า จากกรณีที่จำกัดอยู่แค่เรื่องการ "แฮ็ก" โทรศัพท์ กรณีนี้กำลังจะกลายเป็นคดียาเสพติดคดีใหญ่ที่เกี่ยวเนื่องกับการลักลอบค้านำโคเคนจำนวน "ไม่จำกัด" เข้าไปยังอังกฤษอีกต่างหาก

เพื่อทำความเข้าใจเรื่องทั้งหมด ต้องจำชื่อ 3 ชื่อเอาไว้ในใจ หนึ่งคือ โจนาธาน รีส สองคือ สตีฟ วิททามอร์ และสุดท้ายคือ เกล็นน์ มัลแคร์

ทั้งหมดเป็นนักสืบเอกชนที่ถูกกล่าวหามายาวนานนักหนาว่า ทำมาหาเลี้ยงชีพอยู่ได้ด้วยการ "ขาย" ข้อมูลที่ได้มาโดยผิดกฎหมายให้กับสื่อมวลชน

รีส ที่มีสำนักงานอยู่ในลอนดอนใต้ ตกเป็นผู้ต้องหารายสำคัญในการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจเมื่อปี 1999 ในข้อหาติดสินบนเจ้าหน้าที่ตำรวจสก็อตแลนยาร์ดเพื่อให้ได้มาซึ่งข่าวที่นำไปขายให้กับหนังสือพิมพ์หลายฉบับ ซึ่งเจ้าตัวบอกว่า "ไม่มีฉบับไหนจ่ายงามเท่า นิวส์ ออฟ เดอะ เวิร์ลด์ อีกแล้ว"

ในเวลาต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจพบว่า นิวส์ ออฟ เดอะ เวิร์ลด์ จ่ายเงินให้กับ โจนาธาน รีส ถึงปีละ 150,000 ปอนด์ หรือราวๆ 4.5 ล้านบาท

วิททามอร์ ถูกเจ้าหน้าที่จากคณะกรรมการด้านข้อมูลข่าวสารแห่งอังกฤษบุกเข้าตรวจค้นสำนักงานเมื่อปี 2003 ยึดเอาไฟล์ข้อมูลจำนวนมากที่กลายเป็นรายงานว่าด้วยพฤติกรรม "การนำข้อมูลลับส่วนบุคคลไปจำหน่ายโดยมิชอบด้วยกฎหมาย" จากคณะกรรมการด้านข้อมูลข่าวสารแห่งอังกฤษในปี 2006

แต่ปรากฏว่าไม่มีเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือหน่วยงานอื่นใด นำรายงานชิ้นนั้นมาดำเนินการต่อ ทำให้คณะกรรมการต้องออกมาเปิดโปงรายชื่อของสิ่งพิมพ์ 31 ฉบับ "ที่มีหลักฐานบ่งชี้ได้ว่า" ซื้อข้อมูลจากวิททามอร์

ในรายชื่อของ "ผู้ซื้อ" หรือ "ผู้ว่าจ้าง" ดังกล่าวคือ ชื่อของผู้สื่อข่าว 58 คนของเดลี่ เมล์ พร้อมคำสั่งซื้อ 952 คำสั่ง นิวส์ ออฟ เดอะ เวิร์ลด์ กลับรั้งอยู่ในลำดับที่ 5 ของรายชื่อ มีพนักงาน 19 คนสั่งซื้อข้อมูลรวม 152 รายการ

เกลนน์ มัลแคร์ อดีตนักเตะอาชีพที่ผันตัวมาเป็นนักสืบเอกชน ถูกศาลตัดสินจำคุกไปเมื่อปี 2007 พร้อมกับผู้สื่อข่าวของ นิวส์ ออฟ เดอะ เวิร์ลด์ อีกคน ฐานแฮ็กเข้าไปเพื่อดึงข้อมูลออกจากเจ้าหน้าที่ในราชสำนักพระราชวังบักกิ้งแฮม

ไฟล์ข้อมูล 11,000 ชิ้นที่เจ้าหน้าที่ยึดมาได้นั้นอยู่ในครอบครองของสก็อตแลนด์ยาร์ดมาตั้งแต่ปี 2006 ผู้บัญชาการตำรวจนครบาลอังกฤษที่เพิ่งลาออกไปเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา มีสาเหตุโดยตรงมาจากการละเลย ไม่ใส่ใจต่อหลักฐานทั้งหมดที่อยู่ในมือชิ้นนี้

นี่หากไม่บังเกิดกรณี "มิลลี่ ดาวเลอร์" เด็กสาวที่หายสาบสูญไป และ นิวส์ ออฟ เดอะ เวิร์ลด์ ว่าจ้างให้มีการเจาะเข้าไปในระบบโทรศัพท์มือถือของเธอ ก่อนที่จะลบข้อมูลในโทรศัพท์ดังกล่าวทิ้ง เพราะกลัวว่าจะไม่ได้ข่าว "เอ็กซ์คลูซีฟ" จนเป็นเหตุให้ครอบครัวเข้าใจผิด เชื่อมั่นอย่างผิดๆ ว่า ดาวเลอร์ ยังมีชีวิตอยู่ เกิดขึ้น ยังไม่แน่ใจนักว่าสก็อตแลนด์ยาร์ดจะหันมาสนใจหรือไม่




ไม่เพียงไม่ใส่ใจในหลักฐานที่มีอยู่ในมือ แล้วทำอย่างหนึ่งอย่างใดกับมัน เจ้าหน้าที่ตำรวจเซอร์เรย์ ยังออกมาให้การประหนึ่งปกป้องการกระทำของผู้สื่อข่าว เตรียมผลักดันให้เรื่องนี้อยู่ภายใต้การคุ้มครองของการเปิดเผยกรณีที่ "เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ" แทนที่จะจับกุมผู้สื่อข่าวและดำเนินคดีกับสิ่งพิมพ์ นั่นเป็นเรื่องหนึ่ง

ที่หนักหนาสาหัสกว่าก็คือ ทำไมถึงไม่แจ้งเรื่องต่อครอบครัว การปล่อยให้ครอบครัวผู้รอคอยเข้าใจผิดๆ อยู่อย่างนั้น อำมหิตเลือดเย็นอย่างยิ่ง

ถ้าหากเจ้าหน้าที่ตำรวจติดตามทุกกรณีที่เห็นได้ชัดว่ามีการกระทำผิดเกิดขึ้นและจับกุมคุมขังผู้สื่อข่าวหลายๆ คนไปตั้งแต่เมื่อปี 1999 คงมีเหยื่อของคนหิวเงินพวกนี้ลดน้อยลงไปกว่านี้เยอะ

ในทัศนะของชาวอังกฤษในเวลานี้ สิ่งที่พวกเขากังขามากกว่าพฤติกรรมของสื่อบางกลุ่มก็คือ พฤติกรรมของเจ้าหน้าที่ผู้ทำหน้าที่รักษากฎหมาย และนั่นทำให้พฤติกรรมฉาวครั้งนี้อาจกลายเป็นเรื่องใหญ่สำหรับแวดวงตำรวจเมืองผู้ดีติดตามมา

โจนาธาน รีส เอง เคยแม้แต่กระทั่งตกเป็นผู้ต้องสงสัยใช้ขวานฟันคู่นอนตัวเองเสียชีวิตเมื่อปี 1987 คดีที่ยังคงปิดไม่ลงในการดูแลของสก็อตแลนด์ยาร์ด เชื่อกันอย่างไม่เป็นทางการในตอนนั้นว่า คู่นอนรายนั้นจำเป็นต้องตายเพราะกำลังจะเปิดโปงขบวนการค้าโคเคนของเจ้าหน้าที่ตำรวจในเขตตะวันออกเฉียงใต้ของลอนดอน

รีสเอง เคยถูกคุมขังในเวลาต่อมาฐานร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจขี้ฉ้อรายหนึ่งซึ่งถูกจับพร้อมๆ กัน ยัดหลักฐานโคเคนให้กับสตรีผู้หนึ่ง ฌอน ฮอเร่ ผู้สื่อข่าวของนิวส์ ออฟ เดอะ เวิร์ลด์ ที่ออกมาเปิดโปงกรณี มิลลี่ ดาวเลอร์ เคยบอกเล่าเอาไว้ว่า ที่ "โต๊ะข่าว" ของสำนักงานของหนังสือพิมพ์แท็บลอยด์ฉบับนี้ มีการเสพโคเคนกันให้ควั่ก

จนไม่มีใครเสียดายแม้แต่น้อยเมื่อจำต้องรูดม่านปิดฉากลง!!


http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1311671653&grpid=no&catid=&subcatid=

เก็บตก เกร็ดข้อคิดดีๆ จากการอบรม โดยสมาชิกเครือข่ายเฝ้าระวังความไม่เป็นธรรม


 
จาก: Kittiya Sophonphokai <kittiya@ombudsman.go.th>
วันที่: 28 กรกฎาคม 2554, 12:47
หัวเรื่อง: เก็บตก เกร็ดข้อคิดดีๆ จากการอบรม โดยสมาชิกเครือข่ายเฝ้าระวังความไม่เป็นธรรม
ถึง: 

เรียน ท่านสมาชิกเครือข่ายเฝ้าระวังความไม่เป็นธรรมและผู้ที่สนใจทุกท่าน

เราขอประชาสัมพันธ์ว่า จะมีการจัดอบรมรับฟังการบรรยายของอาจารย์บุญเลิศฯ อีกครั้ง เป็นรุ่นที่ 3 ในวันศุกร์ที่ 2 กันยายน 2554 เวลา 08.30 16.30 น. ณ สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ชั้น 9 โดยจะเรียนเชิญเจ้าหน้าที่ของรัฐอีกเช่นเดิม แต่ขยายกลุ่มไปที่ข้าราชการของกระทรวงและกรมต่างๆ ตลอดจนพนักงานขององค์การมหาชน รัฐวิสาหกิจ และองค์กรในกำกับที่ยังไม่ได้รับการอบรม 2 รุ่นที่ผ่านมา (วันที่ 27 มิถุนายน และ 1 กรกฎาคม 2554)

และเราจะมีหนังสือเชิญผู้บริหาร/ผู้รับผิดชอบหลักด้านบุคลากร/ฝึกอบรมของหน่วยงานที่ได้ส่งผู้รับผิดชอบหลักด้านจริยธรรมมารับฟังการอบรมแล้ว(วันที่ 27 มิถุนายน และ 1 กรกฎาคม 2554)  ให้สามารถส่งเพิ่มเติมได้อีก หน่วยงานละ 1 คน (ถ้ามีผู้สนใจที่เป็นผู้บริหารหรือผู้รับผิดชอบหลักด้านบุคลากร/ฝึกอบรมของหน่วยงาน) ทั้งนี้ กรุณา กรุณาประชาสัมพันธ์ให้บุคลากรในหน่วยงานของท่านได้ทราบด้วยค่ะ หรือหากสนใจ ก็สามารถแจ้งให้เราทราบทางเมล kittiya@ombudsman.go.th และ kosin@ombudsman.go.th หรือโทรสาร 02 1438373 นี้ด้วย เพราะเราจะได้มีหนังสือไปถึงหน่วยงานของท่านต่อไปค่ะ

 

ขอขอบคุณมา ณ โอกาสนี้ค่ะ

 

กิตติยา โสภณโภไคย

นักวิชาการอาวุโสระดับสูง

สำนักส่งเสริมมาตรฐานจริยธรรม

สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน

'0 2141 9283  70 2143 8375

มือถือ 08 5151 6298

*kittiya@ombudsman.go.th or sophon_kit@hotmail.com

 

 

 

 

 

 

 




 

วันอังคารที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

ขอทาน คนเร่ร่อน ลุ้นของขวัญรัฐบาล

 

 

Pic_188884

ธนู

ขอทาน คนเร่ร่อนจรจัด และคนไร้ที่พึ่ง ที่เห็นเตร็ดเตร่อยู่บนสะพานลอย หรือตามฟุตปาทสองข้างถนน ใช้ชีวิตค่ำไหนนอนนั่น ณ เวลานี้มีอยู่จำนวนเท่าไร ไม่มีใครตอบได้

แต่สิ่งหนึ่งที่ตอบได้ทันที ก็คือ รากเหง้าของปัญหาที่ทำให้มนุษย์คนหนึ่งซึ่ง

เคยมีชีวิตปกติสุข ต้องเปลี่ยนสภาพไปเป็นขอทาน คนเร่ร่อนจรจัด หรือคนไร้ที่พึ่ง (ไร้ญาติ และที่อยู่) กว่าร้อยละ 95 ล้วนมีสาเหตุเชื่อมโยงมาจากปัญหาที่เกิดขึ้นในครอบครัวแทบทั้งสิ้น

ไม่ว่าจะเป็นเพราะถูกกระทำรุนแรงในครอบครัว ขาดความอบอุ่นในครอบครัว ขัดแย้งขั้นรุนแรงกับสมาชิกอื่นในครอบครัว และอีกสารพัดปัญหา ที่ทำให้ใครบางคนรู้สึกว่า ตนคือส่วนเกิน หรือไม่เป็นที่ต้องการของครอบครัว

ซึ่งสภาพที่เกิดขึ้นดังกล่าวถูกเรียกรวมๆว่า "ภาวะครอบครัวล่มสลาย" นั่นเอง

เมื่อใดก็ตามที่ครอบครัวประสบกับภาวะล่มสลาย มักจะผลักไสให้ใครบางคน ต้องออกไปเผชิญชะตากรรมตามท้องถนน กลายเป็นคนเร่ร่อนจรจัด ขอทาน ไม่ก็คนไร้ที่พึ่ง อย่างหนึ่งอย่างใด เสมือนเป็นการย้ายที่อยู่ใหม่ให้ปัญหา จากภายในบ้านออกสู่ชุมชนและสังคมภายนอก

เคยมีผู้รวบรวมเป็นสูตรสำเร็จไว้ว่า  สถาบันครอบครัว  จะเข้มแข็งหรือไม่ต้องประสบกับภาวะล่มสลาย อย่างน้อยครอบครัวนั้น ต้องมีองค์ประกอบสำคัญ 7 อย่าง

1.ชุมชนที่ครอบครัวนั้นตั้งอยู่ ต้องเข้มแข็ง

2.ครอบครัวนั้นต้องพึ่งพาตนเองได้ ทั้งในเชิงเศรษฐกิจ สุขภาพ ฯลฯ

3.ครอบครัวนั้นต้องพึ่งตนเองได้ในระดับชุมชน

4.ชุมชนอันเป็นที่ตั้งของครอบครัว ต้องมีความปลอดภัย ไร้อบายมุข และไร้โรคติดต่อ

5.ครอบครัวนั้นต้องสามารถปรับตัวได้ในภาวะยากลำบาก และสามารถหลีกเลี่ยงภาวะเสี่ยงต่างๆ

6.ครอบครัวนั้นต้องมีต้นทุนทางสังคมอยู่บ้าง

และ 7.ภายในครอบครัวนั้น จะต้องมีสัมพันธภาพที่ดีระหว่างสมาชิกในครอบครัว ซึ่งหมายถึง จะต้องประกอบด้วยความรัก การยอมรับระหว่างกัน การมีส่วนร่วมของทุกคนในครอบครัว เคารพบทบาทของแต่ละคนในครอบครัว และมีการสื่อสารที่ดีระหว่างกันในครอบครัว

กว่าจะครบองค์ประกอบทั้ง 7 อย่างสู่ความเป็น "ครอบครัวที่เข้มแข็ง" ดูเหมือนไม่ง่ายนักสำหรับหลายครอบครัวไทยสมัยนี้ ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่แต่ละครอบครัวสมัยใหม่หลายครอบครัวมีส่วนสร้างปัญหาออกสู่ชุมชนและสังคม ไม่มากก็น้อย

ในวาระที่อีกไม่นาน คนไทยกำลังจะได้รัฐบาลใหม่ แถมยังเป็นรัฐบาล

ประชานิยม เน้นนโยบายโดนใจคนส่วนใหญ่ หากว่า ขอทาน คนเร่ร่อนจรจัด และ คนไร้ที่พึ่ง ซึ่งเป็นอีกคนกลุ่มใหญ่ในสังคม ปรารถนาบางสิ่งจากรัฐบาลที่พวกเขา

คาดหวังว่าน่าจะนำพาความสุข และสมหวังมาให้บ้าง น่าสนใจว่าพวกเขาเหล่านี้ต้องการสิ่งใด

"ถ้าขอพรได้ 1 อย่างเหมือนในนิทาน อยากให้นายกฯคนใหม่ที่เป็นผู้หญิง และท่าทางใจดีเหมือนนางฟ้า ช่วยให้ฉันได้เจอกับนายจ้างผู้ใจบุญ ที่ไม่รังเกียจคนอายุมาก และไร้ที่พึ่งอย่างฉัน ได้มีงานทำกับเค้าสักที จะได้ไม่ต้องกลายเป็นคนเร่ร่อนให้ถูกจับตัวมาไว้ที่นี่อีก"

น.ส.จำนงค์ ทองอนันต์ อดีตหญิงเร่ร่อน วัย 51 ปี หนึ่งในผู้ซึ่งถูกเรียกตามสถานะใหม่ว่า "ผู้รับบริการฯ" ของสถานแรกรับคนไร้ที่พึ่งนนทบุรี โปรยยิ้มให้เล็กน้อย ก่อนฝากความหวังให้ช่วยส่งต่อไปยังว่าที่นายกฯคนใหม่

จำนงค์เล่าว่า ก่อนที่เธอจะเข้ามาใช้ชีวิตอยู่ในสถานแรกรับแห่งนี้ ย่างเข้าเป็นเดือนที่ 5 เธอเคยหาเลี้ยงชีพด้วยการตระเวนเก็บขวดน้ำพลาสติกที่นักท่องเที่ยวทิ้งไว้ตามชายหาดพัทยา ชั่งกิโลฯขาย

เธอบอกว่า ตัวเองเป็นคนมือไม้ดี และไม่เคยคิดที่จะงอมืองอเท้าเป็นขอทาน แต่ที่ผ่านมาสังคมไม่ให้โอกาสคนอายุมาก ไร้ที่พึ่ง และไร้ความรู้อย่างเธอ จึงทำให้เธอต้องตกอยู่ในสภาพหญิงเร่ร่อน

"ก่อนจะเก็บของเก่าขาย ฉันเคยไปสมัครล้างจานตามร้านอาหาร ก็ไม่มีใครรับ อ้างว่าเราอายุตั้ง 40-50 ขึ้นไปแล้ว กลัวจะทำงานให้ได้ไม่เต็มที่ เพราะยังงี้ไงเล่าถึงได้เห็นคนแก่เร่ร่อน ไม่มีข้าวจะกิน ไม่มีที่ซุกหัวนอน เที่ยวออกขอทานกันทั่วบ้านทั่วเมืองไปหมด"

เธอว่า ถ้าเลือกได้ ไม่มีใครอยากตกอยู่ในสภาพอย่างที่เธอเป็น ถึงแม้เธอจะมีอายุเกินกว่า 50 ก็ยังอยากจะทำงาน มีรายได้หาเลี้ยงตัวเอง อยู่ในสังคมอย่างมีเกียรติ มีศักดิ์ศรี ดังนั้น เธอจึงฝากร้องขอไปยังรัฐบาลใหม่ให้ช่วยส่งเสริมอาชีพแก่ผู้มีอายุ และไร้ที่พึ่งพิง เพื่อเป็นการสกัดปัญหาคนเร่ร่อนที่จะตามมา

นอกจากจำนงค์ เพื่อนร่วมชะตากรรม อย่าง ปราชญ์ พิจิตรชุมพล วัย 48 ปี ผู้มีความสามารถทั้งอ่าน พูด และเขียนอังกฤษได้ ในระดับใช้งาน หรือ พ.จ.อ.สง่า เอี่ยมอ่อน วัย 51 ปี อดีตนาวิกโยธินแห่งทัพเรือไทย พูดภาษารัสเซียได้คล่องปรื๋อ เพราะได้อดีตภรรยาเป็นชาวรัสเซีย

แม้ชะตาชีวิตของทั้งคู่ จะพลิกผันด้วยเหตุผลบางประการ ทำให้ต้องมาเป็น "ผู้รับบริการฯ" ณ สถานที่แห่งนี้ แต่ทั้งคู่ก็เห็นด้วยกับจำนงค์ ภายใต้เหตุผลเดียวกัน นั่นคือ อยากให้สังคมยอมรับพวกเขาอีกครั้ง เหมือนกับที่ครั้งหนึ่งก่อนจะกลายมาเป็นคนเร่ร่อน ไร้ที่พึ่งพิง พวกเขาเคยได้รับการยอมรับจากสังคม

ใช่แต่ผู้รับบริการฯอย่างจำนงค์ ปราชญ์ และสง่า แม้แต่ผู้ให้บริการแก่ผู้ด้อยโอกาสกว่า 240 ชีวิต อย่าง ธนู ธิแก้ว ผู้ปกครองสถานแรกรับคนไร้ที่พึ่งนนทบุรี ก็อยากเห็นความเปลี่ยนแปลงบางอย่างจากว่าที่รัฐบาลใหม่

เขาบอกว่า ก่อนอื่นต้องแยกแยะระหว่างคนไร้ที่พึ่งกับขอทาน ซึ่งเป็นผู้รับบริการคนละกลุ่มกัน พวกไร้ที่พึ่งจะมีลักษณะเร่ร่อน ไม่มีที่พักอาศัยเป็นหลักแหล่ง ไม่มีญาติพี่น้อง หรือถึงมีก็ไม่คิดจะกลับไปหาคนเหล่านั้น ส่วนขอทานบางคนยังมีบ้าน มีผู้ดูแล หรืออยู่รวมกันเป็นกลุ่มแก๊ง

ธนูบอกว่า ภารกิจของเขา ก็คือ เมื่อได้รับการส่งตัวทั้งขอทาน และคนไร้ที่พึ่งต่อมาจากตำรวจ หรือเจ้าหน้าที่บางหน่วย เช่น เจ้าหน้าที่ศูนย์ประชาบดี อปพร. หรือเจ้าหน้าที่ศูนย์พัฒนาสังคม (ศพส.) ของแต่ละจังหวัด สถานแรกรับฯนนทบุรี จะรับตัวทั้งขอทาน และคนไร้ที่พึ่ง มาดูแลในเบื้องต้นเป็นเวลา 3 เดือน

พ้นระยะ 3 เดือนไปแล้ว จะเริ่มทำการคัดกรองหากเห็นว่าผู้รับบริการฯส่วนหนึ่ง เป็นผู้ที่สามารถส่งตัว กลับคืนสู่ครอบครัว หรือชุมชนได้ ก็จะส่งคืน โดยมีการประสานและติดตามผลกับทางครอบครัวหรือชุมชน

สำหรับผู้รับบริการฯอีกส่วน ที่ไร้ญาติ หรือชุมชนไม่สามารถรับตัวกลับได้ จะถูกส่งตัวต่อไปยังสถานสงเคราะห์คนไร้ที่พึ่ง ซึ่งมีทั้งหมด 9 แห่ง เพื่อให้การดูแลคนเหล่านี้ในระยะยาวต่อไป

"เรื่องบุคลากรและงบประมาณจำกัด แม้จะกระทบบ้าง แต่ก็ยังไม่ใช่ประเด็นใหญ่ สิ่งที่ผมเห็นว่าสำคัญกว่าและอยากฝากความหวังไว้กับรัฐบาลชุดใหม่ ก็คือ ควรเร่งส่งเสริมให้สถาบันครอบครัว มีความมั่นคงมากขึ้น เพราะถ้าทำในจุดนี้ได้สำเร็จ อีกหลายปัญหาที่จะไหลบ่าตามมา

กลายเป็นปัญหาสังคม จะถูกตัดไฟตั้งแต่ต้นลม"

ธนูบอกว่า เวลานี้หลายครอบครัวในสังคมไทย ตกอยู่ในสภาพอ่อนแอหรือล่มสลาย ความผูกพันระหว่างคนในครอบครัวมีน้อยลง เกิดความรู้สึกห่างเหิน บางคนอยู่ในครอบครัวแล้วไม่มีความสุข จึงต้องออกไปเร่ร่อน

แต่ถ้าคนในครอบครัวดูแลกันดี มีเมตตาสงสาร มีการสื่อสารที่ดี และมีโอกาสได้ทำกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมร่วมกันบ้าง สิ่งเหล่านี้จะเป็นปราการอย่างดี ช่วยเสริมให้ครอบครัวมีความเข้มแข็งมากขึ้น

"ขอยกตัวอย่าง มีหลายวิธีที่รัฐบาลอาจใช้ส่งเสริม เพื่อให้สถาบันครอบครัวมีความเข้มแข็งมากขึ้น เช่น จัดกิจกรรมส่งเสริมในลักษณะค่ายครอบครัว ลดค่าเข้าเที่ยวชมอุทยานฯ หรือสวนสัตว์ของทางราชการ หรือร่วมกับสถานที่ท่องเที่ยวของภาคเอกชน มอบส่วนลดให้ในกรณีที่ไปเที่ยวชมพร้อมหน้ากันทั้งครอบครัว"

"นอกจากนี้ ยังอาจใช้มาตรการจูงใจด้วยการลดหย่อนภาษีให้แก่บางครอบครัว ที่ร่วมกันทำกิจกรรมจิตอาสา เพื่อสาธารณประโยชน์ต่างๆ เช่น ครอบครัวที่พากันไปเยี่ยมเยียนและให้ความช่วยเหลือคนชรา หรือผู้ที่ตกทุกข์ได้ยากภายในชุมชน  หรือครอบครัวที่พากันไปร่วมกิจกรรมปลูกป่าชายเลน หรือไปช่วยพัฒนาวัด เป็นต้น"

ธนูบอกว่า บางประเทศใช้วิธีการเหล่านี้ โดยให้คะแนนเป็นแต้ม แลกกับวันหยุดลาพักผ่อน สำหรับเมืองไทยถ้าทำได้สำเร็จ จะได้ผลเกินคาดถึง 2 ต่อ ต่อแรกทำให้เกิดความรักและผูกพันกันมากขึ้นในครอบครัว ต่อที่สอง จะทำให้เกิดความรัก ความผูกพัน เห็นคุณค่าของการอยู่ร่วมกันในชุมชน และสังคม

"เมื่อใดที่ครอบครัว ชุมชน และสังคม ร่มเย็นเป็นสุข ก็เท่ากับปิดประตูปัญหา" เขาทิ้งท้าย.

http://www.thairath.co.th/column/pol/page1scoop/188884




--
http://www.thaismeplus.com/news-en/business-news/1168.html
http://projects.silodesign.nl/vcm/
http://masterpieces.asemus.museum/default.aspx
http://www.skyscrapercity.com/showthread.php?t=1036185&page=32
http://twitter.com/RAFIKALGER
http://profile.imageshack.us/user/RafikH...
http://www.mixpod.com/playlist/47308482
http://fr-fr.facebook.com/people/Rafik-H...
http://www.tlcb.or.th/index.php?option=com_content&view=frontpage&Itemid=494
http://www.moeradiothai.net/home.php?webid=1
http://www.depthai.go.th/Default.aspx?tabid=114&qCategoryID=61&qKeyword=0
http://www.youtube.com/watch?v=W7giBy862zo&feature=related
http://www.youtube.com/watch?v=6bLZPatq53k&feature=fvw
http://www.youtube.com/watch?v=zN-LR9_IYpA
http://www.kmutt.ac.th/rippc/info.htm
http://www.fccthai.com/TheBulletin.html#517



วันจันทร์ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

วุฒิสภา ร่วมกับสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย จัดเสวนาเอ็กซ์เรย์วิสัยทัศน์ "ว่าที่กสทช."


 Pic_188992

วุฒิสภา ร่วมกับสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย จัดเสวนาเอ็กซ์เรย์วิสัยทัศน์ "ว่าที่กสทช." โดยส่วนมากระบุจะมุ่งเปลี่ยนเทคโนโลยีออกอากาศจากอะนาลอกไปสู่ดิจิตอล พร้อมกำกับดูแลและแก้ปัญหาทีวีดาวเทียม วิทยุชุมชนให้มีประสิทธิภาพกว่านี้...

เมื่อวันที่ 25 ก.ค. ที่รัฐสภา คณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพและการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา ร่วมกับสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย จัดเสวนาเอ็กซ์เรย์วิสัยทัศน์ผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็น กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กสทช.) ทั้ง 44 คน ก่อนเริ่มสู่กระบวนการตรววจสอบประวัติที่ต้องทำให้เสร็จเรียบร้อยก่อนวันที่ 8 ส.ค.นี้ ตามพ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม ที่กำหนดให้วุฒิสภาเป็นผู้คัดเลือกผู้ผ่านการพิจารณาจำนวน 44 คน ได้แสดงความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ เพื่อให้กระบวนการคัดเลือกเป็นไปอย่างโปร่งใส เพื่อเป็นข้อมูลให้ ส.ว.ประกอบการตัดสินใจโดยสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา ได้ส่งบัญชีรายชื่อ 44 ว่าที่ กสทช. ต่อประธานวุฒิสภาแล้ว เมื่อเปิดประชุมสภาได้ ทางวุฒิสภาจะบรรจุเรื่องดังกล่าวไว้ในวาระการประชุมด่วน เพื่อให้ส.ว.คัดเลือกให้เหลือ 11 คน โดยกระบวนการคัดเลือกทั้งหมดจะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 60 วัน หรือ กลางเดือน ก.ย.นี้

พล.อ.อ.ธเรศ ปุณศรี ประธานกรรมการสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ ว่าที่กสทช. กล่าวว่า สาเหตุที่สมัครเป็น กสทช. เพราะเห็นว่าเทคโนโลยีสารสนเทศก้าวหน้าไปมากและมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนา เศรษฐกิจ สังคมของประเทศ จึงจำเป็นต้องมีกลไกบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพโดยกำหนดแนวทางทำงานไว้ 4 ด้าน คือ การจัดทำแผนบริหารคลื่นความถี่วิทยุกระจายเสียงวิทยุให้มีประสิทธิภาพ เปลี่ยนระบบวิทยุโทรทัศน์เดิมเป็นระบบดิจิตอล ให้เสร็จภายในปี 2558 รวมถึงการดูแลวิทยุชุมชน ด้านโทรคมนาคมเร่งรัดการทำโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3 จี สานต่อการพัฒนาโครงข่ายบรอดแบนด์แห่งชาติ ปรับปรุงสำนักงาน กสทช. ให้รองรับการขยายตัวกิจการเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร กำหนดมาตรฐานการป้องกันภัยทั้งด้านเนื้อหา และการทำลายเครือข่ายโทรคมนาคมไม่ให้เกิดความเสียหาย 

ขณะที่ พ.ท.กฤษฏา เทิดพงษ์ ว่าที่กสทช. กล่าวว่า ต้องการแก้ไขปัญหาชาติ 3 เรื่อง คือ วิทยุชุมชน เคเบิ้ลทีวี และทีวีดาวเทียม และการเปลี่ยนผ่านระบบโทรทัศน์ไปสู่ระบบดิจิตอล แนวทางแก้ปัญหาวิทยุชุมชนระยะสั้น จะแบ่งคลื่นความถี่เป็นบล็อก แก่วิทยุชุมชน วิทยุเศรษฐกิจและวิทยุสาธารณะ เพื่อแก้ไขปัญหาการรบกวนสัญญาณกัน ส่วนแนวทางระยะยาว จะนำระบบวิทยุดิจิตอลมาใช้ ส่วนปัญหาเคเบิ้ลทีวีและทีวีดาวเทียม จะเร่งออกใบอนุญาตแยกระหว่างสถานีดาวเทียมกับใบอบุญาตของผู้ผลิตเนื้อหา กสทช.ต้องส่งเสริมผู้ประกอบการให้ดูแลกันเอง สำหรับการเปลี่ยนผ่านไปสู่โทรทัศน์ดิจิตอล ต้องวางแผนให้การเข้าถึงทำได้ทั่วประเทศ โดยประชาชนสามารถซื้่ออุปกรณ์ได้ในราคาถูก 

ด้าน นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ ว่าที่กสทช. กล่าวว่า คิดว่ามีคุณสมบัติเหมาะสมกับการเป็นกสทช. เพราะมีความรู้ความสามารถ มีประสบการณ์ทำงานด้านสื่อสารมวลชนกว่า 30 ปี เคยทำงานกับสถาบีวิทยุบีบีซี เป็นผู้บริหารสถานีโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 7 และผู้อำนวยการ บมจ.อสมท. จำกัด (มหาชน) และสถานีไทยพีบีเอส งานกสทช.ที่ต้องดำเนินการเร่งด่วน เพราะประเทศเสียโอกาสในการพัฒนามานาน ส่วนการกำกับดูแลต้องดูแลโดยคำนึงถึงประโยชน์สาธารณะ โดยจัดสรรคลื่นความถี่ให้ภาคประชาชนอย่างน้อยร้อยละ 20 การเปิดประมูลควรทำอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม กำกับดูแลกันเองด้านจริจธรรม ส่งเสริมการพัฒนาที่มุ่งไปสู่ระบบดิจิตอล และการพัฒนาโครงข่ายกิจการโทรคมนาคม 

ส่วน รศ.พนา ทองมีอาคม ว่าที่กสทช. กล่าวว่า การกำกับดูแลกิจการคลื่นความถี่และโทรคมนาคม ควรเป็นไปตามกระแสการพัฒนาเทคโนโลยี ที่มีการหลอมรวมสื่อระหว่างสื่ออะนาลอกสู่ดิจิตอล ทั้งภาพและเสียง ผ่านโครงข่ายการสื่อสารโทรคมนาคม ดังนั้นภารกิจที่ต้องเร่งทำ คือ การปรับเปลี่ยนระบบจากอะนาลอกเป็นดิจิตอล การพัฒนาโทรทัศน์ชุมชน การดูและการทำทีวีดาวเทียมให้เข้าที่ การพัฒนาโครงข่ายสื่อสารไฟเบอร์การแก้ไขปัญหาวิทยุธุรกิจและวิทยุชุมชน 

น.ส.ลักษมี ศรีสมเพ็ชร ว่าที่กสทช. กล่าวว่า มีประสบการณ์การทำธุรกิจวิทยุโทรทัศน์ การพัฒนาวิทยุกระจายเสียงในต่างจังหวัด และการทำวิทยุชุมชน ซึ่งจากประสบการณ์เหล่านี้จึงอยากมาทำงานพัฒนาในด้านที่มีประสบการณ์

นายวรวุฒิ พงษ์ธีระพล ว่าที่กสทช. กล่าวว่า จากประสบการณ์การทำงานสื่อสารมวลชน เห็นว่าสิ่งใดกำลังจะเกิดขึ้น สิ่งที่ตนสนใจคือการทำหน้าที่บริหารจัดการกิจการด้านต่างๆ ให้มีระบบระเบียบ ดังนั้นการทำงานของกสทช.จึงอยู่ที่การกำหนดวิธีการกำกับดูแลกิจการด้านต่างๆ อย่างเหมาะสม ภายใต้แผนแม่บทและกรอบการทำงานด้านต่าง ๆ ปัจจุบันมีปัญหาในงานของ กสทช. ค่อนข้างมาก แต่เชื่อว่าจะสามารถทำหน้าที่ได้ โดยสิ่งที่ต้องคำนึงคือเทคโนโลยีที่มีการเปลี่ยนผ่าน และการพัฒนาภายใต้กรอบของกฎหมายและกติกา ให้ผู้บริโภคมีส่วนร่วมและได้รับประโยชน์มากที่สุด.

http://www.thairath.co.th/content/tech/188992

ว่าที่ กสทช.ด้านวิทยุโทรทัศน์ ประเดิมแสดงวิสัยทัศน์

 

ว่าที่ กสทช.ด้านวิทยุโทรทัศน์ ประเดิมแสดงวิสัยทัศน์

วันที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2554 เวลา 13:37:50 น.

Share

เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม ที่รัฐสภา คณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนสิทธิเสรีภาพและการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา จัดเสวนา "เอ็กซเรย์ ว่าที่ กสทช.รายบุคคล" โดยในภาคเช้า เชิญผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ด้านกิจการกระจายเสียงและด้านกิจการโทรทัศน์ จำนวน 8 คน มาแสดงวิสัยทัศน์ โดยให้ว่าที่ กสทช.ตอบคำถามหลัก คนละ 5 นาทีว่า "ทำไม่ข้าพเจ้าจึงสมควรได้รับเลือกเป็น กสทช." จากนั้นจึงให้ว่าที่ กสทช.ตอบคำถามที่เลือกมาอีกคนละ 5 คำถาม คำถามละ 3 นาที แล้วจึงเปิดให้ผู้ร่วมเสวนาถามคำถาม

 

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ว่าที่ กสทช. 8 ราย ได้แก่ 

1.พล.อ.อ.ธเรศ ปุณศรี 

2.พ.ท.กฤษฎา เทอดพงษ์ 

3.นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ 

4.นายพนา ทองมีอาคม 

5.นางจิราภรณ์ สุวรรณวาจกกสิกิจ 

6.นายวรวุฒิ พงษ์ธีระพล 

7.พล.ท.พีระพงษ์ มานะกิจ 

8.น.ส.ลักษมี ศรีสมเพชร 

ได้ตอบคำถามหลักไปในทิศทางเดียวกัน คือ ภารกิจของ กสทช.ที่สำคัญคือ การเร่งจัดทำแผนแม่บทการพัฒนาระบบวิทยุและโทรทัศน์ การกำกับดูแลต้องคำนึงถึงประโยชน์สาธารณะโดยจัดสรรคลื่นความถี่ให้ภาคประชาชนอย่างน้อยร้อยละ 20 การเปิดประมูลควรเปิดประมูลอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม กำกับดูแลความ ดูแลกันเองด้านจริยธรรม การเปลี่ยนผ่านเป็นระบบดิจิตอล และวางแผนให้ประชาชนเข้าถึงได้ทั่วประเทศในราคาถูก การจัดทำแผนดูแลวิทยุชุมชน การพัฒนาโครงข่ายโทรคมนาคมและระบบ 3จี  

 

 

นอกจากนี้ที่น่าสนใจคือ พ.ท.กฤษฎาได้เสนอการแก้ปัญหาวิทยุชุมชนในระยะสั้นควรแบ่งคลื่นความถี่เป็นบล็อก โดยแบ่งให้วิทยุชุมชน วิทยุเศรษฐกิจ และวิทยุสาธารณะ เพื่อแก้ไขปัญหาการรบกวน ส่วนระยะยาวให้ใช้ระบบวิทยุดิจิตอลเข้ามา ส่วนปัญหาเคเบิลทีวีควรเร่งออกใบอนุญาตที่ครอบคลุมสถานีและโทรข่ายสายรวมกันเป็นใบอนุญาตเดียว ขณะที่ทีวีดาวเทียมควรออกใบอนุญาตแยกระหว่างสถานีดาวเทียมกับใบอนุญาตของผู้ผลิตเนื้อหา 


http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1311575885&grpid=03&catid=&subcatid=