ร่วมลงนาม ยกเลิกกฎหมาย 3 ฉบับ มั่นคงภายใน - กฎอัยการศึก - พ.ร.ก.ฉุกเฉิน"

ร่วมลงนาม ยกเลิกกฎหมาย 3 ฉบับ มั่นคงภายใน - กฎอัยการศึก - พ.ร.ก.ฉุกเฉิน
ร่วมลงนาม ยกเลิกกฎหมาย 3 ฉบับ มั่นคงภายใน - กฎอัยการศึก - พ.ร.ก.ฉุกเฉิน
ร่วมลงนาม ยกเลิกกฎหมาย 3 ฉบับ มั่นคงภายใน - กฎอัยการศึก - พ.ร.ก.ฉุกเฉิน

วันอังคารที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

Biomedical Engineering


 
จาก: Biomedical Engineering <sarapukdee@gmail.com>
วันที่: 23 พฤศจิกายน 2553, 16:16
หัวเรื่อง: Biomedical Engineering
ถึง: 


Biomedical Engineering


เลือดบอกอายุ

Posted: 23 Nov 2010 01:07 AM PST

เลือดบอกอายุ

นึกถึงฉากบ้านพักคนชรา และมีชายสูงอายุผู้หนึ่งนอนจมกองเลือดอยู่ ซึ่งนักสืบกำลังหาร่องรอยเลือดแปลกปลอมเพราะคิดว่าจะต้องเกิดการต่อของเหยื่อกับฆาตกร ซึ่งอาจจะเป็นชายชราที่อยู่ด้วยกัน หรือพยาบาลที่ดูแลอยู่ หรือคนอื่น นักสืบได้ตัวอย่าเลือดแปลกปลอมเพียงน้อยนิด แต่หลังจากได้วิเคราะห์เลือดนั้นแล้ว ก็ปรากฏว่า ผู้ต้องสงสัยเป็นคนที่มีอายุอยู่ในช่วง 20 – 30 ปี

นี่คือตัวอย่างฉากจากนิยายวิทยาศาสตร์ แต่ว่าขณะนี้ ได้มีรายงานจากนิตยสาร Current Biology [1] ว่า เราสามารถที่จะประมาณค่าอายุของคนจากเลือดของเขาได้แล้ว โดยการวิเคราะห์อย่างง่ายๆ จากหยดเลือด ถ้าการทดสอบนี้สมบูรณ์ เราก็จะได้เทคนิคทางนิติวิทยาศาสตร์ใหม่ๆ ที่จะช่วยตำรวจให้สืบสวนได้ง่ายขึ้น

การทดสอบอายุจากเลือดได้อาศัยคุณสมบัติเฉพาะจาก T-cell (เซลล์ภูมิคุ้มกันของร่างกายที่เอาไว้จดจำจุลชีพขนาดเล็กที่มาบุกรุกร่างกายเรา) ในขณะที่ T-cell พัฒนา บางส่วนของ DNA ของมันถูกตัดออกแล้วต่อบางส่วนกลับเข้ามาด้วยกันในหลายๆ รูปแบบ ซึ่งช่วยให้มันสามารถที่จะสร้างตัวรับสัญญาณที่ผิวเซลล์จำเพาะ ที่เอาไว้ใช้ในการจดจำแบคทีเรียหรือเชื้อโรคได้หลากหลาย

นักวิจัยสามารถที่จะหาปริมาณของ DNA ที่มีรูปร่างเป็นวงกลมที่อยู่ในเลือด Manfred Kayser นักนิติวิทยาศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัย Erasmus กล่าว เขาและเพื่อนร่วมงานได้พบว่า ปริมาณของ DNA ที่รูปร่างเป็นวงกลมในเลือดลดลง เมื่อคนเรามีอายุมากขึ้น ทั้งนี้เนื่องจากว่าร่างกายเราได้ผลิต T-cell ใหม่ที่น้อยลงไปเรื่อยๆ เมื่ออายุเรามากขึ้น เขากล่าว

นักวิจัยได้ทำการวิเคราะห์ตัวอย่างเลือดจากผู้คนประมาณ 200 คน ที่มีอายุตั้งแต่ไม่กี่สัปดาห์ จนถึง 80 ปี โดยใช้การพิสูจน์ตัวอย่างจากการใช้สาย DNA เรืองแสงที่สามารถจับกับชิ้นส่วนของ DNA ส่วนเกินใน T-cell ได้ ซึ่งทำให้สามารถที่จะวัดปริมาณของชิ้นส่วนเหล่านั้นได้สำเร็จภายในไม่กี่ชั่วโมง กลุ่มของนักวิจัยได้พบความสัมพันธ์ระหว่างจำนวนของชิ้นส่วนของ DNA กับอายุของคน ซึ่งมันเพียงพอที่จะบอกอายุโดยมีความคลาดเคลื่อนประมาณบวกลบ 9 ปี

มันดูเหมือนว่าจะเป็นช่วนอายุอย่างกว้างๆ แต่ว่ามันก็สามารถบอกได้ว่าผู้ต้องสงสัยอยู่ในกลุ่มวัยไหน ซึ่งมันจะช่วยตำรวจได้มากเลยทีเดียว Peter de Knijff หัวหน้าห้องปฏิบัติการนิติวิทยาศาสตร์ ศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัย Leiden กล่าว ซึ่งตอนนี้ การใช้ตัวอย่างเลือดในการสืบสวนหาผู้ต้องสงสัยนั้น มีเพียงแค่การนำตัวอย่างเลือดในที่เกิดเหตุมาวิเคราะห์ให้ตรงกับเลือดผู้ต้องสงสัย ซึ่งจากการตรวจสอบหาอายุจากเลือด และการตรวจสอบหาสีของตาจากเลือด ซึ่งเขากำลังพัฒนาวิธีการอยู่ มันก็จะสามารถช่วยตำรวจในลดปริมาณผู้ต้องสงสัยลงมาได้มาก "มันเป็นวิธีที่ดีที่สุดแล้วสำหรับตอนนี้"

Kayser กล่าวว่า เขาหวังว่าจะทำให้การวิเคราะห์ T-cell ให้ถูกต้องแม่ยำมากยิ่งขึ้น โดยการรวมกับรวมกับการวิเคราะห์แบบอื่นที่เขากำลังพัฒนาอยู่ และเขาก็ยังพบด้วยอีกว่า การวิเคาะห์ T-cell แบบที่เขาทำนั้น ยังคงถูกต้องแม้ว่าตัวอย่างเลือดจะถูกเก็บไว้มากกว่าปีครึ่ง ซึ่งมันก็หมายความว่า มันสามารถที่จะช่วยแก้ปัญหาคดีๆ เก่าๆ หรือแม้กระทั้งช่วยตำรวจในการพิสูจน์ทราบเหยื่อจากภัยพิบัติได้อีกด้วย

อ้างอิง

[1] http://www.cell.com/current-biology/abstract/S0960-9822%2810%2901286-8

ที่มา http://news.sciencemag.org/sciencenow/2010/11/your-blood-holds-clues-to-your-b.html?ref=hp

ผลงานวิจัย สวทช. หมวด Biotechnology & Applied Microbiology ได้รับที่ตีพิมพ์มากที่สุด

Posted: 22 Nov 2010 11:49 PM PST

สวทช. ได้สรุปผลงานวิจัยของตัวเองในแต่ละปี ในฐานข้อมูล Web of Science (WOS) เผยแพร่บน NSTDA Blog โดยระบุปี 2001-2010 ในรายละเอียดแสดงข้อมูลเป็นตัวเลข ผมนำทำเป็นกราฟเพื่อจะได้ดูได้ง่ายยิ่งขึ้น

ผลงานวิจัย สวทช. ในฐานข้อมูล Web of Science (WOS) ตั้งแต่ปี 2001-2009

ผลงานวิจัยของ สวทช. ในฐานข้อมูล Web of Science (WOS) มีแนวโน้มสูงขึ้นทุกปี ราว 2%  แต่ในปีล่าสุด 2010 มีจำนวนน้อยกว่าปี 2009 ซึ่งเป็นสถิติสูงสุดเมื่อเทียบกับจำนวนการตีพิมพ์ของทุกๆปี คือ 290 เรื่อง

ส่วนข้อมูลแสดงหมวดหมู่สาขาวิชา (Subject Area) 10 อันดับแรก แสดงในภาพด้านล่าง พบว่า หมวด Biotechnology & Applied Microbiology เป็นหมวดที่มีการตีพิมพ์มากสุดคือ 14.16% และรองลงมาคือ Biochemistry & Molecular Biology

งหมวดหมู่สาขาวิชา (Subject Area) 10 อันดับแรก

และ วารสาร (Journal Title) ที่ได้รับการตีพิมพ์มากที่สุดคือ FOOD CHEMISTRY (ไม่ได้แสดงไว้ที่นี้)

จากข้อมูลดังกล่าวบอกได้คร่าวๆว่า สวทช. ทำงานวิจัยด้านไหนบ้าง และให้ความสำคัญงานทางด้านไหนบ้าง ซึ่งส่วนใหญ่เกี่ยวกับงานทางด้านชีววิทยา อาหาร ในรายงานได้บอกวิธีการศืบค้นข้อมูลดังกล่าวไว้ด้วย

รายละเอียดดูได้ที่ http://www.stks.or.th/blog/?p=7587

ประชาสัมพันธ์งาน BME CONCEPT อีกครั้ง

Posted: 22 Nov 2010 09:21 PM PST

BME CONCEPT Poster

งาน BME CONCEPT ที่เปิดให้ทุกคนแสดงความคิดของตัวเองอย่างเต็มที่ ในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2553 ใกล้เข้ามาแล้วนะครับ ภาพด้านบนเป็นโปสเตอร์ประชาสัมพันธ์ที่ติดตามคณะต่างๆ (อย่างจำกัด) ใครสนใจเข้าร่วมงานเข้ามาลงทะเบียนได้ที่ http://goo.gl/zibw

รายละเอียดของงานดูได้ที่ BME CONCEPT สัมมนาแลกเปลี่ยนแนวคิดวิศวกรรมชีวเวช

ของที่ระลึก(เสื้อสั่งทำพิเศษ)มอบให้เฉพาะคนที่นำเสนอเท่านั้นนะครับ มีจำนวนจำกัดด้วย ใครพลาดเสียดายแย่

แล้วมาเจอกันในงานนะครับ

You are subscribed to email updates from Biomedical Engineering
To stop receiving these emails, you may unsubscribe now.
Email delivery powered by Google
Google Inc., 20 West Kinzie, Chicago IL USA 60610





วันจันทร์ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

http://www.ticef.com/

Content on this page requires a newer version of Adobe Flash Player.

Get Adobe Flash player

Login & Register
LinkNews
Partners
TICEF

News

หลักการและเหตุผล
ไทยเป็นประเทศที่มีประวัติศาสตร์ ศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณี ความเป็นไทยซึ่งเป็นเอกลักษณ์และสืบทอดมายาวนานไม่แพ้ชาติใดในโลก อีกทั้งคนไทยมีศักยภาพด้านความคิดสร้างสรรค์และมีความสามารถในการสร้างสรรค์ผลงานให้เป็นที่ยอมรับในระดับโลกหลายวงการ เช่น ภาพยนต์ แฟชั่น โฆษณา และ แอนิเมชั่น เป็นต้น

อย่างไรก็ดี ภาพลักษณ์ของไทยในสายตาโลก คือ การเป็นฐานรับจ้างผลิตสินค้าให้กับนักลงทุนจากต่างประเทศมากกว่าที่จะสร้างสรรค์หรือพัฒนาสินค้าหรือบริการของตัวเอง ทั้งยังต้องพึ่งพาความคิดสร้างสรรค์ และมีเทคโนโลยีจากต่างประเทศค่อนข้างมาก ทั้งที่ไทยมีศักยภาพด้านความคิดสร้างสรรค์ และมีเอกลักษณ์ความเป็นไทยที่โดดเด่นดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น

รัฐบาลตะหนักถึงความสำคัญของการขับเคลื่อนประเทศ โดยใช้นโยบายเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เพื่อให้ประเทศไทยนำความโดดเด่น และศักยภาพข้างต้น มาเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้า การบริการ และการส่งออกของประเทศไทย โดยได้มีการประกาศพันธสัญญาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2552 โดยมีเป้าหมายที่จะผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐิกจของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์จากร้อยละ 12 ของจีดีพีประเทศ เป็นร้อยละ 20 ภายในปี 2555 ซึ่งในการขับเคลื่อนประเทศไทยให้ไปสู่เป้าหมายดังกล่าว ได้ดำเนินโครงการไปแล้ว เช่น โครงการต้นแบบพสกนิกรไทย "ในหลวงกับการสร้างสรรค์" โครงการเมืองต้นแบบเศรษฐกิจสร้างสรรค์ โครงการประชาสัมพันธ์เสริมสร้างความเข้าใจเศรษฐกิจสร้างสรรค์ โครงการส่งเสริมการเรียนรู้ด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์สำหรับเยาวชน และโครงการพัฒนาศักยภาพของผู้ประกอบการด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์ เป็นต้น

อย่างไรก็ดี โครงการที่กล่าวมาข้างต้น ยังไม่สามารถผลักดันให้ไทยเป็นที่รู้จัก และเป็นที่ยอมรับในสายตาโลกได้ว่าประเทศไทยเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภายในระยะเวลาอันรวดเร็ว ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่จะต้องดำเนินโครงการมหกรรมเศรษฐกิจสร้างสรรค์นานาชาติ Thailand International Creative Economy Forum (TICEF) เพื่อให้นานาชาติรู้จักว่าประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศเศรษฐกิจสร้างสรรค์

รูปแบบการจัดงาน
เป็นการเชิญผู้เชี่ยวชาญที่มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับในระดับโลกด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์มากล่าวปาฐกถาพิเศษ ตลอดจนเชิญผู้เข้าร่วมงานจากทั่วโลกมาร่วมรับฟัง มีการจัดเสวนา อธิปรายกลุ่ม โดยเชิญผู้มีชื่อเสียง ด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์สาขาต่างๆ เข้าร่วม ตลอดจนมีการจัดนิทรรศการแสดงผลงาน Creative King ซึ่งจะเป็นผลงานสร้างสรรค์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่เป็นแรงบันดาลใจแก่พสกนิกรชาวไทย และนิทรรศการที่น่าสนใจจาก UNDP WIPO และ UNTAD พร้อมเปิดตัวโครงการ Thailand Planet

นอกจากนี้ จัดให้มีงานแสดงเทศกาลระหว่างประเทศ ในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ในสาขาที่ไทยมีศักยภาพและสามารถพัฒนาควบคู่กัน เช่น การจัดเทศกาลออกแบบนานาชาติกรุงเทพ (Bangkok International Design Festival) และเทศกาลกระจายภาพและเสียงกรุงเทพ (Bangkok Broadcast 2010) เพื่อเป็การประชาสัมพันธ์ให้ต่างชาติรับรู้ศักยภาพของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของไทย

การจัดมหกรรมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ระหว่างประเทศ (TICEF) นอกจากจะเป็นเวทีสำคัญที่ไทยจะได้ประชาสัมพันธ์ถึงศักยภาพความพร้อมในด้านต่างๆ ของประเทศแล้ว ยังจะเป็นส่วนสำคัญในการช่วยสร้างความเชื่อมั่นของประเทศไทย ตลอดจนฟื้นฟูภาพลักษณ์ของประเทศไทย ด้านการท่องเที่ยว และด้านความพร้อมการจัดงานระหว่างประเทศอีกด้วย

หัวข้อการเสวนา เรื่อง "เศรษฐกิจสร้างสรรค์" 4 หัวข้อ ได้แก่
1. Creative City and Community - Improving our way of living: เมือง และสังคม สร้างสรรค์พัฒนาวิถีชีวิตของเรา

2. Creative Brand and Design - Value of True Creativity: แบรนด์และดีไซน์สร้างสรรค์: คุณค่าของความคิดสร้างสรรค์ที่แท้จริง

3. Creative Content and Media - Delightful Sensation: สื่อและบันเทิงสร้างสรรค์: รู้สึกและสัมผัสหรรษา

4. Traditional Knowledge - Bridging the divide: ภูมิปัญญาดั้งเดิมและคอนเทนท์สร้างสรรค์ : เชื่อมการแบ่งแยก

Partners


--



วันอาทิตย์ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

บิล คลินตัน สร้างโลก-สร้างเศรษฐกิจยั่งยืน ไม่ใช่ทางเลือกแต่คือสิ่งต้องทำ

วันที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553 ปีที่ 34 ฉบับที่ 4263  ประชาชาติธุรกิจ


บิล คลินตัน สร้างโลก-สร้างเศรษฐกิจยั่งยืน ไม่ใช่ทางเลือกแต่คือสิ่งต้องทำ





ส่วน หนึ่งของงานลดโลกร้อน ถวายพ่อ ซึ่งจัดโดยคณะกรรมการจัดงานเฉลิมพระเกียรติแห่งการบรมราชาภิเษกปีที่ 60 และการเฉลิมพระชนมพรรษา กระทรวงพลังงาน คือ การปาฐกถาภายใต้หัวข้อ "Embracing Our Common Humanity" โดยวิทยากรพิเศษผู้มีชื่อเสียงระดับโลก "บิล คลินตัน" อดีตประธานาธิบดีสหรัฐที่ปัจจุบันกระโดด เข้ามาทำงานด้านสิ่งแวดล้อมเต็มตัว ด้วยการตั้งมูลนิธิ William J. Clinton Foundation ที่มีคณะทำงานทั่วโลกให้ความช่วยเหลือทั้งการระดมทุน ระบบการจัดการและการเผยแพร่ความรู้เพื่อต่อสู้กับปัญหาโลกร้อน เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2553 ที่ผ่านมา

"คลินตัน" มาเยือนไทยเป็นครั้งที่ 6 เท้าความว่า มาเหยียบ แผ่นดินไทยครั้งแรกเพื่อร่วมเฉลิมฉลองวโรกาสครองราชย์ครบ 50 ปีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในปี 2539 หลังจากนั้นกลับมาอีกหลายครั้งเพื่อร่วมฟื้นฟูสภาพบ้านเมืองและจิตใจของ ประชาชนหลังได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์สึนามิซัดถล่มชายฝั่งอันดามัน และครั้งสุดท้ายคือเมื่อธันวาคม 2549 เพื่อร่วมดูแลรักษาป่าชายเลนที่เสียหายจากคลื่นยักษ์

เขาได้ย้อนถึง ความสัมพันธ์อันยาวนานระหว่างไทย-สหรัฐ ที่เริ่มต้นมาตั้งแต่ปี 2339 ว่า ไทยนับเป็นมิตรที่เก่าแก่ที่สุดในภูมิภาคนี้ โดยหวังว่าพันธมิตรของ 2 ประเทศจะต่อเนื่องยาวนานต่อไปและขยายขอบเขตจากการค้าการลงทุน การทหาร และการศึกษาไปยังด้านการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมด้วย

เปลี่ยนโลกด้วยการเปลี่ยนความคิด

ต่อ คำถามที่หลายฝ่ายซึ่งคัดค้านการแก้ไขปัญหาโลกร้อนหยิบยกขึ้นมาว่า ทำไมจึงต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เหตุใดเรื่องนี้จึงสำคัญยิ่งยวดจนต้องมีตารางการทำงานอย่างเป็นรูปธรรมและ ดำเนินการอย่างแน่วแน่ เขาให้คำตอบว่า เป็นเพราะวิทยาศาสตร์ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศนั้นเป็นเรื่องแท้จริง และสามารถพิสูจน์ได้ แต่หลายองค์กรโดยเฉพาะบริษัทยักษ์ใหญ่ที่มีผลประโยชน์ก้อนโตยังไม่ยอมรับ เรื่องนี้ ไม่เห็นความจำเป็นเร่งด่วนจนนำไปสู่ความล้มเหลวในการประชุมเพื่อแก้ปัญหาโลก ร้อนที่โคเปนเฮเกนเมื่อปีกลาย

ดังนั้นลำดับแรกของการรับมือปัญหาดัง กล่าวคือ การรณรงค์ให้คนทั่วโลกตระหนักถึงความร้ายแรงของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โลกและมีทัศนคติเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างถูกต้อง ที่ผ่านมาประชาชนส่วนใหญ่ไม่เข้าใจว่าการแก้ปัญหาโลกร้อนเป็นเรื่องสำคัญ กลับมองว่าเป็นตัวขัดขวางการพัฒนาทางเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นแนวความคิดแบบเก่า โดยทั่วโลกมีผู้คนเพียง 3% เท่านั้นที่ตระหนักถึงปัญหานี้ ขณะที่อีก 97% ไม่ใส่ใจหรือกลัวว่าการแก้ไขปัญหาโลกร้อนจะส่งผลให้ต้องละทิ้งวิถีชีวิตอัน สะดวกสบายเช่นปัจจุบัน จึงเลือกที่จะเพิกเฉย ไม่ยอมรับรู้ว่าปัญหาดังกล่าวมีอยู่จริง



แต่ ข่าวดีคือ ขณะนี้ประชาชนที่ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มีมากขึ้นเรื่อย ๆ อาทิ เยอรมนีซึ่งเป็นประเทศที่ไม่มีแสงแดดมากนักกลับใช้ประโยชน์จากพลังงานแสง อาทิตย์อย่างกว้างขวาง ด้านจีนก็ทุ่มเทงบประมาณให้กับพลังงานทางเลือกชนิดนี้มากกว่าสหรัฐถึง 2 เท่า ขณะที่อินเดียก็กำลังมุ่งมั่นพัฒนาการใช้พลังงานลม

เศรษฐกิจ-สิ่งแวดล้อมโตคู่กันได้

คลิ นตันกล่าวว่า "ผมเชื่อมั่นเต็มเปี่ยมว่า โลกของเราสามารถสร้างการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนพร้อมกับตอบสนองต่อปัญหา สภาวะภูมิอากาศโลกไปพร้อม ๆ กันได้ เราไม่จำเป็นต้องเสียสละอย่างหนึ่งเพื่อให้ได้มาซึ่งอีกอย่างหนึ่ง ถ้าคุณสามารถพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานที่ไม่เบียดเบียนสิ่งแวดล้อมสำเร็จ ไม่เพียงจะสร้างงานได้มหาศาล เศรษฐกิจโลกก็จะเติบโตแบบก้าวกระโดด อีกทั้งยังนำมาซึ่งความร่วมมือในระดับนานาชาติด้วย"

เกี่ยวกับพิธี สารเกียวโตนั้น คลินตันระบุว่า ในบรรดาหลายสิบประเทศที่มีพันธสัญญาว่า จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกนั้นมีเพียง 4 ชาติเท่านั้นที่จะปฏิบัติตามคำมั่นได้สำเร็จเมื่อพิธีสารดังกล่าวสิ้นสุดลง ในปี 2555 ได้แก่ เยอรมนี เดนมาร์ก สวีเดน และสหราชอาณาจักร ซึ่งล้วนประสบปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจอย่าง หนักหน่วงในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ผจญกับปัญหาการว่างงานและ จีดีพีหดตัว แม้การเมืองการปกครองหรือสภาพสังคมของประเทศเหล่านี้ก็แตกต่างกัน แต่สิ่งหนึ่งที่ 4 ชาติดังกล่าวมีเหมือนกันคือ มุ่งมั่นเปลี่ยนแปลงวิธีผลิตและบริโภคพลังงาน โดยเริ่มต้นตั้งแต่หน่วยเล็กของสังคมไปจนถึงระดับเมืองและระดับประเทศในที่ สุด ดังนั้นไม่มีข้ออ้างใดเลยที่สหรัฐหรือชาติอื่นจะยกขึ้นมาเป็น ข้อแก้ตัวว่า เหตุใดจึงไม่สามารถทำเช่นนั้นได้

นอกจาก 4 ประเทศข้างต้นแล้ว ท่านประธานาธิบดีคนที่ 42 ของสหรัฐยังชื่นชมรัฐอาบูดาบีแห่งสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ซึ่งให้คำมั่นว่า จะสร้าง carbon neutral city หรือเมืองที่มีปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ก่อนหน้านี้ถ้าใครบอกว่า ชาติที่ร่ำรวยด้วยน้ำมันและก๊าซธรรมชาติอย่างยูเออีจะสร้างเมืองที่เป็น carbon neutral ตัวเขาเองคงไม่เชื่อ แต่เพราะเดี๋ยวนี้การตระหนักถึงภาวะโลกร้อนมีมากขึ้น โครงการดังกล่าวจึงถือกำเนิดขึ้น ซึ่งแสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์อันกว้างไกลของผู้นำและพลเมือง

เขาได้ ยกตัวอย่างโครงการที่มูลนิธิของเขาดำเนินการเป็นผลสำเร็จในสหรัฐ ซึ่งคือการเปลี่ยนตึกเอมไพร์สเตท หนึ่งในตึกที่มีชื่อเสียงโด่งดังเป็นสถานที่ท่องเที่ยวอันดับต้น ๆ ของมหานครนิวยอร์ก และครั้งหนึ่งเคยเป็นสิ่งก่อสร้างที่สูงที่สุดในโลก โครงการดังกล่าวเป็นโครงการใหญ่ที่ต้องใช้ทุนสูงเพราะต้องติดตั้งระบบในตึก ใหม่ทั้งหมด แต่การลงทุนครั้งนั้นก็ถึงจุดคุ้มทุนภายใน 2 ปีครึ่ง จากค่าใช้จ่ายด้านพลังงานที่ลดลง 38%

Win-Win Projects

อีก หนึ่งโครงการที่คลินตันให้ความสนใจได้แก่ การเปลี่ยนที่ดินไร้ค่าอย่างที่ทิ้งขยะให้เป็นแหล่งทำเงิน โดยอาศัยระบบการรีไซเคิลกับขยะประเภท พลาสติก แก้ว โลหะ กระดาษ และระบบการหมักกับขยะอินทรีย์เพื่อเปลี่ยนก๊าซมีเทนที่อันตรายต่อสภาพภูมิ อากาศยิ่งกว่าก๊าซคาร์บอนให้เป็นแหล่งพลังงาน โครงการลักษณะนี้เป็นแบบได้ประโยชน์กันทุกฝ่าย (win-win) กล่าวคือ ภาครัฐได้ลดปริมาณขยะที่ต้องกำจัด ภาคประชาชนได้ลดพิษภัยจากของเหลือทิ้งซ้ำยังมีงานมีรายได้จากกการขายขยะหรือ ก๊าซชีวภาพ

นอกจากวิธีการข้างต้น เราสามารถใช้ที่ดินอย่างคุ้มค่าได้ โดยสร้าง solar park ซึ่งเป็นทั้งสวนสาธารณะสำหรับพักผ่อนหย่อนใจและผลิตพลังงานจากแผงโซ ลาร์เซลล์ที่ติดตั้งไว้ในสวนได้ด้วย เพิ่มพื้นที่สีเขียวให้เมืองใหญ่อย่างกรุงเทพฯ เพิ่มการจ้างงานตลอดจนแหล่งพลังงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยไม่ต้องพึ่งพาพลังงานนิวเคลียร์ อย่างไรก็ตามคลินตันออกตัวว่า เขาไม่ได้ต่อต้านการใช้พลังงานจากเซลล์ปรมาณู โดยในรัฐอาร์คันซอสมัยที่เขาเป็นผู้ว่าการรัฐนั้นก็มีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ 2 แห่ง และนับตั้งแต่เปิดดำเนินการในปี 2507 เคยเกิดปัญหาเพียงครั้งเดียวเท่านั้น เพียงแต่เห็นว่าขั้นตอนการกำจัดกากนิวเคลียร์ต้องอาศัยความระมัดระวังมากและ มีค่าใช้จ่ายสูง หากนำเงินส่วนดังกล่าวมา สร้างโซลาร์ปาร์กจะสร้างงานได้มากกว่าและมลพิษก็น้อยกว่า

แม้ว่าเขา จะเห็นด้วยกับการใช้ไบโอดีเซล แต่ได้กล่าวเตือนว่า ต้องใช้อย่างสมดุล แบ่งสัดส่วนระหว่างการนำไปเป็นอาหารกับการผลิตพลังงานอย่างพอเหมาะ ไม่เช่นนั้นจะเกิดการแย่งชิงผลผลิตและทำให้ราคาพืชชนิดนั้น ๆ สูงเกินควร อีกทั้งต้องระวังไม่ให้เกิดการทำลายป่าเพื่อขยายพื้นที่เพาะปลูก โดยเฉพาะในเอเชียที่ภัยคุกคามนี้เริ่มขยายวงกว้าง มิเช่นนั้นแทนที่ไบโอดีเซลจะช่วยลดปัญหากลับยิ่งซ้ำเติมสถานการณ์ให้เลวร้าย ลงอีก

สินเชื่อสีเขียว

มีหลายคนที่ต้องการพัฒนาหรือ สร้างสรรค์แนวทางใหม่ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม แต่ส่วนใหญ่มักติดขัดปัญหาทางการเงิน เช่นในกรณีของสหรัฐนั้น สถาบันการเงินไม่ค่อยเต็มใจปล่อยกู้ให้บริษัทพลังงานทางเลือกเพราะเห็นว่าใน อนาคตราคาพลังงานที่ดีต่อสิ่งแวดล้อมจะมีราคาลดลงเรื่อย ๆ จนอาจทำให้ลูกหนี้ไม่สามารถหาเงินมาชำระคืนได้ รัฐบาลชาติต่าง ๆ จึงต้องสร้างระบบให้ความช่วยเหลือทางการเงินขึ้นมา เพื่อสนับสนุนให้โครงการเหล่านี้ตั้งไข่และก้าวต่อไปได้ ระบบดังกล่าวต้องออกแบบมาอย่างดีและรัดกุมแต่ก็ยืดหยุ่นเพื่อให้เดินหน้า ด้วยตัวเองได้ ไม่ว่าสภาพเศรษฐกิจจะผันผวนหรือรุ่งโรจน์

เขาระบุด้วย ว่า สหรัฐก็เช่นเดียวกับไทยที่ต้องสิ้นเปลืองเงินจำนวนมหาศาลไปกับการนำเข้า พลังงาน แต่โชคดีที่ทั้ง 2 ประเทศมีระบบสุขภาพที่พึ่งพาได้ ต่างกับเฮติที่ทุ่มเงินเพื่อซื้อพลังงานเป็นจำนวนมากจนไม่เหลือพอมาปรับปรุง ระบบดูแลสุขภาพ ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เหตุการณ์แผ่นดินไหวเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา มีผู้เสียชีวิตมากมาย เพราะแม้จะรอดจากภัยธรรมชาติแต่หากขาดการดูแลรักษาที่มีคุณภาพก็ต้องสังเวย ชีวิตไปในที่สุด ไม่ใช่เฮติประเทศเดียวที่มีค่าใช้จ่ายด้านพลังงานสูง แทบทุกชาติในแถบทะเลแคริบเบียนก็เป็นเช่นนี้ ทั้งที่ภูมิภาคนั้นสามารถใช้พลังงานแสงอาทิตย์และลมซึ่งมีอย่างเหลือเฟือได้

สำหรับ ไทยนั้นเขาแนะนำว่า ควรเร่งลดอุปสรรคทางเทคนิค อาทิ ตั้งสถานีชาร์จไฟสำหรับรถพลังไฟฟ้าเพิ่ม แก้ไขข้อกฎหมายที่ขัดขวางการใช้พลังงานทางเลือก รวมไปถึงออกกฎหมายที่สนับสนุนการประหยัดพลังงาน สร้างแรงจูงใจทั้งด้านภาษีหรือสิทธิประโยชน์อื่น ๆ

สร้างโลกสร้างเศรษฐกิจ

คลิ นตันอ้างรายงานการวิเคราะห์ของธนาคารดอยช์แบงก์ว่า กระบวนการป้องกันแก้ไขการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลกจะช่วยสร้างงานให้ เยอรมนีได้ถึง 3 แสนอัตรา ซึ่งหากนำมาปรับใช้กับจำนวนประชากรและพื้นที่ของสหรัฐจะสามารถลดการว่างงาน ได้มากถึง 3 ล้านคน แต่ขั้นแรกต้องเชื่อมั่นก่อนว่า ปัญหาโลกร้อนเป็นเรื่องจริง เป็นโอกาสอันยิ่งใหญ่ที่จะสร้างเศรษฐกิจอยู่ดีกินดีให้กับประชาคมโลก แม้ผลกระทบของอุณภูมิโลกที่สูงขึ้นกว่าจะเห็นชัดแจ้งต้องใช้เวลาอีก 40-50 ปี แต่ถ้ารอถึงตอนนั้นทุกอย่างอาจสายเกินแก้ จึงต้องมุ่งมั่นลดการใช้พลังงานตั้งแต่เดี๋ยวนี้ บางอย่างที่ลงมือทำได้ทันทีก็ไม่ควรรั้งรอ บางสิ่งเป็นเรื่องระยะยาวก็ต้องวางแผนงานอย่างรอบคอบ

โลกยุคนี้ เป็นโลกแห่งความสงบและมั่งคั่งเพราะโลกไม่มีพรมแดนอีกต่อไป เด็กสมัยนี้อยากรู้อะไรแค่เพียงเปิดอินเทอร์เน็ตข้อมูลก็จะหลั่งไหลออกมา ขณะที่สมัยก่อนต้องเข้ามหาวิทยาลัยจึงจะทราบ แต่ความมั่นคงของโลกยังคลอนแคลนเพราะมีประชากรอีกหลายล้านที่มีรายได้ต่ำ กว่า 2 ดอลลาร์ต่อวัน การแก้ปัญหาโลกร้อนเป็นทางออกทั้งด้านสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของประชาชน ต้องแสดงให้คนทั่วไปเห็นว่าแนวทางนี้เป็นไปได้ เกิดขึ้นได้จริง แล้วจะมีคนเข้ามาให้ความร่วมมือมากขึ้น

เขากล่าวทิ้งท้ายว่า "การแก้ไขปัญหาสภาพภูมิอากาศโลกไม่ใช่ทางเลือกแต่เป็นสิ่งที่ต้องทำ ไม่ใช่เวลาจะมาตั้งคำถามว่า ควรทำหรือไม่ แต่ควรทำอย่างไร"


หน้า 36
 


 



วันศุกร์ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

วันเสาร์ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553 เวลา 09.00 - 17.30 น. ณ ห้องบอลรูม รร.แกรนด์มิลเลเนียม สุขุมวิท สี่แยกอโศก

งานวันตลาดนัดผู้ลงทุนไทย - Thai Investors' Day
วันเสาร์ที่  20  พฤศจิกายน  พ.ศ. 2553 เวลา 09.00 - 17.30 น.

ห้องบอลรูม รร.แกรนด์มิลเลเนียม สุขุมวิท สี่แยกอโศก


09.00 - 12.00 น.
"ลดภาระภาษี ผ่านการลงทุน อย่างมืออาชีพ"
(ลงทะเบียนเวลา 08.30 น.) โดย อาจารย์ทวีวัฒน์ กีรติวานิชย์ นิติกรชำนาญการพิเศษ  กรมสรรพากร
    คุณสาธิต บวรสันติสุทธิ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่และที่ปรึกษาการวางแผนทางการเงิน
    สัมมนาจัดโดย  ธนาคารเกียรตินาคิน จำกัด (มหาชน)
 

เนื่องจากที่นั่งมีจำนวนจำกัด จึงขอ งด รับจองทางเว็ปไซด์ แต่สามารถจองทางโทรศัพท์ได้เช่นเดิม

13.00 - 17.30 น.
"อนาคตโทรคมนาคมไทย ผลกระทบเศรษฐกิจและหุ้นไทย"
(ลงทะเบียนเวลา 12.30 น.) โดย  พอ.ดร.นที  ศุกลรัตน์  กรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ
     รศ.ดร.บวร  ปภัสราทร   มหาวิทยาลัยพระจอมเกล้าธนบุรี
     ดร.เจน  จูฑา  นักวิชาการด้านโทรคมนาคม
     ผศ.พตต.ดนุวศิน  เจริญ  คณะบริหารธุรกิจ นิด้า
   

 คุณสาธิต

 วรรณศิลปิน  กรรมการผู้จัดการสายงานวิจัย  บล.กิมเอ็ง
  ดำเนินรายการโดย  ดร.ไพบูลย์  เสรีวิวัฒนา  
  "MicroTrend และ กลยุทธ์หุ้น"
  โดย  ดร.นิเวศน์  เหมวชิรวรากร  ผู้เชี่ยวชาญหุ้น
     คุณวิวรรณ  ธาราหิรัญโชติ   ประธานกรรมการบริหาร บ.ศูนย์วิจัยกสิกรไทย
     ดร.สมจินต์  ศรไพศาล  กรรมการผู้จัดการ  บลจ.ทหารไทย
  ดำเนินรายการโดย ดร.ไพบูลย์ เสรีวิวัฒนา  


อังคารที่ 23 พฤศจิกายน 2553 เวลา 15.00 - 18.00 น. ณ ห้องแกรนด์บอลรูม 1 ชั้น 3 โรงแรมดิเอมเมอรัลด์ ถนนรัชดาภิเษก

อังคารที่ 23 พฤศจิกายน 2553

เวลา 15.00 - 18.00 น.

งานแซยิดครบรอบอายุ 60 ปี ท่านอาจารย์ น.นพรัตน์

ณ ห้องแกรนด์บอลรูม 1  ชั้น3

โรงแรมดิเอมเมอรัลด์ ถนนรัชดาภิเษก


ขอเชิญชวนสหายชาวยุทธทุกท่านเข้าร่วมงานตามวันเวลาและสถานที่ข้างต้น





ปล.สำหรับแฟนานุแฟนของท่าน น.นพรัตน์ แว่วว่าจะมีเซอร์ไพร้ส์สำหรับทุกๆท่านด้วยนะขอรับ

 
 

จากคุณ : บัณฑิตHalfBlue
เขียนเมื่อ : 15 พ.ย. 53 20:22:36


--

 



วันพฤหัสบดีที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

รายละเอียด ระหว่างวันที่ 19-21 พฤศจิกายน 2553 บริเวณวัดประยุรวงศาวาสฯ (ย่านกะดีจีน)

วัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร ขอเชิญร่วมงาน "กะดีจีน-ศิลป์ในซอย ครั้งที่ 2" ในเนื้อเรื่อง "ศิลปะระเบียงธรรม 3 ศาสนา" ระหว่างวันที่ 19-21 พฤศจิกายน 2553 บริเวณวัดประยุรวงศาวาสฯ (ย่านกะดีจีน) โดยในงานจะมีกิจกรรมที่น่าสนใจมากมาย อาทิ การแสดงศิลปวัฒนธรรม การแสดงดนตรีไทย "สานสัมพันธ์-บ้านดนตรี-ศรีแผ่นดิน" พร้อมชมสถาปัตยกรรมชุมชนเยี่ยมตรอกซอกซอยกะดีจีน นอกจากนี้ ในวันที่ 19 พฤศจิกายน 2553 เวลา 08.00-11.30 น. ยังมี     "ขบวนแห่พระบรมสารีริกธาตุทางน้ำ" จากวัดไก่เตี้ย (ย่านตลิ่งชัน) มายังวัดประยุรวงศาวาสฯ (ย่านกะดีจีน) ด้วย ผู้สนใจสอบถามรายละเอียด โทร.08-6835-8368 หรือที่ anuloveanurak@ gmail.com

งาน "กะดีจีน - ศิลป์ในซอย ครั้งที่ 2" ศิลปะระเบียงธรรมสามศาสนา 19-21 พฤศจิกายน 2553
เรียน ทุกท่าน


ขออนุญาตประชาสัมพันธ์งาน "กะดีจีน - ศิลป์ในซอย ครั้งที่ 2"
ในธีม "ศิลปะระเบียงธรรม 3 ศาสนา" ที่ย่านกะดีจีน 19-21 พ.ย.53 นี้ (ตามรายละเอียดที่แนบมาค่ะ)
ในครั้งนี้ มีกิจกรรมที่น่าสนใจเพิ่มขึ้นมาคือ การแสดงศิลปวัฒนธรรม
โดยหนึ่งในไฮไลท์ของงานคือ การแสดงดนตรีไทย "สานสัมพันธ์-บ้านดนตรี-ศรีแผ่นดิน"
โดย 3 ตระกูลมหาอำนาจทางดนตรี "พาทยโกศล" แห่ง ชุมชนวัดกัลยาณ์
บรรเลงพร้อมกับ "ดุริยประณีต" และ "ศิลปบรรเลง" เป็นครั้งแรกของประวัติศาสตร์ดนตรีไทย

ส่วนท่านที่สนใจในประวัติศาสตร์และศิลปสถาปัตยกรรมชุมชน
ไม่ควรพลาด "ทัวร์เดินเท้า : เยี่ยมตรอกซอกซอยกะดีจีน"
กับคุณธีรนันท์ ช่วงพิชิต และ กลุ่มนักประวัติศาสตร์ชุมชนธนบุรี
ต้องรีบลงทะเบียนหน่อยนะคะ เพราะรับจำนวนจำกัดค่ะ

นอกจากนี้ ในช่วงเช้าวันศุกร์ที่ 19 พ.ย.53 08:00-11:30 น.มี "ขบวนแห่พระบรมสารีริกธาตุทางน้ำ"
จาก วัดไก่เตี้ย (ย่านตลิ่งชัน) มายัง วัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร (ย่านกะดีจีน)
ถ้าต้องการร่วมขบวนฯ ก็ต้องรีบติดต่อเช่นกันค่ะ
ที่ anuloveanurak@gmail.com / 08-6835-8368

ขอบคุณค่ะ
นิรมล / แดง
---------------------------------------------------
กะดีจีน – ศิลป์ในซอย ครั้งที่ 2

ศิลปะระเบียงธรรมสามศาสนา

THE 2nd KADEEJEEN-ART-IN-SOIs

19-21 พฤศจิกายน 2553



"ย่านกะดีจีน" เป็นย่านประวัติศาสตร์ที่มีความเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของกรุงเทพมหานคร ประกอบด้วยชุมชนเล็กๆ 6 ชุมชน ได้แก่ ชุมชนวัดกัลยาณ์ ชุมชนกุฎีจีน ชุมชนวัดประยุรวงศ์ ชุมชนบุปผาราม ชุมชนกุฎีขาว และชุมชนโรงคราม ซึ่งคงความหลากหลายทางมรดกวัฒนธรรมของ 3 ศาสนา 4 ความเชื่อ (พุทธเถรวาท พุทธมหายาน คริสต์ และมุสลิม) และอยู่ร่วมกันมาอย่างสันติสุขตั้งแต่สมัยกรุงธนบุรีจวบจนปัจจุบัน



สมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์ ขอเชิญทุกท่านเยี่ยมชมงาน "กะดีจีน – ศิลป์ในซอย ครั้งที่ 2" ซึ่งเป็นกิจกรรมจัดวางผลงานศิลปะและแสงไฟในพื้นที่สาธารณะของย่านกะดีจีน ภายใต้แนวคิด "ศิลปะระเบียงธรรมสามศาสนา" ที่มุ่งเน้นการส่งเสริมความสำคัญของ 3 ศาสนาอันเป็นเอกลักษณ์ของย่าน ผ่านทางงานศิลปะอันหลากหลาย ทั้งจิตรกรรม ประติมากรรม ภาพถ่าย ดนตรี และการแสดง โดยการมีส่วนร่วมของชาวย่าน ศาสนสถาน เครือข่ายศิลปิน สถาบันการศึกษา และหน่วยงานราชการในพื้นที่ พร้อมเยี่ยมชมโครงการนำร่องปรับปรุงฟื้นฟูพื้นที่สาธารณะรอบมรดกวัฒนธรรม สำคัญของย่านที่เป็นผลการร่วมแรงร่วมใจของทุกภาคส่วนในกิจกรรม "ชาวย่านคิด-นิสิตจัดให้" และการระดมทุน "ผ้าป่าอนุรักษ์สามัคคีกะดีจีน" ที่ผ่านมา



วัน-เวลา-สถานที่
ศุกร์ 19– อาทิตย์ 21 พฤศจิกายน 2553 เวลา 17:00-22:00 น. ณ ย่านกะดีจีน



การแสดงศิลปวัฒนธรรมและประเพณี



ศุกร์ 19 พฤศจิกายน 2553

- 08:00-11:30 พิธีแห่พระบรมสารีริกธาตุทางน้ำ จากวัดไก่เตี้ย (ย่านตลิ่งชัน) – วัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร (ย่านกะดีจีน)

- 16:30- 17:00 พิธีเปิดงานกะดีจีน-ศิลป์ในซอย ครั้งที่ 2 ณ ลานริมน้ำ สำนักเทศกิจ

กรุงเทพมหานคร

- 17:30-18:30 การขับร้องประสานเสียงและระบำโปรตุเกส โดย ซางตาครู้สคอรัส

ณ ลานหน้าโบสถ์ซางตาครู้ส ชุมชนกุฎีจีน

- 18:30-19:20 การบรรเลงกู่เจิง ณ ลานหน้าศาลเจ้าเกียนอันเกง ชุมชนวัดกัลยาณ์

- 19:30- 20:00 การแสดงลิเกฮูลู โดย กลุ่มยุวเยาวชนมุสลิมบางหลวงกุฎีขาว

ณ ลานหน้ามัสยิดบางหลวง ชุมชนกุฎีขาว

- 18.30-21.30 การแสดงดนตรีไทย "สามสัมพันธ์ บ้านดนตรี ศรีแผ่นดิน" พาทยโกศล l ดุริยประณีต l ศิลปบรรเลง

ณ ลานหน้าพระบรมธาตุเจดีย์ วัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร ชุมชนวัดประยุรวงศ์

- 20:00-20.30 หนังสั้น "เมืองสวรรค์" โดยกลุ่ม URBAN MEDIA SOCIETY ณ

ตลาดคุณหญิงอายุยืน ชุมชนโรงคราม



เสาร์ 20 พฤศจิกายน 2553

- 19:00-20.00 หุ่นละครเล็กคลองบางหลวง คณะคำนาย ณ ลานหน้าวัดบุปผาราม

ชุมชนบุปผาราม

- 19:00-22:00 ลูกทุ่งนารายณ์ทอง หนังตะลุงพื้นบ้าน วัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร

ชุมชนวัดประยุรวงศ์

- 19:30-22:00 ลิเกเด็กวัดสระแก้ว จังหวัด อ่างทอง ณ ลานหน้าพระบรมธาตุเจดีย์วัด

ประยุรวงศาวาสวรวิหาร ชุมชนวัดประยุรวงศ์

- 20:00-20:30 หนังสั้น "เมืองสวรรค์" โดยกลุ่ม URBAN MEDIA SOCIETY ณ

ตลาดคุณหญิงอายุยืน ชุมชนโรงคราม



อาทิตย์ 21 พฤศจิกายน 2553

- 18:30-21:30 การประกวด "สาวน้อยนพมาศสามวัย" โดย สภาวัฒนธรรม เขตธนบุรี ณ ลานหน้าพระบรมธาตุเจดีย์ วัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร ชุมชนวัดประยุรวงศ์

- 19:00-22:00 ลูกทุ่งนารายณ์ทอง หนังตะลุงพื้นบ้าน วัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร ชุมชนวัดประยุรวงศ์



เดินเท้าท่องเที่ยว

- ร่วม "เยี่ยมตรอกซอกซอยย่านกะดีจีน" ไปกับ คุณธีรนันท์ ช่วงพิชิต และ กลุ่มนักประวัติศาสตร์ชุมชนธนบุรี ที่จะพาท่านเดินชมพร้อมคุยเฟื่องหลากหลายเรื่องราวของย่านกะดีจีนในวันศุกร์ 19 พฤศจิกายน 2553 และ เสาร์ 20 พฤศจิกายน 2553 พบกันเวลา 17:00 น. ณ ลานสำนักเทศกิจ กรุงเทพมหานคร ลงทะเบียนเข้าร่วมกิจกรรมล่วงหน้าโดยส่งรายละเอียดเกี่ยวกับตนเอง (ชื่อ อายุ เพศ สังกัด อาชีพ ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ และอีเมล์) มาที่ anuloveanurak@gmail.com หรือโทร 08-6835-8368 ภายในวันจันทร์ที่ 15 พฤศจิกายน 2553



นิทรรศการ

- "VERNADOC สถาปัตยกรรมสามศาสนา" โดย สมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์ และ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต

- โครงการนำร่องปรับปรุงฟื้นฟูพื้นที่สาธารณะ "ตรอกถาน 100 ปี" l "ตรอกท่าน้ำกัลยาณ์" l "ลานสังสรรค์ซางตาครู้ส" โดย สมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์ และภาควิชาการวางแผนภาคและเมือง คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาฯ

- "เบิกบานสานในซอย" จากปฏิบัติการออกแบบสิ่งแวดล้อม โดย ภาควิชาการวางแผนภาคและเมือง คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาฯ

- "กะดีจีน-ศิลป์อินคลอง : น้ำใจ-เพื่อน้ำใส-ได้น้ำดี" จากปฏิบัติการศิลปะเพื่อสิ่งแวดล้อม โดย บ้านศิลปินคลองบางหลวงและอาสาสมัคร

- "รักษ์กะดีจีน" จากปฏิบัติการอนุรักษ์เมือง โดย ภาควิชาการวางแผนภาคและเมือง คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาฯ

- "KIDS ART" โดย สาขาวิชาปฐมวัย คณะครุศาสตร์ จุฬาฯ ร่วมกับโรงเรียนซางตาครู้สศึกษา โรงเรียนอนุบาลแสงอรุณ ธนบุรี และโรงเรียนอนุบาลพัชรินทร์พร

- "ภาพเก่า-เล่าเรือง" โดย ศูนย์ข้อมูลประวัติศาสตร์ชุมชนธนบุรี

- "ระเบียงความทรงจำตรอกท่าน้ำวัดกัลยาณ์" โดย ชาวชุมชนวัดกัลยาณ์

- ภาพถ่าย "ย่านกะดีจีน-สามศาสนา-สี่ความเชื่อ" โดย สมาคมอนุรักษ์ศิลปกรรมและสิ่งแวดล้อม และสมาคมถ่ายภาพกรุงเทพฯ

จัดโดย

- สมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์

ร่วมกับ

- วัดประยูรวงศาวาสวรวิหาร

- โบสถ์ซางตาครู้ส

- มัสยิดบางหลวง

- วัดบุปผารามวรวิหาร

- กองทัพเรือ

- กรมเจ้าท่า

- สำนักวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยว กรุงเทพมหานคร

- สำนักสวนสาธารณะ กรุงเทพมหานคร

- สำนักระบายน้ำ กรุงเทพมหานคร

- สำนักสิ่งแวดล้อม กรุงเทพมหานคร

- สำนักเทศกิจ กรุงเทพมหานคร

- สำนักงานเขตธนบุรี

- สภาวัฒนธรรมเขตธนบุรี

- โรงเรียนซางตาครู้สศึกษา

- โรงเรียนอนุบาลแสงอรุณ ธนบุรี

- โรงเรียนอนุบาลพัชรินทร์พร

- ชุมชนวัดกัลยาณ์

- ชุมชนกุฎีจีน

- ชุมชนวัดประยุรวงศ์

- ชุมชนบุปผาราม

- ชุมชนกุฎีขาว

- ชุมชนโรงคราม

- ภาควิชาการวางแผนภาคและเมือง คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

- สาขาวิชาปฐมวัย คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

- คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี

- คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต

- สำนักศิลปะและวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา

- ศูนย์ข้อมูลประวัติศาสตร์ชุมชนธนบุรี

- บ้านศิลปินคลองบางหลวง

- Asian City Innovation Systems Initiative (CIS Asia)

- สมาคมอนุรักษ์ศิลปกรรมและสิ่งแวดล้อม

- สมาคมถ่ายภาพกรุงเทพฯ

- ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ (TCDC)

- บริษัท โจตันไทย จำกัด

- บริษัท ทีโอเอ จำกัด

- บริษัท ปูนซีเมนต์ไทย จำกัด

- บริษัท คอนวูด จำกัด

- สมาคมไฟฟ้าแสงสว่างแห่งประเทศไทย

- บริษัท ฟิลิปส์ อิเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด

- บริษัท วีเอฟ จำกัด

- บริษัท แปซิฟิกไพพ์ จำกัด

การเดินทาง
แนะนำให้มาทางเรือ

- เรือข้ามฟาก ท่าปากคลองตลาด (อัษฎางค์) – ท่าซางตาครู้ส / ท่าวัดกัลยาณ์

- เรือด่วนเจ้าพระยา ลงท่าสะพานพุทธ แล้วเดินข้ามสะพานพุทธ



สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ anuloveanurak@gmail.com หรือโทร 08-6835-8368
--
Niramon Kulsrisombat
Urban Conservation and Regeneration Lab,
Department of Urban and Regional Planning,
Faculty of Architecture,
Chulalongkorn University
Bangkok 10330, Thailand
T: +66 2218 4441
F: +66 2218 4440
E: n.kulsrisombat@gmail.com
URL: www.cuurp.org



A FINAL REMINDER: ขอเชิญร่วมงานเปิดตัวหนังสือ "วิศวกรรมการเงินในตลาดการเงินไทย" และฟังการบรรยายเรื่อง "Exotic Structured Notes" ที่ธรรมศาสตร์


จาก: Professor Dr. Anya Khanthavit <akhantha@gmail.com>
วันที่: 17 พฤศจิกายน 2553, 11:13
หัวเรื่อง: A FINAL REMINDER: ขอเชิญร่วมงานเปิดตัวหนังสือ "วิศวกรรมการเงินในตลาดการเงินไทย" และฟังการบรรยายเรื่อง "Exotic Structured Notes" ที่ธรรมศาสตร์
ถึง:
 เรียน  ท่านที่นับถือ
 
            ผมและวิศวกรการเงินได้ร่วมกันเขียนหนังสือ เรื่อง  "วิศวกรรมการเงินในตลาดการเงินไทย : ๗๒ ปี บัญชี ธรรมศาสตร์ ๓๖ ปี เอ็มเอฟซี"  เพื่อร่วมฉลอง 72 ปี บัญชี ธรรมศาสตร์ และ 36 ปี เอ็มเอฟซี  หนังสือมีกำหนดเปิดตัวในวันอังคารที่ 30 พฤศจิกายน 2553 เวลา 8.30 – 12.00 น. ที่ห้อง 201 คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี  มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์  โดยในงานจะมีการบรรยายเรื่อง "Exotic Structured Notes" ด้วย รายละเอียดดังเอกสารแนบ
 
 
 
            ในฐานะบรรณาธิการและผู้เขียนร่วมของหนังสือ  ผมขอเชิญท่านให้เกียรติร่วมงาน ซึ่งท่านสามารถลงทะเบียนได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย (ฟรี) ได้ที่  http://www.tbs.tu.ac.th/th/home/news-detail.rails?sid=9&cid=916    
 
            ณ โอกาสนี้ ผมขอเชิญท่านร่วมฉลองครบรอบ 72 ปี บัญชี ธรรมศาสตร์ โดยมอบเงินทุนแก่คณะฯ เพื่อใช้ดำเนินกิจกรรมทางการศึกษา  ทั้งนี้ ผมได้เตรียมหนังสือรุ่นปกแข็ง ซึ่งเป็นรุ่น VIP Edition ไว้สำหรับ 5 ท่านแรกที่มอบเงินทุนให้คณะฯ ตั้งแต่ 7,200 บาท ขึ้นไป ด้วย
 
 
            อนึ่ง  คณะทำงานขอแจ้งปรับกำหนดการปิดรับลงทะเบียนเป็นวันศุกร์ที่ 19 พฤศจิกายน 2553 เวลา 16.30 น.
 
            จึงเรียนมาเพื่อทราบ
 
 
 
ขอแสดงความนับถือ
 
 
 
อัญญา ขันธวิทย์
 
--
ศาสตราจารย์ ดร.อัญญา ขันธวิทย์
   ศาสตราจารย์ในสาขาวิชาการเงินและการธนาคาร ระดับ 11
   กีรตยาจารย์แห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ
   ศาสตรเมธาจารย์ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน เอ็มเอฟซี จำกัด (มหาชน)
Anya Khanthavit, Ph.D.
   MFC Asset Management Distinguished Professor of Finance and Banking
   Faculty of Commerce and Accountancy
   Thammasat University, Bangkok, THAILAND 10200
   Tel: (662) 696 5732 Fax: (662) 225 2109