ร่วมลงนาม ยกเลิกกฎหมาย 3 ฉบับ มั่นคงภายใน - กฎอัยการศึก - พ.ร.ก.ฉุกเฉิน"

ร่วมลงนาม ยกเลิกกฎหมาย 3 ฉบับ มั่นคงภายใน - กฎอัยการศึก - พ.ร.ก.ฉุกเฉิน
ร่วมลงนาม ยกเลิกกฎหมาย 3 ฉบับ มั่นคงภายใน - กฎอัยการศึก - พ.ร.ก.ฉุกเฉิน
ร่วมลงนาม ยกเลิกกฎหมาย 3 ฉบับ มั่นคงภายใน - กฎอัยการศึก - พ.ร.ก.ฉุกเฉิน

วันอังคารที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2555

ข่าวดี ! ผลวิจัย พบผักพื้นบ้านไทย คุณค่าเพียบ มีสารหลายชนิดป้องกันโรคมะเร็ง ชะลอแก่

  

ข่าวดี ! ผลวิจัย พบผักพื้นบ้านไทย คุณค่าเพียบ มีสารหลายชนิดป้องกันโรคมะเร็ง ชะลอแก่

วันที่ 03 มกราคม พ.ศ. 2555 เวลา 12:20:37 น.

Share




นายต่อพงษ์ ไชยสาส์น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า ขณะนี้มีพืชผักสมุนไพรพื้นบ้านหลายชนิด ที่สามารถใช้เป็นยาและเป็นอาหารได้ เช่นสะเดา ผักแพว กระเพรา ซึ่งถือว่าเป็นประโยชน์อาหารไทยยกกำลัง 2 ซึ่งมีลักษณะพิเศษต่างจากอาหารชาติอื่น จึงมีนโยบายให้สำนักโภชนาการ กรมอนามัย ทำการศึกษาวิจัยหาคุณค่าของผักพื้นบ้านที่คนไทยทั้ง4 ภาค นิยมกินกันอยู่ทั่วไปทั้งดอก ใบ ยอดอ่อน ฝัก ผล หัวและราก   เพื่อเผยแพร่สรรพคุณและส่งเสริมให้มีการนำมาเป็นอาหารบำรุงสุขภาพในปี2555 เพิ่มภูมิต้านทานโรค และจะให้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเผยแพร่ส่งเสริมประชาชนใช้บริโภคและให้โรงพยาบาลในสังกัดของกระทรวงสาธารณสุขนำมาปรุงเป็นอาหารของผู้ป่วย เป็นตัวอย่างประชาชน เมื่อออกจากโรงพยาบาลสามารถนำไปทำกินเองที่บ้านได้   


       

 

นายแพทย์สมยศ ดีรัศมี อธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า ประเทศไทยมีผักพื้นบ้านมากกว่า 300 ชนิด ส่วนใหญ่จะขึ้นเองตามธรรมชาติ เช่นริมห้วย หนองคลองบึง และป่าเขา ในการศึกษาผักพื้นบ้านในปี 2554 นี้   กรมอนามัยได้เก็บตัวอย่างผักพื้นบ้าน รวม 45 ชนิด  จาก 4 ภาค ประกอบด้วยภาคกลาง 12 ชนิด ภาคเหนือ6 ชนิด ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 5ชนิด และภาคใต้ 22 ชนิด  โดยศึกษาปริมาณสารอาหารที่มีความสำคัญต่อร่างกาย 9 ชนิด ได้แก่ 

1.พลังงาน  

2.โปรตีน 

3.ไขมัน 

4.คาร์โบไฮเดรต 

5.เบต้าแคโรทีน  

6.วิตามินซี  

7.ใยอาหาร 

8.ธาตุเหล็ก และ 

9.แคลเซียม


ผลการศึกษาเมื่อเปรียบเทียบน้ำหนักทุก 100 กรัมเท่ากัน พบว่าผักพื้นบ้านของไทยทุกชนิดให้พลังงาน โปรตีน ไขมันและคาร์โบไฮเดรตน้อยมาก  จึงกล่าวได้ว่าผักเหล่านี้กินแล้วไม่ทำให้อ้วน ผักที่มีแคลเซียมสูงที่สุด 10 อันดับ ได้แก่ 

1.หมาน้อยมี 423 มิลลิกรัม 

2.ผักแพวมี390 มิลลิกรัม 

3.ยอดสะเดามี 384 มิลลิกรัม 

4.กระเพราขาวมี 221 มิลลิกรัม 

5.ใบขี้เหล็กมี 156 มิลลิกรัม 

6.ใบเหลียงมี 151 มิลลิกรัม 

7. ยอดมะยมมี 147 มิลลิกรัม   

8.ผักแส้วมี 142 มิลลิกรัม 

9.ดอกผักฮ้วนมี 113 มิลลิกรัม และ 

10.ผักแมะมี 112 มิลลิกรัม 

โดยแคลเซียม มีบทบาทหลักคือเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของกระดูก และป้องกันโรคกระดูกพรุน ช่วยในการทำงานของระบบประสาท กล้ามเนื้อ หัวใจและหลอดเลือด นอกจากนี้ยังช่วยในการแข็งตัวของเลือด และควบคุมการหลั่งของฮอร์โมนบางชนิด


ผักที่มีธาตุเหล็กสูงสุด  5 อันดับแรก ได้แก่ 

1.ใบกระเพราแดงมี 15 มิลลิกรัม 

2. ผักเม็กมี 12 มิลลิกรัม 

3.ใบขี้เหล็กมี  6 มิลลิกรัม 

4.ใบสะเดามี 5 มิลลิกรัม และ 

5.ผักแพวมี 3 มิลลิกรัม 

ส่วนธาตุเหล็ก เป็นองค์ประกอบที่สำคัญในการสร้างฮีโมโกลบินในเม็ดเลือดแดง เพื่อนำอ็อกซิเจนไปเลี้ยงเซลล์ต่างๆในร่างกาย และมีบทบาทในด้านพัฒนาการและการเรียนรู้ สมรรถภาพในการทำงาน สร้างภูมิต้านทานโรค และเกี่ยวข้องกับการเจริญพันธุ์ ธาตุเหล็กจะถูกดูดซึมได้ดีต้องรับประทานอาหารที่มีวิตามินซีควบคู่ด้วย  


ผักที่มีใยอาหารสูง 10 อันดับ ได้แก่ 

  1.ยอดมันปู มี16.7 กรัม 

  2.ยอดหมุย มี 14.2 กรัม 

  3. ยอดสะเดา มี 12.2 กรัม 

  4.เนียงรอก มี 11.2 กรัม 

  5..ดอกขี้เหล็ก 9.8 กรัม 

  6.ผักแพว 9.7กรัม 

  7.ยอดมะยม 9.4 กรัม 

  8.ใบเหลียง 8.8 กรัม 

  9.หมากหมก 7.7 กรัม และ 

10.ผักเม่า มี 7.1 กรัม 

ซึ่งใยอาหารในผัก ทำให้ร่างกายขับถ่ายอุจจาระได้เร็วขึ้น ท้องไม่ผูก ช่วยป้องกันโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ และทำให้การดูดซึมน้ำตาลเข้าสู่กระแสเลือดช้าลง ส่งผลให้ลดระดับการใช้อินซูลิน นอกจากนี้ใยอาหารบางชนิด ยังช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด


ผักที่มีเบต้าแคโรทีน สูง 10 อันดับ  ได้แก่ 

  1.ยอดลำปะสีมี 15,157 ไมโครกรัม 

  2.ผักแมะมี 9,102 ไมโครกรัม 

  3.ยอดกะทกรกมี 8,498 ไมโครกรัม 

  4.ใบกระเพราแดงมี7,875 ไมโครกรัม 

  5.ยี่หร่ามี 7,408 ไมโครกรัม 

  6.หมาน้อยมี 6,577 ไมโครกรัม 

  7.ผักเจียงดามี 5,905 ไมโครกรัม 

  8.ยอดมันปูมี 5,646 ไมโครกรัม 

  9.ยอดหมุยมี 5,390 ไมโครกรัม และ 

10.ผักหวานมี 4,823 ไมโครกรัม  

ส่วนผักที่มีวิตามินซีสูง 10 อันดับ ได้แก่ 

  1. ดอกขี้เหล็กมี 484มิลลิกรัม 

  2.ดอกผักฮ้วนมี 472 มิลลิกรัม 

  3.ยอดผักฮ้วนมี 351 มิลลิกรัม

  4.ฝักมะรุมมี 262 มิลลิกรัม 

  5.ยอดสะเดามี 194 มิลลิกรัม 

  6.ผักเจียงดามี 153 มิลลิกรัม

  7.ดอกสะเดามี 123 มิลลิกรัม 

  8.ผักแพวมี 115 มิลลิกรัม 

  9.ผักหวานมี 107 มิลลิกรัม และ 

10.ยอดกะทกรกมี 86 มิลลิกรัม 

โดยทั้งเบต้าแคโรทีนและวิตามินซี เป็นสารอาหารที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ช่วยป้องกันโรคมะเร็ง โรคหัวใจ ลดการอักเสบ เสริมสร้างภูมิต้านทานโรคในร่างกาย ทำให้ร่างกายแก่ชราช้าลงด้วย


นายแพทย์สมยศกล่าวอีกว่า การนำผักพื้นบ้านประจำถิ่นมาปรุงประกอบอาหาร นับได้ว่าเป็นภูมิปัญญาของบรรพบุรุษไทย ในการสร้างเสริมสุขภาพและรักษาโรคโดยไม่ต้องพึ่งยาและสารเคมี ในแต่ละภาคของประเทศไทยมีผักพื้นบ้านสามารถเลือกรับประทานได้ตลอดปี และประชาชนควรเพิ่มการกินผักพื้นบ้านให้มากขึ้น เพราะนอกจากจะมีประโยชน์ต่อสุขภาพร่างกายแล้ว   ยังเป็นการอนุรักษ์ผักพื้นบ้านให้ลูกหลานรู้จักและบริโภคต่อได้

สวัสดีปีใหม่กับสื่อ โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์

 

สวัสดีปีใหม่กับสื่อ

วันที่ 02 มกราคม พ.ศ. 2555 เวลา 21:00:00 น.




โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์ 

(ที่มา หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับประจำวันที่ 2 มกราคม 2554)


ในวาระขึ้นปีใหม่ สิ่งหนึ่งที่น่าทำคือย้อนดูตัวเอง

เมื่อต้นปี 2554 กลุ่มวิจัยภายใต้อาจารย์อุบลรัตน์ ศิริยุวศักดิ์ ได้เสนอผลวิจัยสรุปรวบรวมคะแนนจากดัชนีชี้วัดสื่อ 4 ข้อคือ เสรีภาพของสื่อได้รับความคุ้มครองและส่งเสริม, ความหลากหลายของสื่อ, การกำกับดูแลสื่ออิเล็กทรอนิกส์, มาตรฐานความเป็นมืออาชีพของคนทำสื่อ ปรากฏว่าสื่อไทยได้คะแนนรวมคาบเส้น สองในสี่ดัชนีชี้วัดสอบตก รวมทั้งความเป็นมืออาชีพด้วย

นั่นเป็นผลจากการสำรวจในปี 2553 ผมไม่ทราบว่าจะมีการเสนอผลสำรวจ-วิจัยในปี 2554 หรือไม่ แต่โดยความรู้สึกส่วนตัว ผมเห็นว่า ความบกพร่องหลักๆ ของสื่อไทยที่เป็นมาหลายสิบปีแล้ว ก็ยังดำรงอยู่ไม่เปลี่ยนแปลงในปีนี้

1.งานวิจัยของกลุ่ม อ.อุบลรัตน์ชี้ให้เห็นว่า จำนวนของสื่อประเภทต่างๆ ในประเทศไทยใน พ.ศ.2553 นั้นมีมากทีเดียว เรามีวิทยุกระแสหลักอยู่ 524 สถานี วิทยุชุมชนอีกเกือบ 8,000 สถานี เรามีฟรีทีวี 6 ช่อง โทรทัศน์ดาวเทียม 30 ช่อง (ปัจจุบันมีมากกว่านั้นขึ้นไปอีกเท่าตัว) เคเบิลทีวีอีก 800 ช่อง มีสื่อสิ่งพิมพ์ 80 ฉบับ แบ่งเป็นท้องถิ่น, ระดับชาติ และภาษามลายูกับจีน มีผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต 36 ราย ทั้งผ่านสายโทรศัพท์และไม่ผ่าน

ก็ไม่น้อยเลยนะครับ แต่งานวิจัยชี้ให้เห็นว่าสื่อไทยละเลยความพยายามที่จะเข้าถึงกลุ่มประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ เช่น มีคนเพียง 1 ใน 3 เท่านั้นที่เข้าถึงสื่อสิ่งพิมพ์ ประชากรเพียงร้อยละ 20-22 เท่านั้นที่เข้าถึงสื่ออินเตอร์เน็ต แม้แต่สื่อวิทยุ ก็มีประชากรไม่ถึงครึ่งที่เข้าถึงได้ (ด้วยสาเหตุต่างๆ ที่ไม่ใช่เพราะไม่มีเงินซื้อวิทยุ) สื่อที่ประชากรเกือบจะถ้วนหน้าสามารถเข้าถึงได้คือฟรีทีวี ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับควบคุมอย่างรัดกุมของรัฐและทุน

ปัญหาที่คนส่วนใหญ่เข้าไม่ถึง (และไม่เข้าถึง) สื่อนี้ คงมีปัญหาเชิงโครงสร้างอยู่ด้วย ซึ่งแก้ไม่ได้ง่ายนัก เท่าที่ผมมองเห็นมีสองอย่างคือ

 

ประการแรก การเมือง, การปกครอง และเศรษฐกิจไทย กระจุกตัวอยู่ที่ส่วนกลาง ข่าวคราวของท้องถิ่นจึงไม่มีความหมายแก่คนส่วนใหญ่ เช่นเดียวกับข่าวส่วนกลางก็ไม่มีความหมายแก่คนอีกมากที่มองไม่เห็นว่าจะกระทบต่อชีวิตของตนอย่างไร ยิ่งการเสนอข่าวเป็นลักษณะเสนอปรากฏการณ์เพียงอย่างเดียว ก็ยิ่งยากที่คนทั่วไปจะเข้าใจนัยยะประวัติของข่าวนั้นต่อชีวิตของตน

ประการที่สองก็คือ สื่อกลายเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ไปแล้ว ภารกิจหลักคือการ "ขาย" ให้ได้ (ทั้งผู้ซื้อและโฆษณา) คุณค่าเชิงธุรกิจ (ขายสินค้าด้วยต้นทุนน้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นได้) จึงมาก่อน สื่อที่ราคาถูกและทุกคนเข้าถึงได้ง่ายคือสื่ออินเตอร์เน็ต แต่สื่อประเภทนี้เสียอีกที่ถูกกีดกันหวงห้ามค่อนข้างมากจากรัฐ กระทรวงไอซีทีนั้นตั้งขึ้นเพื่อกำกับควบคุมการสื่อสารระหว่างประชาชน มากเสียยิ่งกว่าป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางอินเตอร์เน็ต หรือกำกับ (regulate) ให้เกิดระเบียบที่ไม่ทำลายเสรีภาพของใคร วิสัยทัศน์ของรัฐมนตรีคนใหม่ในรัฐบาลชุดปัจจุบันต่อเรื่องนี้ เลวร้ายไม่น้อยไปกว่ารัฐบาลอื่นๆ ที่ผ่านมา

 

ดังนั้นแทนที่สื่ออินเตอร์เน็ตซึ่งในหลายสังคมกำลังกลายเป็นสื่อกระแสหลักไปแล้ว จะสามารถพยุงให้มาตรฐานของสื่ออื่นดีขึ้น จึงมีผลน้อยมากในสังคมไทย

2.อำนาจรัฐไม่ได้จำกัดการฉ้อฉลอยู่แต่สื่อใหม่ทางอินเตอร์เน็ตเท่านั้น แต่รวมไปถึงสื่อกระแสหลักต่างๆ ด้วย สมัย?ก่อนรัฐคุกคามสื่อโดยตรง แต่จะทำเช่นนั้นอย่างเปิดเผยในปัจจุบันไม่ได้เสียแล้ว แต่นักการเมืองจะอาศัยหรือสร้างสายสัมพันธ์ "พิเศษ" กับนักข่าวหรือแม้แต่เจ้าของสื่อ เพื่อกำกับควบคุมข่าว และทำได้ในระดับหนึ่ง (ไม่ถึง 100%) ที่มีพลังมากกว่านั้นก็คือการใช้งบโฆษณาของส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจ (ซึ่งในปัจจุบันมีมูลค่ามหาศาล) ในการกำกับควบคุมสื่อ

ร้ายไปกว่านั้น เนื้อหาของการโฆษณากลายเป็นโฆษณานักการเมืองที่ควบคุมกระทรวงนั้นๆ หรือพรรคการเมืองที่ได้เป็นรัฐบาล แทนที่จะเป็นการประชาสัมพันธ์ที่จะให้ประโยชน์แก่ประชาชน เช่นสิทธิที่พึงได้จากอุบัติภัยใหญ่ หรือการส่งลูกเข้าเรียน สิทธิการยกเว้นภาษี ฯลฯ เป็นต้น งบจำนวนนี้จะกระจายไปยังสื่อที่เป็นมิตร และใช้ลงโทษสื่อที่ถูกมองว่าไม่เป็นมิตร

 

ฉะนั้นโดยผ่านงบโฆษณา รัฐก็สามารถคุมแนวทางของสื่อได้ระดับหนึ่ง โดยไม่ต้องไปทุบแท่นพิมพ์, หรือสั่งปิดโรงพิมพ์

ที่อันตรายมากคือโฆษณาของรัฐวิสาหกิจ เพราะจะออกมาในรูปของโฆษณาแฝงในข่าว หรือรายการ-คอลัมน์ โดยผู้รับสื่ออาจไม่รู้ตัวเลย บริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ซึ่งคุมเชื้อเพลิงส่วนใหญ่ในประเทศไทย ควรถูกตรวจสอบอย่างละเอียดในทุกเรื่อง แต่สังคมกลับถูกมอมเมาด้วยโครงการปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติของบริษัท ซึ่งกระจายไปยังสื่อต่างๆ เสียจนไม่มีใครอยากเข้าไปตรวจสอบ เนื่องจากเป็นงบโฆษณาที่ใหญ่มากเกินกว่าจะชวดไปง่ายๆ

ในกรณีที่เป็นนโยบายสาธารณะซึ่งควรที่สังคมจะได้พิจารณาและอภิปรายกันอย่างรอบด้าน เช่นโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ รัฐวิสาหกิจที่เกี่ยวข้องอาจเสนอรายการทีวี หรือคอลัมน์ในหนังสือพิมพ์ ที่สนับสนุนการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ โดยไม่เปิดให้ผู้รับสื่อได้รับข้อมูลรอบด้าน

 

ทีวีทุกช่อง (รวมทั้งที่เรียกว่าทีวีสาธารณะด้วย) เสนอรายการแบบนี้ โดยไม่เตือนผู้ชมให้รู้ว่านี่เป็นการโฆษณา หรือนำเสนอมุมมองของฝ่ายตรงข้าม นโยบายสาธารณะที่ใหญ่ขนาดนี้ ถูกอำนาจของงบโฆษณาทำให้กลายเป็นทางเลือกที่สังคมไม่ต้องพิจารณาใคร่ครวญเลย

ผมอยากพูดเลยมาถึงการสร้างญัตติสาธารณะด้วย ฝ่ายที่มีกำลังทางเศรษฐกิจสูงจะอาศัยสื่อในการสร้างญัตติสาธารณะที่เอื้อต่อประโยชน์ตนฝ่ายเดียว โดยฝ่ายอื่นไม่มีพื้นที่ในสื่อสำหรับต่อรองอย่างเพียงพอ

 

ขอยกตัวอย่างเรื่องน้ำท่วมครั้งนี้ ฝ่ายที่สามารถเรียกร้องค่าชดเชยได้เป็นกอบเป็นกำมหึมา โดยไม่ต้องขึ้นศาลหรือประท้วงปิดถนนที่ไหนสักแห่ง คือธุรกิจอุตสาหกรรม ซึ่งมีทั้งสภา, มหาวิทยาลัย, นักวิชาการ, และฝ่ายโฆษณาที่มีประสิทธิภาพ ออกมาจับจองพื้นที่สื่อ เพื่อชี้ให้เห็นว่าความเสียหายของเขาคือความเสียหายของชาติ ฉะนั้นต้องชดเชยเขาในรูปยกเว้นภาษี, ให้เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ, สร้างโครงสร้างพื้นฐานป้องกันเขา (ไม่ได้ยินใครเรียกร้องให้สร้างโครงสร้างพื้นฐานที่ป้องกันหรือบรรเทาน้ำท่วมอย่างทั่วหน้า มีแต่จะเอาของกูให้รอดคนเดียวเสมอ) ฯลฯ จนดูเหมือนสื่อจะลืมแม่ค้าริมถนนไปแล้ว นอกจากเอามาเสนอในฉากข่าวเชิงละครให้สะเทือนใจกันเป็นกระสาย

คุณ "ใบตองแห้ง" เสนอทางแก้งบโฆษณาจากภาครัฐว่า ต้องกำหนดระเบียบให้เปิดเผยการจ้างทำสื่อของหน่วยราชการ (และรัฐวิสาหกิจ) ว่าใช้ไปเท่าไร กับใคร เรื่องอะไร เพื่อให้สาธารณชนสามารถตรวจสอบและซักถามได้

ผมก็เห็นด้วยนะครับ ในขณะเดียวกันก็อยากเสนอเพิ่มเติมว่า การมีสำนักงานมอนิเตอร์สื่อของฝ่ายประชาชนบ้างก็จะดี แต่ทำให้มีประสิทธิภาพกว่าที่มีอยู่ในเวลานี้ คือสามารถล้วงลึกลงไปได้มากกว่านั่งนับประเภทข่าว แล้วก็สรุปเอาเองอย่างง่ายๆ โดยไม่สนใจเบื้องหลังเอาเลย จะเอาเงินมาจากไหน นอกจากองค์กรประเภท สสส.แล้ว ยังมี กสทช.ซึ่งสามารถให้เงินอุดหนุนเอกชนทำอย่างมีประสิทธิภาพก็ได้

ภัยคุกคามสื่อที่สังคมควรระวังในปัจจุบัน คือการกำกับควบคุมสื่อโดยรัฐและทุน ผ่านงบโฆษณานี่แหละครับ นี่เป็นเรื่องใหญ่เสียจนข้อเสนอทั้งของคุณ "ใบตองแห้ง" และผม คงไม่พอจะจัดการกับมันได้หรอกครับ ตราบเท่าที่สังคมไทยยังไม่ยี่หระต่อสิทธิในการรู้ข้อมูลที่เป็นจริง และสิทธิในการไม่ถูกหลอก จะมีใครทำอะไรเพื่อกระตุ้นสำนึกต่อสิทธิเหล่านี้ไปด้วยก็ยิ่งดี

3.ความสัมพันธ์ระหว่างนักข่าวและเจ้าของสื่อก็มีปัญหาเหมือนกัน อำนาจของเจ้าของสื่อในการกำหนดเนื้อหามีอยู่สูง จนกระทั่งคนทำสื่อเองไม่ได้มีเสรีภาพจะเสนอความจริงที่ตัวค้นพบได้อย่างอิสระ ในภาพรวม ปัญหานี้อาจไม่ใช่เรื่องใหญ่ เพราะเจ้าของสื่อจำเป็นต้องแข่งขันทางธุรกิจ หากจำกัดเสรีภาพของนักข่าวมากเกินไป ผลิตภัณฑ์ของตนอาจจืดชืดจนไม่มีผู้ซื้อได้ แต่ในระยะยาว เจ้าของสื่ออาจไปพัวพันกับนักการเมือง เสียจนกระทั่งสื่อขาดความเป็นกลาง ดังที่เกิดขึ้นแล้วในหลายประเทศ

ทางออกน่าจะเพิ่มอำนาจต่อรอง (ที่บริสุทธิ์ยุติธรรม) ของคนทำสื่อกับเจ้าของ เช่นการตั้งสหภาพซึ่งไม่ใช่ดูแลแต่เพียงผลตอบแทนและผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ต้องดูแลไปถึงจุดยืนด้านเสรีภาพอีกด้วย เรื่องนี้ก็น่าประหลาดนะครับ เพราะสื่อหนังสือพิมพ์ที่มีสหภาพของตัวมีอยู่ฉบับเดียว เป็นภาษาอังกฤษที่เดิมเป็นของฝรั่ง ส่วนทีวีก็มีเฉพาะช่องเดียวที่เป็นทีวีซึ่งรัฐถือหุ้นใหญ่

4.ทางด้านเนื้อหา สื่อไทยยังสนใจเสนอข่าวระดับปรากฏการณ์เท่านั้น ไม่ยอมลงทุนเจาะข่าวให้ลึกไปถึงความสัมพันธ์ที่สลับซับซ้อนของตัวละครในข่าว หรือระบบที่อยู่เบื้องหลังความไม่ชอบมาพากลต่างๆ จริงๆ แล้วเบื้องหลังการตีปิงปองนั้น มันมีเหตุมีผลที่เข้าใจได้ทั้งนั้น แต่เมื่อสื่อไม่เจาะไปถึง ผู้รับสื่อจึงมองเห็นแต่ความไม่เป็นโล้เป็นพายของนักการเมือง หรือบุคคลสาธารณะต่างๆ ในขณะเดียวกันก็สิ้นอำนาจที่จะไปจัดการแก้ไขปรับปรุงอะไรให้ดีขึ้น

 

ชีวิตสาธารณะของคนไทยจึงมีแต่เรื่องหมากัดกัน


http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1325492814&grpid=no&catid=02&subcatid=0207

BOI : E-Newsletter - Special BOI Fair 2011 Issue




จาก: Thailand Board of Investment <newsletter@boi.go.th>
วันที่: 4 มกราคม 2555, 3:07
หัวเรื่อง: BOI : E-Newsletter - Special BOI Fair 2011 Issue
ถึง: 

If you have difficulty accessing the content of this message, please visit
http://old.boi.go.th:8080/issue/201201_22_99/index.htm

Publication of the Thailand Board of Investment
Cover Story
News Bites
BOI Net Applications
The Opening Ceremony
The Pavilions
CEO, HIA Meetings
Seminars - Something for Everyone
BOI Fair 2011 to Host
Location & Transportation
Organizers Office and Outdoor Pavilions
Thailand Economy-At-A-Glance

BOI Fair 2011: A Fitting Tribute to His Majesty the King
The BOI Fair 2011 is set to open its doors and welcome the world into one of Asia's largest industrial showcases, and offer the opportunity to join in a nationwide celebration of the 84th birthday of His Majesty the King. While every royal birthday is cause for Thailand to celebrate, this year marks the completion of another 12 year cycle, which is very auspicious and a timely occasion to refl ect on Thailand's economic development and its prospects in the 21st century.
Read more...

The Opening Ceremony
Her Royal Highness Princess Maha Chakri Sirindhorn will preside over the Opening Ceremony of BOI Fair 2011. On 5 January 2012, the Princess opens the fair during special formalities from 15:30 to 16:00 at the Royal Jubilee Ballroom at the Impact Muang Thong Thani Exhibition and Convention Center.
Read more...

The Pavilions
The Royal Pavilion will be the centerpiece at BOI Fair 2011 and offer a fitting tribute to His Majesty's lifelong effort to improve Thailand's balance between industrial progress and environmental conservation. The pavilion itself is designed along the lines of His Majesty's Royal Barge, and will be comprised of three sections, each offering an education into the relationship of people and their habitat.
Read more...

CEO, HIA Meetings
The upcoming BOI Fair 2011, rescheduled to 5-20 January 2012 after the flooding over past months, will be Thailand's largest exhibition showcasing the country's industrial products and services.
Read more...

Seminars - Something for Everyone
One of the highlights of BOI Fair 2011 is no doubt the 200+ seminars that are being held across a range of industries from 5-10 January 2012 at Hall 9 and Challenger Building at Impact Exhibition & Convention Center, Muang Thong Thani. There are some 19 meeting rooms, with seminars in both the morning and afternoon on each of the six days.
Read more...

BOI Fair 2011 to Host
As part of the activities of BOI Fair 2011, the Board of Investment (BOI) will host the 5th Save Our Planet conference, the fifth in a series of forums addressing the challenges of global warming and reducing humanity's carbon footprint. By holding this conference at BOI Fair 2011, the event organizers are hoping to reach out to Thai people and focus on environment issues in Thailand.
Read more...

Location & Transportation
Impact Exhibition and Convention Center, Muang Thong Thani: 30 minutes from downtown Bangkok via congestion free expressways; 45 minutes from Suvarnabhumi International airport via expressway; 15 minutes from Don Mueang Domestic Airport.
Read more...

Organizers Office and Outdoor Pavilions
Positioned prominently in front of the pavilion area, the BOI Fair 2011 Organizer Office serves as a welcoming place for visitor groups, offering a guest facility. There is also a press room and a first aid room.
Read more...

  Subscribe    Unsubscribe         Send this   Print  
Previous Issues >>  
For more information about investment opportunities in Thailand, click www.boi.go.th
The BOI Investment Review is a monthly publication of the Thailand Board of Investment.
 
Any questions or comments regarding content may be addressed to marketing@boi.go.th or the BOI Marketing Division at Tel. 66 2553 8217.
 



 

วันจันทร์ที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2555

Fwd: Happy New Year 2012



จาก: Microsoft Thailand <Microsoft@e-mail.microsoft.com>
วันที่: 2 มกราคม 2555, 8:53
หัวเรื่อง: Happy New Year 2012
ถึง: 

 
Microsoft เคารพในสิทธิส่วนบุคคลของคุณ โปรดตรวจสอบ คำชี้แจ้งสิทธิ์ส่วนบุคคล ออนไลน์ของเรา.

หากคุณไม่ต้องการได้รับข้อความอีเมลโปรโมชั่นจาก Microsoft Corporation โปรดคลิก ที่นี่.

การตั้งค่าเหล่านี้จะไม่ส่งผลต่อจดหมายข่าวที่คุณได้ร้องขอ หรือการสื่อสารเกี่ยวกับบริการที่จำเป็นที่ถือเป็นส่วนหนึ่งของบริการของ Microsoft แต่อย่างใด ในการตั้งค่าการกำหนดลักษณะที่ติดต่อของคุณสำหรับการสื่อสารอื่นๆ ของ Microsoft ให้คลิก ที่นี่.

Microsoft Thailand Limited
37th-38th FL, CRC Tower, All Seasons Place
Lumpini, Pathumwan, Bangkok 10330 Thailand



 

วันอาทิตย์ที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2555

ต้อ 4 จำพวก






 ต้อ 4 จำพวก

ข้อมูลสื่อ
File Name : 184-003
นิตยสารหมอชาวบ้าน เล่ม : 184
เดือน-ปี : 08/2537
คอลัมน์ : พูดจาภาษาหมอ
นักเขียนหมอชาวบ้าน : ภาษิต ประชาเวช
Mon, 01/08/2537 - 00:00 — somsak
ต้อ 4 จำพวก


"คุณหมอครับ โรคต้อมีทั้งหมดกี่ชนิดด้วยกันครับ"
คุณลุงเอ่ยขึ้น "ที่สงสัยก็เพราะว่าเมื่อเดือนก่อนลุงมีอาการตามัว
ไปให้หมอตรวจ หมอบอกว่าเป็นโรคต้อกระจก
แต่คุณป้าข้างบ้านผมเมื่อสัปดาห์ก่อนไปหาหมอด้วยอาการตามัวแบบผม
หมอบอกว่าเป็นโรคต้อหิน โรคต้อทั้ง 2
ชนิดนี้เหมือนกันหรือต่างกันอย่างไรครับ"

"แหม คุณลุงเล่นถามทีเดียวหลายข้อแบบนี้ ก็ขอตอบคำถามง่ายๆข้อหลังก่อนว่า
ต้อกระจกกับต้อหินเป็นโรคคนละชนิดกันเลยครับ" คุณหมออธิบาย

ต้อกระจก หมายถึง
โรคตามัวอันเกิดจากแก้วตาหรือเลนส์ตาขุ่น แก้วตาอยู่ภายในลูกตา
ตรงกับบริเวณตาดำ มีหน้าที่ช่วยการหักเหของแสง
ทำให้มองเห็นภาพต่างๆแบบเดียวกับเลนส์กล้องถ่ายรูป
ในคนปกติแก้วตานี้จะใสเหมือนกระจกใส
แต่เมื่อแก่ตัวเข้ามันจะขุ่นเพราะเสื่อมตามสังขาร
ในที่สุดจะขุ่นขาวเหมือนกระจกฝ้า ทำให้ตามัวตาบอดได้

"หมายความว่า คนเราเมื่อแก่ตัวเข้าจะเป็นต้อกระจกกันทุกคนไปใช่มั้ยครับ"
คุณลุงถามแทรก
"ก็เป็นกันแทบทุกคนแหละครับ คือเป็นความเสื่อมของร่างกายตามธรรมชาติ
แบบเดียวกับอาการหูตึงข้อเสื่อมนั่นแหละ
ต่างกันเพียงว่าเป็นมากหรือน้อยเท่านั้นถ้าเป็นมาก จนตามองไม่เห็น
แก้ไขโดยการผ่าตัดใส่แก้วตาเทียม
สายตาก็กลับดีเหมือนคนหนุ่มสาวได้อย่างน่าอัศจรรย์"



"อย่างงั้นที่ลุงเป็นนี่ก็ไม่ใช่โรคร้ายแรงอะไรล่ะสิครับ"
คุณลุงรู้สึกโล่งใจ "แล้วต้อหินล่ะเป็นอย่างไรครับ"

"ต้อหิน ก็เป็นโรคตามัวอีกชนิดหนึ่ง ซึ่งเกิดจากความดันภายในลูกตาสูง
เป็นผลให้ประสาทตาเสีย"
คุณหมออธิบายต่อ



"คุณหมอครับ ภายในลูกตามีความดันเกิดขึ้นได้อย่างไรครับ"

"ทุกๆวันภายในลูกตาจะมีการสร้างของเหลวขึ้นหล่อเลี้ยงลูกตาให้ทรงตัวและทำหน้าที่อยู่ได้
ซึ่งจะมีช่องทางระบายถ่ายเทออกภายนอกลูกตาได้ แต่บางคนอาจเกิดความผิดปกติ
เมื่อถึงวัยกลางคนหรือแก่ตัวเข้าช่องทางระบายดังกล่าวเกิดการอุดตัน
ทำให้ของเหลวที่สร้างขึ้นนั้นระบายไม่ออก ก็คั่งอยู่ภายในลูกตา
ทำให้เกิดแรงดันสูงขึ้นแบบเดียวกับการอัดน้ำเข้าลูกโป่ง
แรงดันนี้ก็จะไปทำลายประสาทที่อยู่ภายในลูกตา ทำให้ตาบอดอย่างถาวรได้
ที่เรียกว่าต้อหินก็สันนิษฐานว่าเป็นเพราะลูกตามีความดันสูงขึ้น
มีลักษณะแข็งขึ้นกว่าปกติ"

"ฟังดูแล้วต้อหินนี่เป็นโรคตาชนิดร้ายถึงกับทำให้ตาบอดได้
ทางการแพทย์มีทางช่วยแก้ไขอะไรได้หรือไม่" คุณลุงถามต่อ

"หมอต้องย้ำก่อนว่า ต้อหินจะเกิดกับคนเพียงบางคนเท่านั้น
เป็นโรคที่ถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์ ถ้าใครสงสัยว่ามีพันธุ์ของโรคนี้อยู่
ก็ต้องคอยหมั่นตรวจเช็กตาเป็นประจำ
ถ้าเป็นระยะเริ่มแรกก็สามารถรักษาให้หายได้ครับ"

"ลุงพอเข้าใจถึงข้อแตกต่างระหว่างต้อกระจกกับต้อหินแล้ว
ทีนี้คุณหมอลองอธิบายว่าโรคต้อมีกี่ชนิด"

"คำว่าต้อนี่ เป็นศัพท์ของแพทย์แผนโบราณเขาหมายถึงโรคที่เกิดที่ลูกตา
ทำให้ตาพิการมองอะไรไม่ชัดเจน หรืออาจทำให้ตาบอดได้" คุณหมอสาธยาย
"ดังนั้นโรคต้อจึงมีอยู่หลายชนิด
ในคัมภีร์แพทย์แผนโบราณมีชื่อเรียกต้ออยู่นับหลายสิบชื่อ
ซึ่งบางอย่างก็เทียบเคียงกับแผนปัจจุบันได้ บางอย่างก็เทียบเคียงไม่ได้"

"ส่วนที่เทียบเคียงกับแผนปัจจุบันได้มีอะไรบ้างครับ"
"เท่าที่หมอทบทวนดูก็มีอยู่ 4จำพวก ได้แก่
1. ต้อกระจก ตรงกับคำว่า cataract
2. ต้อหิน ตรงกับคำว่า glaucoma
3. ต้อเนื้อ, ต้อลิ้นหมา ตรงกับคำว่า pterygium
4. ต้อลำไย ตรงกับคำว่า leukoma หรือ corneal ulcer"

"ลุงเองพอทราบว่า ต้อเนื้อหรือต้อลิ้นหมา นี่เกิดจากถูกลม ถูกแดด ถูกแสง
หรือความร้อนทำให้เยื่อบุตาขาวเสื่อมและหนาตัว เป็นแผ่นเยื่อสีเหลืองๆ
ตรงบริเวณหัวตา เมื่อลอกออกก็หายได้ ไม่ใช่โรคร้ายแรง
ที่ทราบนี่ก็เพราะเคยเป็นมาก่อน ส่วนต้อลำไยนี้ฟังดูน่าอร่อย
ไม่ทราบว่าเป็นอย่างไรครับ"




"ต้อลำไย หมายถึง โรคกระจกตาขุ่น
กระจกตาก็คือส่วนใสๆ ที่อยู่ด้านหน้าสุดของลูกตา ตรงกับตาดำ
โรคนี้เกิดจากการมีแผลอักเสบของกระจกตา แล้วกลายเป็นแผลเป็น
ลักษณะขุ่นขาวเหมือนเนื้อลำไย ทำให้มองเห็นไม่ค่อยชัด ถ้าขุ่นขาวมากๆ
จนตาแทบบอด ก็เรียกว่า ตาถั่วนั่นแหละครับ"



"โรคนี้มีทางเยียวยารักษาอย่างไรหรือไม่ครับ"

"โรคนี้มีทางเยียวยารักษาอย่างไรหรือไม่ครับ"

"การรักษาก็โดยการผ่าตัดเปลี่ยนกระจกตา เอากระจกตาของคนปกติมาใส่แทน
ก็ทำให้เห็นได้ชัดเหมือนเดิม ที่คนใจบุญเขาบริจาคดวงตาไว้
ก็เอาส่วนของกระจกตามาใช้ประโยชน์อย่างนี้แหละ"

"คุณหมอหมายความว่า การเปลี่ยนดวงตาก็คือเปลี่ยนเฉพาะกระจกตา
มิใช่เปลี่ยนทั้งลูกตาดังที่เข้าใจผิดกันใช่มั้ยครับ"

คุณหมอพยักหน้า

 http://www.doctor.or.th/node/3625




หมอชาวบ้านฉบับวันที่ 28/12/2011





จาก: หมอชาวบ้าน <webmaster@doctor.or.th>
วันที่: 28 ธันวาคม 2554, 19:49
หัวเรื่อง: หมอชาวบ้านฉบับวันที่ 28/12/2011
ถึง: 

หมอชาวบ้าน | e-newsletters ฉบับเดือนมกราคม 2555

facebook หมอชาวบ้าน  twitter หมอชาวบ้าน  myspace หมอชาวบ้าน  youtube หมอชาวบ้าน....จดหมายข่าว หมอชาวบ้าน ฉบับนี้พบกับ
     
ภาพมาจาก:http://women.sanook.com

ผิวสวยและสายลมหนาว

ฤดูหนาวเช่นนี้ แถมยังมีเทศกาลวันหยุดรวมทั้งช่วงส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ ผู้คนจึงนิยมท่องเที่ยวรับสายลมหนาวกัน ทำให้พบโรคผิวแห้งบ่อยขึ้น...อ่านต่อ

 

ภาพมาจาก:http://www.suriyothai.ac.th

ต้อ 4 จำพวก

ต้อกระจกหมายถึงโรคตามัวอันเกิดจากแก้วตาหรือเลนส์ตาขุ่น แก้วตาอยู่ภายในลูกตา ตรงกับบริเวณตาดำ มีหน้าที่ช่วยการหักเหของแสงทำให้มองเห็น...อ่านต่อ
ภาพมาจาก:http://www.doctor.or.th

9 ข้อสงสัยในยุทธจักรการออกกำลังกาย

ในบรรดาคำแนะนำเรื่องสุขภาพ การออกกำลังกายดูเหมือนจะมีการแนะนำที่ผิดๆกันมากที่สุด ดังตัวอย่างต่อไปนี้...อ่านต่อ
ภาพมาจาก:http://www.doctor.or.th

จัดยาไปเที่ยว

เมื่อต้องเดินทางไกลนอกจากการเตรียมทั้งของเครื่องใช้ส่วนตัวแล้วยังมีสัมภาระอีกชุดที่จำเป็นจะต้องพกพาไปด้วยนั้นก็คือ ชุดยาสำหรับเดินทาง...อ่านต่อ
 
 
 
ภาพมาจาก:http://variety.teenee.com


เรื่องของคนขี้ลืม

อาการหลงลืมเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ในชีวิตประจำวันของคนเรา ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาถ้าหากว่านานๆจะเป็นสักครั้งหนึ่ง แต่ถ้าลืมบ่อยๆเป็นประจำสม่ำเสมอ โปรดทราบไว้ด้วยว่า....อ่านต่อ

ภาพมาจาก:http://www.asamedia.org


วิธีรักษาไข้หวัดแบบประหยัด

ลูกเป็นไข้หวัดบ่อย ต้องพาไปหาหมอเป็นประจำ ต่อมาได้เรียนรู้วิธีรักษาโรคไข้หวัดด้วยตนเอง ช่วยทุ่นเงินไปได้หลายสตางค์...อ่านต่อ

 

ภาพมาจาก:http://www.wacoal.co.th


อาหารบำรุงพลังเพศ

กล่าวกันว่าสิ่งที่มนุษย์แทบจะทุกคนที่เกิดมาอาศัยอยู่บนโลกใบนี้ต้องการก็คือ การมีชีวิตที่ยืนยาวการคงความเป็นหนุ่มเป็นสาวและการมีพลังทางเพศที่เหลือเฟือที่จะประกอบกิจกรรม...อ่านต่อ

ภาพมาจาก:http://publishing.doctor.or.th


เคล็ดลับเลี้ยงลูก 4 ดี

4 เคล็ดลับดีๆ เพื่อการเลี้ยงลูก ซึ่งเปิดเผยถึงก้นบึ้งของหัวใจเด็กและพ่อแม่ เป็นสิ่งสำคัญที่พ่อแม่ทุกคนควรเรียนรู้เพื่อการเลี้ยงลูกให้ได้ดีและเป็นเด็กดี...อ่านต่อ


๓๖/๖ ถนนประดิพัทธ์   ซอย ๑๐  แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพฯ ๑๐๔๐๐
โทรศัพท์ ๐-๒๖๑๘-๔๗๑๐, ๐-๒๒๗๘-๑๖๑๖   โทรสาร ๐-๒๒๗๑-๑๘๐๖
www.doctor.or.th  E-mail : webmaster@doctor.or.th
ต้องการยกเลิกรับจดหมายข่าวหมอชาวบ้านคลิกด้านล่าง

 

Unsubscribe from this newsletter