ร่วมลงนาม ยกเลิกกฎหมาย 3 ฉบับ มั่นคงภายใน - กฎอัยการศึก - พ.ร.ก.ฉุกเฉิน"

ร่วมลงนาม ยกเลิกกฎหมาย 3 ฉบับ มั่นคงภายใน - กฎอัยการศึก - พ.ร.ก.ฉุกเฉิน
ร่วมลงนาม ยกเลิกกฎหมาย 3 ฉบับ มั่นคงภายใน - กฎอัยการศึก - พ.ร.ก.ฉุกเฉิน
ร่วมลงนาม ยกเลิกกฎหมาย 3 ฉบับ มั่นคงภายใน - กฎอัยการศึก - พ.ร.ก.ฉุกเฉิน

วันจันทร์ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2554

เหมืองแร่โปแตชอุดรธานี.....ใครคือผู้มีส่วนได้เสีย

เหมืองแร่โปแตชอุดรธานี.....ใครคือผู้มีส่วนได้เสีย
ลำดวล เลานา - [ 31 ต.ค. 48, 12:05 น. ] 

ความหมายของผู้มีส่วนได้เสีย

บริษัท เอเชีย แปซิฟิคโปแตช คอร์ปอเรชั่น จำกัด (เอพีพีซี) ยื่นขอสัมปทานทำเหมืองใต้ดินในจังหวัดอุดรธานี 2 แปลงคือแหล่งอุดรใต้มีพื้นที่ทำเหมือง 22,437 ไร่ใน 4 ตำบล คือ ต.ห้วยสามพาด และต.นาม่วง ในเขตกิ่ง อ.ประจักษ์ศิลปาคม ต.โนนสูง ต.หนองไผ่ ใน อ.เมือง และแหล่งอุดรเหนือพื้นที่กว่า 52,000 ไร่ ในเขต อ.เมือง อ.หนองหาน และกิ่ง อ.ประจักษ์ศิลปาคมรวมพื้นที่ทำเหมืองใต้ดินประมาณ 74,437 ไร่

ทั้งนี้ อ.เมือง เป็นอำเภอที่มีประชากรหนาแน่นที่สุดใน จ.อุดรธานี คือ มีประชากรหนาแน่นเฉลี่ย 356 คนต่อพื้นที่ 1 ตารางกิโลเมตร และ กิ่ง อ.ประจักษ์ศิลปาคม เป็นอำเภอที่มีประชากรหนาแน่นเป็นอันดับที่ 3 คือ 170 คนต่อ 1 ตารางกิโลเมตร ดังนั้น จึงถือได้ว่าพื้นที่ทำเหมืองใต้ดินของโครงการเหมืองแร่โปแตชอุดรธานีทั้งแหล่งอุดรเหนือ และแหล่งอุดรใต้ตั้งอยู่ในพื้นที่ที่มีประชากรหนาแน่นสูงที่สุดของจังหวัด

ปัจจุบันคนอุดรธานี และคนส่วนใหญ่ในประเทศไทยเข้าใจเพียงว่าเหมืองแร่โปแตชอุดรธานี คือการขุดทำเหมืองใต้ดินในพื้นที่ซึ่งบริษัทเร่งรัดและประชาสัมพันธ์ว่าจะขุดทำเหมือง 22,437 ไร่ (แหล่งอุดรใต้) และยิ่งจำกัดไปอีกเมื่อระบุถึงพื้นที่ทำเหมืองบนผิวดินหรือที่ตั้งโรงงานในพื้นที่ ประมาณ 1,200 ไร่ ที่ซึ่งบริษัทอ้างว่าเป็นที่ดินในกรรมสิทธิ์ของบริษัทที่ซื้อจากราษฎรโดยถูกต้องตามกฎหมาย และอ้างถึงการควบคุมและจำกัดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมเรื่องน้ำเค็ม ดินเค็ม ฝุ่นเกลือ ดินทรุด ให้น้อยที่สุดจนไม่เป็นนัยสำคัญ รวมทั้งการประชาสัมพันธ์ถึงการสร้างผลกระทบที่ดีคือพัฒนาเศรษฐกิจของท้องถิ่น มีปุ๋ยเคมีราคาถูกใช้ในประเทศ และดีจนคนไทยสมควรที่จะยอมรับโครงการนี้อย่างเร็วที่สุด โดยบริษัทได้แถลงอย่างเชื่อมั่นว่าจะได้ประทานบัตรภายในปี 2548 นี้

สัญญาที่ทำขึ้นระหว่างกระทรวงอุตสาหกรรมและบริษัทเอพีพีซี เมื่อปี 2527 ระบุว่าบริษัทจะได้รับสิทธิผูกขาดในการขอประทานบัตร มีสิทธิขยายเขตเหมืองแร่ออกไป เพื่อรวมเอาเขตแหล่งแร่ต่อเนื่องซึ่งอยู่นอก "เขตเหมืองแร่" โดยได้สิทธิผูกขาด คือ รัฐบาลต้องพยายามอย่างที่สุดที่จะไม่เปลี่ยนแปลงหรือเพิกถอนสัญญาโดยรัฐบาล หรือหน่วยงานของรัฐ สิทธิผูกขาดเพียงผู้เดียวในการสำรวจ ประเมินค่า พัฒนา ก่อสร้างและดำเนินกิจการเกี่ยวกับโปแตช การคุ้มครองสิทธิและประโยชน์ทั้งปวงที่บริษัท และผู้ถือหุ้นของบริษัทได้รับจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ( BOI ) และการได้รับยกเว้นอากรขาเข้าร้อยละ 75 ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับกำไรสุทธิ 8 ปี ยกเว้นภาษีการค้าและค่าธรรมเนียมบางชนิด (บัตรส่งเสริม คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน เลขที่ 1727/2543 วันที่ 22 พฤศจิกายน 2543.) ทั้งนี้รัฐบาลจะให้ความช่วยเหลือเพื่ออำนวยความสะดวกในการปฏิบัติงานของบริษัท การติดต่อหน่วยงานของรัฐ หากบริษัทร้องขอเพื่อให้งานดำเนินไปอย่างรวดเร็วภายในขอบเขตของกฎหมาย ในกรณีที่บริษัทต้องการ ใบอนุญาตยินยอม การจดทะเบียน การอนุมัติ การยกเว้น หรือคำรับรองใด ๆ จากหน่วยงานของรัฐ รัฐจะพยายามอย่างที่สุดในการให้ความช่วยเหลือแก่บริษัท และต้องพยายามให้ความช่วยเหลือตามสมควรเพื่อให้มีการตกลงกับบุคคลเจ้าของที่ดินที่จะขออนุญาตเช่า หรือซื้อที่ดิน หากบริษัททำไม่ได้

จากสิทธิอันมากมายที่บริษัทได้รับจากสัญญา ความมุ่งหมายที่จะขุดเหมือง ในพื้นที่อันกว้างใหญ่เกือบแสนไร่ใต้ดินอุดรธานี แล้วใครคือผู้มีส่วนได้เสียที่แท้จริงในโครงการเหมืองแร่โปแตชอุดรธานี ขณะที่กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่และฝ่ายบริษัทเร่งประชาสัมพันธ์เพื่อจะทำการปักหมุดขึ้นรูปแสดงขอบเขตเหมืองแร่ ซึ่งเป็นขั้นตอนตามกฎหมายแร่ เพื่อให้ทราบพื้นที่ที่แน่นอนว่าเหมืองใต้ดินมีขนาดเท่าใด และให้ทราบว่าใครอยู่ในเขตพื้นที่การทำเหมืองบ้างโดยเรียกบุคคลเหล่านั้นว่า "ผู้มีส่วนได้เสีย" ซึ่งจะมีส่วนร่วมในขั้นตอนต่าง ๆ เช่น การจัดตั้งกรรมการตรวจสอบการทำเหมือง การทำประชาพิจารณ์ การศึกษาวิจัยกลุ่มผู้มีส่วนได้เสีย รวมไปถึงการคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สิน หรือการบริหารกองทุนชดเชยเมื่อมีเหมืองแล้ว

ภายใต้พระราชบัญญัติแร่ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2548 ที่มีการอนุญาตให้ทำเหมืองแร่ใต้ดินได้เป็นครั้งแรกในประเทศไทย ภายหลังจากการทำสัญญากับบริษัททำให้ต้องมีการแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายให้สามารถทำเหมืองใต้ดินได้ ในเงื่อนไขที่รัฐบาลไทยจะต้องให้ความช่วยเหลือเพื่ออำนวยความสะดวกแก่บริษัทตามสัญญา ทั้งนี้กระทรวงอุตสาหกรรมได้ออกประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม ตามมาตรา 88/10 ตาม พรบ.แร่ใหม่ในข้อที่ 1 ระบุว่า "ผู้มีส่วนได้เสีย" หมายความว่า ผู้มีสิทธิในที่ดินหรืออยู่อาศัยในเขตที่ประสงค์จะทำเหมืองใต้ดิน ทั้งนี้ไม่ว่าจะได้รวมตัวกันเป็นกลุ่ม องค์กรของผู้มีส่วนได้เสียหรือไม่ก็ตาม ซึ่งจะเป็นผู้มีสิทธิได้รับการคุ้มครองสิทธิในอสังหาริมทรัพย์ ตามมาตรา 88/12 ที่ระบุว่าการทำเหมืองใต้ดินบริเวณใดในเขตเหมืองแร่ใต้ดินที่ทำให้เกิดการเสียหายแก่สิทธิในอสังหาริมทรัพย์ในพื้นที่นั้นผู้เสียหายย่อมเรียกให้ผู้ถือประทานบัตรทำเหมืองใต้ดินระงับการกระทำและจัดการแก้ไขตามที่จำเป็นเพื่อป้องปัดภยันตรายอันอาจเกิดขึ้น

ทั้งนี้รวมทั้งมีสิทธิใน กองทุน หมายความว่า มีส่วนในกองทุนสนับสนุนโครงการศึกษาวิจัยของกลุ่มผู้มีส่วนได้เสียในโครงการทำเหมืองใต้ดิน

หากนับตามความหมายของผู้มีส่วนได้เสียตามที่กฎหมายแร่กำหนดไว้นี้ผู้มีสิทธิเกี่ยวข้องกับโครงการเหมืองแร่นี้จำแนกได้ คือ ในพื้นที่แหล่งอุดรใต้ จากแบบไต่สวนพื้นที่ทำเหมืองประกอบคำขอประทานบัตรแหล่งอุดรใต้ของบริษัทเอพีพีซี ระบุชุมชนที่มีส่วนได้เสียไว้ 14 หมู่บ้าน รวมประชากรประมาณ 6,200 หลังคาเรือน คือเฉพาะชุมชนที่อยู่ในเขตทำเหมืองเท่านั้น แต่ปัจจุบันในพื้นที่ 4 ตำบลที่เหมืองแร่ตั้งอยู่ คือ ต.ห้วยสามพาด ต.นาม่วง กิ่งอ.ประจักษ์ศิลปาคม ต. หนองไผ่ และต.โนนสูง อ.เมือง มี 51 หมู่บ้านซึ่งมีประชากรทั้งสิ้น 26,533 คน(www.thaitombon.com : 10 ตุลาคม 2548) และในความเป็นจริงชุมชนที่อยู่รอบ ๆ เหมืองมีมากกว่า 40 หมู่บ้านหรือมากกว่าจำนวนผู้มีส่วนได้เสียที่บริษัทกำหนดกว่า 3 เท่า และหากพิจารณาตามระบบนิเวศซึ่งต้องนับตามสายห้วยที่ไหลเชื่อมโยงจากที่ตั้งโครงการจะคลอบคลุมพื้นที่ไม่ต่ำกว่า 70 หมู่บ้าน ซึ่งหมายถึงจำนวนผู้มีส่วนได้เสียตามพื้นที่นิเวศจะมีจำนวนมากกว่าที่บริษัทกำหนด 5 เท่า เป็นอย่างต่ำ แต่การขีดเส้นจำกัดผู้มีส่วนได้เสียกับโครงการให้แคบเข้าเพียงขอบเขตเหมืองเท่านั้นได้แสดงถึงความพยายามจำกัดความรับผิดชอบต่อประชาชนให้น้อยลง

และหากพิจารณาพื้นที่ขอประทานบัตรแหล่งอุดรเหนืออีก 52,000 ไร่ ซึ่งมีพื้นที่ทำเหมืองมากกว่าแหล่งอุดรใต้กว่า 2 เท่า ดังนั้น อีกทั้งจำนวนประชากรในพื้นที่โครงการส่วนใหญ่ของแหล่งอุดรเหนือครอบคลุมพื้นที่ซึ่งมีจำนวนประชากรหนาแน่นที่สุดในจังหวัดอุดรธานี คือในเขต อ.เมืองอุดรธานี

จากรายงานของที่ทำการปกครองจังหวัดอุดรธานี ล่าสุดเมื่อปี 2543 ในเขตอำเภอเมืองอุดรธานีมีความหนาแน่นของประชากรที่สุดในจังหวัดคือมีพื้นที่ 1,094.684 ตารางกิโลเมตร(ประมาณ 684,178 ไร่) มีประชากร389,516 คน มีความหนาแน่น 356 คนต่อพื้นที่ 1 ตารางกิโลเมตร และเขตกิ่งอำเภอประจักษ์ศิลปาคมซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีประชากรหนาแน่นเป็นอันดับที่ 3 ของจังหวัดอุดรธานีคือมีพื้นที่ 145.093 ตารางกิโลเมตร(ประมาณ 90,683 ไร่) มีประชากร 24,649 คนมีความหนาแน่นเฉลี่ย 170 คนต่อ 1 ตารางกิโลเมตร ดังนั้นพื้นที่ทำเหมืองใต้ดินของโครงการเหมืองแร่โปแตชอุดรธานีทั้งแหล่งอุดรเหนือ และแหล่งอุดรใต้จึงตั้งอยู่ในพื้นที่ที่มีประชากรหนาแน่นสูงในจังหวัดอุดรธานี


ความรับผิดชอบของบริษัทต่อผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม


ในกฎหมายแร่ มาตรา 88/13 ระบุว่า ในกรณีที่พื้นดินบริเวณใดในเขตเหมืองแร่ประทานบัตรทำเหมืองใต้ดินทรุดตัวลงจนเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลทรัพย์สิน หรือสิ่งแวดล้อม

- ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าการทรุดตัวของพื้นดินนั้นเกิดขึ้นจากการทำเหมืองใต้ดิน
- หากเป็นที่ยุติว่าการทำเหมืองใต้ดินเป็นต้นเหตุแห่งการทรุดตัวของพื้นที่ดินนั้นให้ผู้ถือประทานบัตรทำเหมืองใต้ดิน และหน่วยงานของรัฐเป็นผู้ตรวจสอบการทำเหมืองร่วมกันรับผิดชอบต่อผู้เสียหายในทุกกรณี และหากหน่วยงานของรัฐดังกล่าวได้ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ผู้เสียหายแล้วให้ใช้สิทธิไล่เบี้ยต่อผู้ถือประทานบัตรทำเหมืองใต้ดินได้

มาตรา 131/3 ระบุเรื่องความรับผิดชอบ ต่อความเสียหาย หรือความเดือดร้อนรำคราญใดอันเกิดแก่บุคคล ทรัพย์สิน หรือสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ต้องอยู่ในกรณีที่เกิดความเสียหายขึ้นในเขตที่ได้รับอนุญาต ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าความเสียหายนั้นเกิดจากการกระทำของผู้ถืออาชญาบัตร หรือใบอนุญาตนั้น

ในอดีตพื้นที่โครงการเหมืองแร่โปแตชอุดรธานีเคยได้รับผลกระทบจากการทรุดตัวของดินเนื่องจากน้ำใต้ดินได้ละลายชั้นหินเกลือออกมาทำให้ชั้นหินที่อยู่เหนือชั้นหินเกลือเกิดการทรุดตัว ในพื้นที่หลายแหล่งพบว่าชั้นผิวดินมีการทรุดตัวลงไปหลายเมตรเนื่องจากปรากฎการณ์ดังกล่าว สำหรับการทำเหมืองแร่ของโครงการจะก่อให้เกิดการทรุดตัวของผิวดินในอนาคต เนื่องจากแร่โปแตชถูกขุดออกมาจากชั้นดินลึก ซึ่งจะเกิดขึ้นอย่างช้า ๆ และทรุดตัวเกือบจะเท่ากันเป็นบริเวณกว้าง โดยการทรุดตัวของดินจากการทำเหมืองคาดการณ์ว่าจะทรุดไม่เกิน 70 เซนติเมตร (บริษัทเอเซีย แปซิฟิค โปแตช คอร์ปอเรชั่น จำกัด. โครงการเหมืองแร่โปแตชอุดรธานี "รายงานทางเทคนิคการทรุดตัวของดิน" : หน้า 4 -1, 2547 )

จากรายงานการทรุดตัวของดินระบุว่า ในระยะ 5 ปีแรกจะเกิดการทรุดตัวตามแนวห้วยหิน และจะเกิดการทรุดตัวตามแนวห้วยน้ำเค็ม ห้วยวังแสงในระยะหลัง นอกจากนี้การทรุดตัวของผิวดินจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการไหลของน้ำใต้ดินไปจากเดิม เพราะชั้นหินอุ้มน้ำ(aquifer) บริเวณเหมืองแร่อยู่ในระดับตื้น และยังระบุว่า การขุดอุโมงค์ทำเหมืองใต้ดินผ่านชั้นน้ำบาดาลอาจทำให้สูญเสียน้ำใต้ดิน ตลอดจนการรั่วซึมของของเสีย สารเคมี น้ำมัน หรือการรั่วซึมจากโปแตช และเกลือกล่าวคือ การรั่วซึมของน้ำภายในพื้นที่โรงงานลงสู่ดิน น้ำจากกองเกลือหางแร่ และบ่อเก็บน้ำต่าง ๆ อาจรั่วซึมลงดิน คาดว่าน้ำใต้ดินระดับตื้น (shallow groundwater) มีทิศทางการไหลในแนวตะวันตกเฉียงเหนือสู่ทิศตะวันออกเฉียงใต้จากพื้นที่โครงการไปสู่พื้นที่ใกล้เคียงที่มีลักษณะภูมิประเทศต่ำกว่า อาจส่งผลกระทบต่อชั้นหินอุ้มน้ำ (aquifer)ในท้องถิ่นที่ประชาชนใช้ดื่ม และอุปโภคในครัวเรือน ทั้งนี้ ชั้นน้ำใต้ดินระดับตื้นนี้เชื่อมต่อกับระบบการไหลของน้ำบนผิวดิน ขณะที่แหล่งน้ำอุปโภคบริโภคในบ้านเรือนได้จากชั้นน้ำใต้ดินที่อยู่ลึกลงไป คือชั้นหินอุ้มน้ำชั้นล่าง (lower aquifer) เนื่องจากโรงงานตั้งอยู่บนที่สูง ซึ่งการปนเปื้อนของน้ำใต้ดินอาจส่งผลกระทบต่อคุณภาพน้ำใต้ดินที่อยู่นอกพื้นที่โครงการ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อไปยังประชาชนที่อาศัยอยู่ในบริเวณใกล้เคียง (บริษัทเอเซีย แปซิฟิค โปแตช คอร์ปอเรชั่น จำกัด. โครงการเหมืองแร่โปแตชอุดรธานี "รายงานทางเทคนิคน้ำใต้ดิน" : หน้า 4 –4, 2547 )

ดังนี้ตามกฎหมายซึ่งระบุความรับผิดชอบของบริษัท และกระทรวงอุตสาหกรรมไว้เพียงต่อความเสียหายเรื่องแผ่นดินทรุด แต่ไม่ได้ระบุถึงความรับผิดชอบหากเกิดผลกระทบสิ่งแวดล้อมด้านอื่น เช่น การปนเปื้อนเสียหายของระบบน้ำใต้ดิน หรือการปนเปื้อนของฝุ่นเกลือ ในอากาศ แหล่งน้ำ หรือความเปลี่ยนแปลงทางนิเวศวิทยาแหล่งน้ำซึ่งอาจเกิดขึ้นได้โดยอ้อมดังที่รายงานของบริษัทได้กล่าวถึงแต่กฎหมายไม่ได้ระบุถึงความรับผิดชอบของบริษัทไว้แต่อย่างใด

นายสันติภาพ ศิริวัฒนไพบูลย์ อาจารย์ประจำภาควิชาวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยรราชภัฎอุดรธานี กล่าวว่า การกำหนดผู้มีส่วนได้เสียในโครงการเหมืองแร่โปแตชอุดรธานี ตามกฎหมายแร่ มาตรา 88/10 หมายถึงผู้มีที่ดินหรืออยู่อาศัยในเขตพื้นที่เหมืองเท่านั้น เป็นการกำหนดความรับผิดชอบของบริษัทไว้เพียงเรื่องการเกิดแผ่นดินทรุดเท่านั้น ทั้งนี้ในมาตรา 88/11 ระบุว่า เรื่องผู้มีสิทธิตรวจสอบการทำเหมือง ซึ่งกระทรวงอุตสาหกรรม และกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) จะเป็นผู้แต่งตั้งผู้ตรวจสอบ

นับเป็นการแยกความรับผิดชอบระหว่างเรื่องเทคนิคการทำเหมือง คือ หากเกิดแผ่นดินทรุด กพร. และบริษัทจะรับผิดชอบ แต่นอกนั้นหากเกิดปัญหาสิ่งแวดล้อมด้านอื่นก็โยนความรับผิดชอบให้กฎหมายอื่น เช่น กฎหมายสิ่งแวดล้อม จะเป็นผู้ดูแลหากเกิดผลกระทบเรื่องการปนเปื้อนหรือเสียหายต่อน้ำใต้ดิน แหล่งน้ำผิวดิน การกระจายของฝุ่นเกลือ ฯลฯ ซึ่งอาจจะกระจายออกไปนอกเหนือจากเขตพื้นทำเหมือง หรือหากเกิดแผ่นดินทรุดนอกเขตแม้จะอยู่ใกล้หรือติดกับเขตทำเหมืองก็ตาม จะอยู่นอกเหนือความรับผิดชอบของบริษัทตามกฎหมายแร่ เจ้าของที่ดินต้องหาทางพิสูจน์ด้วยตนเองว่าผลกระทบเหล่านั้นเกิดจากการทำเหมือง เพราะกฎหมายมิได้คุ้มครองผู้ที่อยู่ใกล้เขตทำเหมือง คุ้มครองเฉพาะในเขตเหมืองเท่านั้น และกลุ่มคนเหล่านี้ก็ไม่มีสิทธิให้คำปรึกษาเบื้องต้นในการทำเหมือง ไม่มีสิทธิในขั้นตอนการทำประชาพิจารณ์ ไม่เป็นผู้มีสิทธิตรวจสอบการทำเหมือง ไม่มีสิทธิในกองทุนชดเชยใด ๆ

กรณีตัวอย่างที่เกิดขึ้นและเห็นได้ชัด เช่น เมื่อปี 2535 มีโรงงานเยื่อกระดาษแห่งหนึ่งในจังหวัดขอนแก่น ปล่อยน้ำเสียลงแม่น้ำพองเป็นเหตุให้น้ำเน่าเสีย ปลาตายลอยเป็นแพตั้งแต่จังหวัดขอนแก่นไปตลอดสายน้ำถึงจังหวัดร้อยเอ็ด ซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศแม่น้ำทั้งสาย สุขภาพของผู้ใช้น้ำในแม่น้ำ ความมั่นคงทางอาหารของชาวบ้านตลอดลำน้ำ มิได้จำกัดอยู่แต่ในเขตทำโรงงานเท่านั้น ผู้ที่อยู่ในพื้นที่ที่เกี่ยวข้องทางนิเวศวิทยา หรือผู้ที่อยู่รอบเหมืองจึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียโดยอ้อมซึ่งจะละทิ้งหรือกันออกจากคำจำกัดความ "ผู้มีส่วนได้เสีย" มิได้

การจำกัดพื้นที่ผู้มีส่วนได้เสียเพียงในเขตเหมืองจึงเป็นเพียงแนวทางจำกัดความรับผิดชอบของบริษัทให้แคบที่สุดเท่านั้นเอง ตามประกาศกระทรวงซึ่งดูเหมือนจะพยายามให้ประชาชนมีสิทธิ ด้วยเหตุว่าทุกคนจะนับเป็นผู้มีส่วนได้เสียก็ไม่ได้เพราะมันกว้างเกินไป แต่ใน ขบวนการตัดสินใจก่อนจะมีการทำเหมืองจะต้องให้ผู้มีส่วนได้เสียโดยอ้อมเหล่านี้เข้ามามีส่วนร่วมให้มากที่สุด ในการรับรู้ข้อมูล การตัดสินใจ การแสดงความคิดเห็น และการเข้ามาเป็นผู้มีส่วนได้เสียโดยอ้อม อาจจะมีตัวแทนของกลุ่มคนเหล่านี้เข้ามามีส่วนในขบวนการตรวจสอบ ข้อเสนอเรื่องผู้มีส่วนได้เสียโดยอ้อมนี้มีการผลักดันเสนอก่อนจะมีการออกประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม แต่ไม่ได้รับการพิจารณาเรื่องนี้ ประกาศกระทรวงที่ประกาศใช้อยู่นี้จึงไม่ได้รับรองสิทธิของคน แต่เป็นการประกาศรับรองสิทธิของเทคนิคทางวิศวกรรม และจำกัดขอบเขตความรับผิดชอบของบริษัทที่จะทำเหมืองเท่านั้น

คำตอบต่อคำถามที่ว่าทำไมจึงมีการคัดค้านการปักหมุดเพื่อแสดงขอบเขตเหมืองแร่ หากมองให้ลึกซึ้งย่อมชี้ให้เห็นว่าการจำกัดขอบเขตของผู้มีส่วนได้เสียตามกฎหมาย หรือประกาศกระทรวงนั้นไม่คลอบคลุมความหมายของผู้มีส่วนได้เสียที่แท้จริง นี่ต่างหากที่เป็นสาระสำคัญที่ไม่อาจยอมรับได้ของผู้ซึ่งถูกกันออกจากกระบวนการมีส่วนร่วมก่อนเกิดเหมือง หรือการรับประกันสิทธิหากได้รับผลกระทบภายหลังเหมืองแล้ว ต้นเหตุของความขัดแย้งจึงอยู่ที่ว่ากฎหมายตราขึ้นเพื่อสร้างความชอบธรรมต่อฝ่ายทุนไม่ใช่ประชาชน และประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมที่ประกาศใช้นี้ก็ได้ละเลยสาระสำคัญเรื่องความหมายที่แท้จริงของผู้มีส่วนได้เสียไปนั่นเอง

http://www.thaingo.org/cgi-bin/content/content1/show.pl?0283


 

One Generation Silly Fools

วันเสาร์ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2554

งาน "ตรวจรถก่อนใช้ ปลอดภัยแน่นอน" วันที่ 9 ธันวาคมนี้ ณ กรมการขนส่งทางบก จตุจักร

ขนส่งฯจับมือกว่า10บ.จัดให้คำปรึกษาผู้ประสบภัยรถถูกน้ำท่วม 9 ธ.ค.นี้

พิมพ์
อีเมล


altนายสมชัย ศิริวัฒนโชค อธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยว่า จากสถานการณ์อุทกภัยในหลายพื้นที่ ซึ่งส่งผลกระทบต่อรถยนต์และรถจักรยานยนต์เป็นจำนวนมาก กรมการขนส่งทางบกจึงขอความร่วมมือบริษัทรถยนต์ และรถจักรยานยนต์กว่า 10 บริษัท

เช่น  บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด บริษัท สยามนิสสัน ออโตโมบิล จำกัด บริษัท ตรีเพชร อีซูซุเซลส์ จำกัด บริษัท มิตซูบิชิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด จัด "คลินิกให้คำปรึกษาแก่รถยนต์ที่ประสบภัยน้ำท่วม" พร้อมทั้งมอบ "คูปองส่วนลด" ค่าแรง และค่าอะไหล่ แก่ผู้ร่วมงาน เป็นกรณีพิเศษด้วย โดยกำหนดจัดขึ้นในงาน "ตรวจรถก่อนใช้ ปลอดภัยแน่นอน" วันที่ 9 ธันวาคมนี้ ณ กรมการขนส่งทางบก จตุจักร

 

 นอกจากนี้ ยังมีการจัดกิจกรรม "ตรวจรถก่อนใช้ปลอดภัยแน่นอน" ซึ่งกรมการขนส่งทางบก กำหนดจัดขึ้นทุกปีในช่วงเทศกาลปีใหม่ และสงกรานต์ ภายใต้โครงการรณรงค์ป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนน โดยได้รับความร่วมมือจากภาคเอกชนกว่า 2,000 แห่งทั่วประเทศ ให้บริการตรวจเช็กสภาพความพร้อมของรถเบื้องต้นก่อนการเดินทางฟรีระหว่างวันที่ 1-30 ธ.ค. 2554 โดยให้บริการตรวจเช็กระบบเครื่องยนต์ ระบบส่งกำลัง ระบบเบรก ระบบรองรับน้ำหนัก ระบบไฟส่องสว่างและสัญญาณ ระบบบังคับเลี้ยว รวมทั้งการตรวจเช็กการทำงานของเครื่องปัดน้ำฝน เข็มขัดนิรภัย

http://goo.gl/eTunw

 

สตง.ชำแหละ สปสช.ฝ่าฝืนมติ ครม.เพียบ มือเติบจ่ายเงินเดือน-เบี้ยประชุมสูง

 

สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.)เผยแพร่สรุปผลการตรวจสอบประเมินผลสํานักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช.) ปีงบประมาณ 2554 ทางเว็บไซต์เมื่อเร็วๆนี้โดยระบุว่า มีการฝ่าฝืนมติคณะรัฐมนตรีหลายข้อทั้งการจ่ายเงินเดือนเลขาธิการ สปสช.ในอัตราสูงไม่เป็นไปตามสัญญา จ่ายเบี้ยประชุมให้ประธานและอนุกรรมการเกินกว่ามติ ครม. 2 เท่าตัว มั่วจ่ายเบี้ยเลี้ยง จ่ายโบนัสพนักงานโดยไม่มีมติคณะกรรมการ สปสช. ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้

ข้อตรวจพบที่ ๑  การใช้จ่ายงบบริหารไม่ถูกต้อง และไม่ประหยัด

๑.๑ การปรับอัตราเงินเดือนให้เลขาธิการสปสช.ไม่เป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรี กล่าวคือ การปรับอัตราเงินเดือนให้เลขาธิการหลังจากการประเมินผลการปฏิบัติงานปีที่ ๑ นั้นคณะกรรมการมีมติเห็นชอบให้ปรับอัตราเงินเดือนเป็นเดือนละ ๒๐๐,๐๐๐ บาท และเงินประจําตําแหน่งเดือนละ ๕๐,๐๐๐ บาท ซึ่งเป็นกรอบอัตราสูงสุดของกรอบเงินเดือนเลขาธิการตามมติคณะรัฐมนตรี ทําให้การปรับอัตราเงินเดือนของเลขาธิการปรับได้เฉพาะการปฏิบัติงานปีที่ ๒ ไม่สามารถปรับอัตราเงินเดือนตามผลงานเป็นระยะ ๆ ตลอดอายุสัญญา จึงไม่เป็นไปตามเงื่อนไขของการได้รับเงินเดือนของเลขาธิการตามมติคณะรัฐมนตรี

๑.๒ การจ่ายเงินค่าเบี้ยประชุมคณะอนุกรรมการตรวจสอบไม่เป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรี สปสช. เป็นองค์การมหาชนในกลุ่มที่ ๓ อัตราเบี้ยประชุมกรรมการขั้นต่ําและขั้นสูงเท่ากับ ๖,๐๐๐- ๑๒,๐๐๐ บาท อนุกรรมการให้ได้รับเบี้ยประชุมเป็นรายเดือนตามที่คณะกรรมการกําหนดแต่ไม่เกินครึ่งหนึ่งของอัตราเบี้ยประชุมกรรมการ และประธานอนุกรรมการให้ได้รับในอัตราสูงกว่าอนุกรรมการร้อยละ ๒๕

ดังนั้นอนุกรรมการตรวจสอบจะได้รับเบี้ยประชุมขั้นต่ําและขั้นสูงเท่ากับ ๓,๐๐๐ – ๖,๐๐๐ บาท และประธานอนุกรรมการจะได้รับเบี้ยประชุมในอัตราไม่เกินเดือนละ ๗,๕๐๐ บาท

จากการตรวจสอบพบว่า อนุกรรมการตรวจสอบได้รับเบี้ยประชุมในอัตราคนละ ๑๖,๐๐๐บาทต่อเดือน และประธานอนุกรรมการตรวจสอบได้รับเบี้ยประชุมในอัตราเดือนละ ๒๐,๐๐๐บาท ทําให้ตั้งแต่มีมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๗ กันยายน ๒๕๔๗ ถึงปัจจุบันเดือนมีนาคม ๒๕๕๓ สปสช. จ่ายค่าเบี้ยประชุมคณะอนุกรรมการตรวจสอบสูงเกินกว่าที่คณะรัฐมนตรีกําหนดเป็นเงินจํานวน ๓,๑๐๕,๐๐๐บาท

๑.๓ การจ่ายเงินค่าตอบแทนพิเศษ (โบนัส) ให้แก่เจ้าหน้าที่ พนักงาน และลูกจ้างไม่เหมาะสม จากการตรวจสอบและวิเคราะห์ข้อมูลการจ่ายเงินโบนัสให้แก่เจ้าหน้าที่ พนักงาน และลูกจ้างของ สปสช. พบว่าไม่ได้นําเสนอข้อมูลที่ครบถ้วนต่อคณะกรรมการ โดยมีรายละเอียดคือ

ปีงบประมาณ ๒๕๔๙ สปสช. จ่ายเงินโบนัสจํานวนเงิน ๑๘,๗๐๒,๘๓๖.๐๐ บาท โดยไม่มีมติเห็นชอบจากคณะกรรมการ ในขณะที่ปีอื่น ๆ ทุกปีจะมีมติคณะกรรมการอนุมัติให้จ่าย และในปีงบประมาณ ๒๕๕๐ – ๒๕๕๑ สปสช. จ่ายเงินโบนัสให้พนักงาน ซึ่งไม่เป็นลูกจ้างของ สปสช. โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการกําหนดนโยบายบริหารทรัพยากรบุคคล

แต่ไม่ได้นําเสนอการจ่ายโบนัสให้พนักงานเพื่อขอความเห็นชอบจากคณะกรรมการ สปสช.ทําให้คณะกรรมการยังไม่ได้พิจารณาว่าการจ่ายโบนัสให้พนักงานถูกต้องตามแนวทางหลักเกณฑ์การจ่ายเงินโบนัสที่คณะกรรมการกําหนด การจ่ายเงินโบนัสให้พนักงานในปีงบประมาณ ๒๕๕๐ – ๒๕๕๑ เป็นจํานวนเงิน ๒,๗๕๑,๖๑๕ บาท

๑.๔ การใช้จ่ายเงินบางรายการเป็นไปโดยไม่ประหยัด โดยมีรายละเอียดคือ การเดินทางเครื่องบินไม่เป็นไปตามประกาศ สปสช. เรื่อง ค่าใช้จ่ายในการบริหารและการจัดการ สปสช. พ.ศ.  ๒๕๕๐

จากการตรวจสอบพบว่า การเดินทางโดยเครื่องบินของผู้เข้าร่วมประชุมที่เป็นผู้ปฏิบัติงานหรือพนักงานตําแหน่งอื่น ๆ ที่มิใช่ผู้บริหาร ผู้เชี่ยวชาญ หรือรองผู้อํานวยการสํานัก ทุกรายการไม่ได้ระบุถึงเหตุผลความจําเป็นที่ต้องเดินทางโดยเครื่องบิน

นอกจากนั้น การจ่ายเงินค่าเบี้ยเลี้ยงการเดินทางในการจัดประชุมอบรมสัมมนาของ สปสช. ซึ่งถือปฏิบัติตามประกาศ สปสช.ดังกล่าวข้างต้นนั้น ทําให้การเข้าร่วมประชุมอบรมสัมมนาเมื่อมีการจัดอาหารเลี้ยงยังคงเบิกค่าเบี้ยเลี้ยงได้เต็มสิทธิ แต่จากระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรม การจัดงาน และการประชุมระหว่างประเทศ พ.ศ. ๒๕๔๙ ข้อ ๒๐ ได้กําหนดกรณีที่มีการจัดอาหารให้แก่ผู้เข้าประชุมอบรมสัมมนาที่ได้รับค่าเบี้ยเลี้ยงด้วยนั้น ให้หักค่าเบี้ยเลี้ยงได้ในอัตรามื้อละ ๑ ใน ๓ ของอัตราเบี้ยเลี้ยงเหมาจ่ายต่อวัน แต่ประกาศของ สปสช. ดังกล่าวไม่ได้วางหลักเกณฑ์ข้อนี้ไว้ทําให้หน่วยงานมีการเบิกค่าใช้จ่ายซ้ําซ้อน

๑.๕ การจ้างที่ปรึกษาไม่เหมาะสม สปสช. จ้างที่ปรึกษาในลักษณะต่อเนื่องและอัตราค่าจ้างค่อนข้างสูง การจัดทําสัญญาจ้างที่ปรึกษาไม่ครบถ้วน การจ้างที่ปรึกษาทําหน้าที่ผู้บริหารระดับสูง และเอกสารการประเมินผลการปฏิบัติงานของที่ปรึกษาสําหรับปีงบประมาณ ๒๕๕๑ และ ๒๕๕๒ ไม่สมบูรณ์

ข้อเสนอแนะ เพื่อให้การใช้จ่ายเงินงบประมาณของ สปสช.เป็นไปอย่างถูกต้อง มีประสิทธิภาพ ประหยัด และคุ้มค่า สํานักงานการตรวจเงินแผ่นดิน มีข้อเสนอแนะให้ประธานกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และเลขาธิการ สปสช.พิจารณาดําเนินการ ดังนี้

๑. ประธานกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ

•  การปรับอัตราเงินเดือนให้เลขาธิการ สปสช.
๑.๑ แก้ไขการกําหนดอัตราเงินเดือนของเลขาธิการให้มีการปฏิบัติให้เป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรีอย่างเคร่งครัด

•  การจ่ายเงินค่าเบี้ยประชุมคณะอนุกรรมการตรวจสอบ

๑.๒ ให้ตรวจสอบการจ่ายค่าเบี้ยประชุมคณะอนุกรรมการตรวจสอบให้เป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรี โดยหารือกับสํานักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ หากคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติมีความเห็นว่า การปฏิบัติงานของคณะอนุกรรมการตรวจสอบไม่ได้เป็นการมาประชุมเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการจ่ายผลตอบแทนให้คณะอนุกรรมการตรวจสอบในการปฏิบัติงานตรวจสอบ

•  การจ่ายเงินค่าตอบแทนพิเศษ (โบนัส)
๑.๓ ทบทวนการจ่ายเงินค่าตอบแทนพิเศษ (โบนัส) ให้แก่ผู้ปฏิบัติงานของ สปสช. โดยประสานงานกับสํานักงบประมาณและสํานักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ เพื่อให้การดําเนินการเป็นไปตามแนวทางที่ถูกต้อง และควบคุมกํากับให้ สปสช.ปฏิบัติตามมติคณะกรรมการในการจ่ายค่าตอบแทนพิเศษ (เงินโบนัส) และนําเสนอจํานวนเงินที่ต้องจ่ายค่าตอบแทนพิเศษ (โบนัส) ให้บุคลากรทุกประเภทของสํานักงานหลักประกันสุขภาพในแต่ละปีต่อคณะกรรมการ

•  การจ้างที่ปรึกษา
๑.๔ ออกระเบียบหรือข้อบังคับเกี่ยวกับการจ้างที่ปรึกษาให้มีความชัดเจน และควรให้ความสําคัญกับความจําเป็นที่ต้องมีที่ปรึกษาและกําหนดอัตราผลตอบแทนที่ไม่สูงมากเกินไป

๒. เลขาธิการสปสช.

•  การใช้จ่ายเงินกรณีการประชุม อบรม สัมมนา

๒.๑ แก้ไขประกาศสปสช. เรื่องค่าใช้จ่ายในการบริหารและการจัดการสปสช. พ.ศ. ๒๕๕๐ หรือกําหนดเป็นแนวปฏิบัติเพิ่มเติมเกี่ยวกับการพิจารณากําหนดอัตราค่าเบี้ยเลี้ยงให้เหมาะสมกรณีมีการจัดบริการอาหารให้ในระหว่างการประชุม อบรม สัมมนา เพื่อให้การใช้จ่ายงบประมาณของแผ่นดินเกิดประโยชน์สูงสุด และไม่เกิดความซ้ําซ้อนกับรายจ่ายอื่นที่หน่วยงานได้จ่ายให้แก่ผู้เข้าร่วมประชุมไปแล้ว และสั่งการให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติตามประกาศสปสช. เรื่องค่าใช้จ่ายในการบริหารและการจัดการสปสช. พ.ศ. ๒๕๕๐ เกี่ยวกับหลักฐานที่ใช้ประกอบการเบิกจ่าย เช่น กรณีเดินทางโดยเครื่องบินต้องกําหนดให้มีบัตรที่นั่งโดยสารเครื่องบินแนบรายการขอเบิกทุกครั้ง และหากมีการอนุมัติให้ผู้ปฏิบัติงานที่ตําแหน่งต่ำกว่ารองผู้อํานวยการสํานักเดินทางโดยเครื่องบิน ต้องระบุถึงเหตุผลความจําเป็นที่ต้องเดินทางโดยเครื่องบินให้ชัดเจน โดยเหตุผลความจําเป็นดังกล่าวต้องคํานึงถึงความประหยัดและคุ้มค่าเป็นสําคัญ

ข้อตรวจพบที่ ๒    การบริหารพัสดุไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กําหนด

๒.๑ การบริหารพัสดุของ สปสช. ไม่เป็นไปตามประกาศคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน และข้อบังคับที่กําหนดไว้ คือ สปสช. ไม่ได้ส่งแผนปฏิบัติการจัดซื้อจัดจ้างให้สํานักงานการตรวจเงินแผ่นดินภายในกําหนดเวลาอย่างช้าภายในวันที่ ๓๑ ตุลาคม ของทุกปี และแผนปฏิบัติการจัดซื้อจัดจ้างมีรายการไม่ครบถ้วน นอกจากนั้น สปสช. ไม่ปฏิบัติตามข้อบังคับสปสช.ว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. ๒๕๔๖ และคู่มือการจัดหาพัสดุ รวมถึงการให้เลขที่ใบสั่งซื้อสั่งจ้างในทะเบียนคุมใบสั่งซื้อสั่งจ้างไม่ครบทุกรายการ

๒.๒ การคัดเลือกผู้ขาย/ผู้รับจ้างในการจัดหาโดยวิธีเปรียบเทียบราคาด้วยการเปิดประมูลทั่วไปไม่เป็นไปตามระเบียบที่กําหนด จากการตรวจสอบพบว่า สปสช. ไม่ได้พิจารณาคัดเลือกพัสดุหรืองานจ้างของผู้เสนอราคาที่ตรวจสอบแล้วมีคุณภาพและคุณสมบัติถูกต้องตามเงื่อนไขในขั้นตอนการยื่นซองเสนอราคา แต่พิจารณาคัดเลือกตามเงื่อนไขเพิ่มเติมที่ปรากฏในประกาศการจัดหาพัสดุโดยวิธีเปรียบเทียบราคา ซึ่งขั้นตอนการต่อรองราคาที่ สปสช. กําหนดขึ้นเพิ่มเติมเพื่อใช้เป็นเงื่อนไขในการพิจารณาคัดเลือกคู่สัญญาดําเนินการจัดหาพัสดุนี้ไม่ได้ปรากฏอยู่ในข้อบังคับสปสช.ว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ.๒๕๔๖ และประกาศสปสช.เรื่อง แนวทางปฏิบัติในการจัดหาพัสดุ ลงวันที่ ๒๓ มกราคม ๒๕๔๗ แต่อย่างใด

ทําให้บางกรณีผู้ยื่นซองเสนอราคาต่ําสุดในชั้นต้นไม่ได้รับเลือกให้เป็นคู่สัญญา ซึ่งขัดกับหลักการต่อรองราคาตามระเบียบพัสดุที่มุ่งเน้นให้เกิดการแข่งขันที่โปร่งใสและเป็นธรรมกับผู้เสนอราคา ตลอดจนไม่สามารถยืนยันได้ว่าการปฏิบัติหน้าที่ของกรรมการพิจารณาผลในกระบวนการต่อรองราคานั้นมีความโปร่งใสและเป็นธรรมหรือไม่อย่างไร

ข้อเสนอแนะ เพื่อให้การบริหารพัสดุของ สปสช.มีความถูกต้องเหมาะสม สํานักงานการตรวจเงินแผ่นดินมีข้อเสนอแนะให้เลขาธิการสปสช.พิจารณาดําเนินการ ดังนี้

๒.๑  ปฏิบัติตามประกาศคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน เรื่องการจัดทําแผนปฏิบัติการจัดซื้อจัดจ้าง พ.ศ. ๒๕๔๖ โดยเคร่งครัดโดยเฉพาะการจัดทําแผนการปฏิบัติการจัดซื้อจัดจ้างส่งให้สํานักงานการตรวจเงินแผ่นดินภายในระยะเวลาที่กําหนด และแผนการจัดซื้อจัดจ้างต้องจัดทํารายละเอียดรายการให้ครบถ้วน ทั้งกรณีทําเป็นสัญญาและใบสั่งซื้อสั่งจ้าง

๒.๒  สั่งการให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติตามข้อบังคับสปสช.ว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. ๒๕๔๖ ข้อ ๘ และคู่มือการจัดหาพัสดุข้อ (๑) (ค) อย่างเคร่งครัด

๒.๓  สั่งการให้เจ้าหน้าที่ให้เลขที่ใบสั่งซื้อหรือจ้างที่ทําด้วยมือให้ครบถ้วนโดยจัดเรียงไปตามลําดับก่อนหลัง โดยไม่ว่างหมายเลขไว้

๒.๔  แก้ไขระเบียบการจัดหาพัสดุของ สปสช. ให้สอดคล้องกับระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. ๒๕๓๕ และที่แก้ไขเพิ่มเติม โดยเฉพาะหลักการและวิธีการจัดหาพัสดุ และหากเนื้อความในประกาศการจัดหาพัสดุใดจําเป็นต้องมีข้อความหรือรายการแตกต่างไปจากที่คณะกรรมการว่าด้วยการพัสดุ (กวพ.) กําหนดหรือแบบที่ผ่านการตรวจพิจารณาของสํานักงานอัยการสูงสุดแล้วโดยข้อความดังกล่าวมีสาระสําคัญตามที่กําหนดไว้ในตัวอย่างหรือแบบของ กวพ. และไม่ทําให้ทางราชการเสียเปรียบให้สามารถกระทําได้ เว้นแต่พิจารณาแล้วเห็นว่าจะมีปัญหาในทางเสียเปรียบหรือไม่รัดกุมพอให้ส่งร่างประกาศการจัดหาพัสดุไปให้สํานักงานอัยการสูงสุดพิจารณาก่อน

ข้อตรวจพบที่ ๓  การนําเงินสนับสนุนกิจกรรมภาครัฐจากการซื้อยาจากองค์การเภสัชกรรมโดยใช้งบกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติไปใช้เป็นเงินสวัสดิการเป็นการปฏิบัติที่ไม่เหมาะสม

ในปีงบประมาณ ๒๕๕๑ และ ๒๕๕๒ สปสช. ได้จัดทําโครงการเพื่อขอรับเงินสนับสนุนกิจกรรมภาครัฐจากองค์การเภสัชกรรมเป็นจํานวนเงิน ๑๖๕,๕๖๔,๗๔๐.๐๐ บาท เงินจํานวนดังกล่าว สปสช. ได้รับเป็นเงินบริจาคเข้ากองทุนสวัสดิการตามระเบียบ สปสช. ว่าด้วยการจัดสวัสดิการของสํานักงาน พ.ศ. ๒๕๕๐ และ สปสช. ได้เบิกจ่ายเงินจากกองทุนสวัสดิการไปจัดสวัสดิการในหลาย ๆ ด้าน เช่น การจัดทําโครงการศึกษาดูงานต่างประเทศ การจ่ายเพื่อช่วยเหลือแก่ผู้ทําคุณประโยชน์แก่ สปสช. และการจ่ายเพื่อประโยชน์แก่การสนับสนุนการปฏิบัติงาน เพียงวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๕๒ มีการเบิกจ่ายเป็นเงิน ๙๐,๔๓๕,๑๕๑.๘๒ บาท ทําให้ สปสช. มีเงินสนับสนุนกิจกรรมภาครัฐคงเหลือในกองทุนสวัสดิการ จํานวน ๗๕,๑๒๙,๕๘๘.๑๘ บาท การใช้จ่ายเงินดังกล่าวเพื่อสวัสดิการ ไม่เหมาะสมเนื่องจากงบประมาณในการจัดซื้อยาจากองค์การเภสัชกรรมเป็นเงินกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เพื่อให้บริการประชาชนในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ

ข้อเสนอแนะ เพื่อให้การบริหารจัดการเงินกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล สํานักงานการตรวจเงินแผ่นดินมีข้อเสนอแนะให้เลขาธิการสํานักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติพิจารณาดําเนินการ กําหนดหลักเกณฑ์การใช้จ่ายเงินสนับสนุนกิจกรรมภาครัฐที่ได้รับจากองค์การเภสัชกรรมให้เป็นการนําไปใช้เพื่อประโยชน์โดยตรงต่อหน่วยบริการ และกรณีเงินสนับสนุนกิจกรรมภาครัฐที่ได้จากองค์การเภสัชกรรมมาแล้ว แต่ปัจจุบันยังไม่ได้ดําเนินการให้สปสช. ปรับเป็นการดําเนินการโครงการที่ให้ประโยชน์กับหน่วยบริการโดยตรง

ข้อตรวจพบที่ ๔  การจัดส่วนงานและการกําหนดตําแหน่งงานไม่เป็นไปตามพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๕

จากการตรวจสอบการออกประกาศสปสช. เรื่องการจัดส่วนงานและการกําหนดตําแหน่งงาน พบว่าบางประกาศไม่ถูกต้อง กล่าวคือ การออกประกาศแบ่งส่วนงานฉบับแรกซึ่งประกาศ ณ วันที่ ๘ มกราคม ๒๕๔๖ เป็นฉบับเดียวที่ผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ แต่การออกประกาศแบ่งส่วนงานและการปรับปรุงการแบ่งส่วนงานภายหลังการออกประกาศฉบับแรก นั้นไม่ได้ผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ

ข้อเสนอแนะ เพื่อให้การดําเนินการของสปสช.เป็นไปโดยถูกต้องสํานักงานการตรวจเงินแผ่นดินมีข้อเสนอแนะให้ประธานกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติพิจารณาสั่งการให้เลขาธิการสปสช.นําเสนอการจัดแบ่งส่วนงานและการกําหนดตําแหน่งงานของสปสช.ที่มีการเปลี่ยนแปลงต่อคณะกรรมการก่อนการประกาศใช้

ข้อตรวจพบที่ ๕  ค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่คณะรัฐมนตรีกําหนด และการบรรจุแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ไม่เป็นไปตามคุณสมบัติ

เฉพาะตําแหน่ง (Job Specification)

จากการตรวจสอบการบริหารทรัพยากรบุคคลของ สปสช. พบว่าค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรตั้งแต่ปีงบประมาณ ๒๕๔๙ ถึง ๒๕๕๒ สูงกว่าเกณฑ์ที่คณะรัฐมนตรีกําหนด โดยไม่ได้เสนอไปยัง ก.พ.ร. เพื่อพิจารณาแต่อย่างใด และจากการตรวจสอบคุณสมบัติเฉพาะตําแหน่งงานด้านคุณวุฒิการศึกษาของเจ้าหน้าที่ ในสํานักนโยบายและแผน สํานักบริหารสารสนเทศการประกัน และสํานักงานสาขาเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร รวมทั้งสิ้นจํานวน ๑๑๑ อัตรา พบว่าการบรรจุแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ไม่ตรงตามคุณสมบัติเฉพาะตําแหน่ง ทั้งหมด ๙ คน คิดเป็นร้อยละ ๘.๑๑ ของจํานวนเจ้าหน้าที่ทั้งหมด

ข้อเสนอแนะ เพื่อให้การบริหารทรัพยากรบุคคลของสปสช.เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สํานักงานการตรวจเงินแผ่นดินมีข้อเสนอแนะให้เลขาธิการสปสช.พิจารณาดําเนินการ ถือปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ของมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๗ กันยายน ๒๕๔๗ และวันที่ ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๕๒ เกี่ยวกับการกําหนดกรอบวงเงินรวมสําหรับค่าใช้จ่ายด้านบุคลากร  และให้มีการบรรจุแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ให้ตรงตามที่กําหนดไว้ในคุณสมบัติเฉพาะตําแหน่งงาน (Job Specification) อย่างเคร่งครัด

ข้อตรวจพบที่ ๖  การใช้จ่ายงบกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่กําหนดในพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๕

จากการตรวจสอบการจ่ายเงินกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติปีงบประมาณ ๒๕๕๒ พบว่าเลขาธิการได้อนุมัติให้นําเงินกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติในส่วนของงบเหมาจ่ายรายหัวสําหรับบริการผู้ป่วยในและผู้ป่วยนอกจํานวน ๙๕,๓๒๕,๐๐๐.๐๐ บาท ไปจ่ายให้หน่วยงานอื่นที่ไม่ใช่หน่วยบริการเพื่อการดําเนินงานที่นอกเหนือจากบริการสาธารณสุข ซึ่งการนําเงินกองทุนไปใช้จ่ายไม่เป็นไปตามพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๕ มีผลกระทบทําให้หน่วยบริการไม่ได้รับงบประมาณเพื่อการดําเนินงานตามที่ควรจะเป็น

ข้อเสนอแนะ เพื่อให้การบริหารกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติเป็นไปตามพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๔๕ สํานักงานการตรวจเงินแผ่นดินมีข้อเสนอแนะ ดังนี้

๑.  ให้คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติพิจารณาการใช้จ่ายเงินกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของเงินกองทุน

๒. ให้เลขาธิการกํากับดูแลสํานักงานหลักประกันสุขภาพสาขาเขตพื้นที่ปฏิบัติตามคู่มือบริหารงบกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติของแต่ละปีงบประมาณอย่างเคร่งครัด

ข้อตรวจพบที่ ๗  การบริหารงบกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติรายการงบบริการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรคไม่เป็นไปตามที่คู่มือกําหนด

จากการตรวจสอบการจัดสรรงบบริการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรคสําหรับบริการที่มีความต้องการใช้บริการเด่นชัด (P&P Expressed demand services) พบว่า สปสช. จัดสรรงบดังกล่าวแก่หน่วยงานอื่นที่ไม่ใช่หน่วยบริการ ซึ่งคู่มือบริหารงบกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติกําหนดให้เป็นการจัดสรรในลักษณะเหมาจ่ายรายหัวให้แก่หน่วยบริการ ทําให้หน่วยบริการได้รับงบประมาณน้อยกว่าที่ควรได้รับ

ข้อเสนอแนะ เพื่อให้การบริหารงบบริการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรคของสปสช.เป็นไปอย่างถูกต้อง สํานักงานการตรวจเงินแผ่นดินมีข้อเสนอแนะให้เลขาธิการสปสช.กํากับดูแลสปสช.สาขาพื้นที่พิจารณาอนุมัติโครงการ/กิจกรรมด้วยความรอบคอบและเป็นไปตามแนวทางที่คู่มือบริหารงบกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติกําหนด

http://goo.gl/r916a

เฟซบุ๊ก "ยิ่งลักษณ์" ระบุถวายพระพรชัยมงคล 5 ธ.ค. แต่ขึ้นภาพรัชกาลที่ 8


 

คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
ภาพเฟซบุ๊กนายกฯ

เฟซบุ๊ก "ยิ่งลักษณ์" สุดชุ่ย ! ขึ้นข้อความ "‎5 ธันวา รวมพลังคนไทย รวมหัวใจถวายพระพรชัยมงคล" แต่ภาพประกอบดันเป็นพระบรมฉายาลักษณ์รัชกาลที่ 8 ก่อนที่จะลบออก อ้างทีมงานผิดพลาด พร้อมเผยนายกฯเตรียมทำหนังสือกราบบังคมทูลเพื่อขอพระราชทานอภัยโทษในข้อผิดพลาดดังกล่าว
       
       วันที่ 3 ธ.ค. เวลา 10.15น. ทางเฟซบุ๊ก "Yingluck Shinawatra" ได้เผยแพร่ข้อความ "‎5 ธันวา รวมพลังคนไทย รวมหัวใจถวายพระพรชัยมงคล" แต่ภาพประกอบดันเป็นพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล (รัชกาลที่ 8)
       
       หลังจากนั้นเมื่อเวลาประมาณ 23.19 น. ทางหน้าเฟซบุ๊กได้ลบภาพดังกล่าวออก และระบุข้อความว่า "ด้วยทางทีมงานของเฟสบุ๊คนี้ ได้ดำเนินการผิดพลาดในการขึ้นพระบรมฉายาลักษณ์ และได้รายงานให้นายกรัฐมนตรีทราบ
       
       นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้แก้ไข และจะได้มีหนังสือกราบเรียนท่านราชเลขาธิการเพื่อนำความกราบบังคมทูลเพื่อขอพระราชทานอภัยโทษในข้อผิดพลาดดังกล่าว (ทีมงาน)"

'ธรรมะ' ชนะ 'น้ำ' !!

 

'ธรรมะ' ชนะ 'น้ำ' !!

วันที่ 04/12/2554 08:00 

'ธรรมะ' ชนะ 'น้ำ' !!

ธรรมะชนะน้ำ!!

ภาพเล่าเรื่องสัปดาห์นี้ ตี้ ช่างภาพหนุ่มให้ชื่อเรื่องแล้ว ทำให้นึกถึงบทสัมภาษณ์ของท่าน ว.วชิรเมธี http://www.thairath.co.th/content/life/210775 กล่าวเอาไว้กับไทยรัฐออนไลน์ว่า

"เรื่องน้ำท่วมแบบนี้เป็นเรื่องธรรมดาโลก อย่าตื่นตกใจกับธรรมดาของโลก เราต้องพร้อมที่จะอยู่ในโลกอย่างคนที่เป็นนักเรียน พร้อมจะเรียนรู้ทุกสิ่งทุกอย่าง เหมือนเราเป็นนักกีฬาที่วิ่งลงไปในสนามแล้ว เราก็ต้องยอมรับกฎกติกาของสนามนั้น เราถึงจะเป็นนักกีฬาที่ประสบความสำเร็จ"

ใช่...ในขณะที่นอกจากประชาชนแล้วสมณเพศก็ไม่ได้รับการยกเว้น ต้องกลายเป็นผู้ประสบภัย

แต่ทว่า ภารกิจทางธรรมยังคงต้องดำเนินต่อไปเพื่อสร้างที่ยึดเหนี่ยวจิตใจให้กับชาวพุทธที่กำลังท้อแท้ใจและเครียดอย่างหนักกับวิกฤติน้ำที่มาเยือน ช่วงน้ำท่วมที่ผ่านมาเกิดภาพที่เราไม่ชินสายตานัก เมื่อพระภิกษุและสามเณรต้องมาลำบากเดินลุยฝ่าน้ำ พายเรือ และขึ้นรถยีเอ็มซีของทหารในการสัญจร  

ชาวพุทธได้เห็นภาพเหล่านี้แล้วคงทำให้มีแรงสู้ต่อไป เพราะตราบใดที่ใจเรายังส่องแสง แรงศรัทธาในพระพุทธศาสนาที่เรามี ยิ่งทำให้ทุกคนมีกำลังใจสู้กับวิกฤติน้ำท่วมกันต่อไป เพื่อวันพรุ่งนี้ที่ดีกว่าเก่าแน่นอน

 

ไทยรัฐออนไลน์


ต้นฉบับ: http://www.thairath.co.th/content/life/220994 

วันศุกร์ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2554

เนื้อหาโดยสรุป และภาพการเสวนาเรื่อง สุเหร่ามุสลิม: ภาพสะท้อนบ้านแห่งหัวใจ "ไทย"




จาก: Ms. Jarunee <jarunee@siam-society.org>
วันที่: 2 ธันวาคม 2554, 16:19
หัวเรื่อง: เนื้อหาโดยสรุป และภาพการเสวนาเรื่อง สุเหร่ามุสลิม: ภาพสะท้อนบ้านแห่งหัวใจ "ไทย"
ถึง: Jarunee Khongsawat <khongsawat.j@gmail.com>


เรียน ผู้สนใจงานอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรม
 
 
 

 

 
 
 
 
Jarunee Khongsawat
Cultural Program Officer

Siamese Heritage Protection Program

The Siam Society Under Royal Patronage
131 Asoke Montri Road, Sukhumvit 21, Bangkok 10110, THAILAND
Tel. +66 (2) 661-6470-7 ext 204, 084-6413401 Fax. +66 (2) 258-3491
Web site: www.siam-society.org /www.siamese-heritage.org or e-mail: jarunee@siam-society.org
Office Hours: Tuesday - Saturday, 9.00 a.m. - 5.00 p.m.

"Knowledge Gives Rise to Friendship" was adopted as the Siam Society's motto in 1924,
to convey the message that the search for knowledge is the bridge to friendship between people of all nations.