ร่วมลงนาม ยกเลิกกฎหมาย 3 ฉบับ มั่นคงภายใน - กฎอัยการศึก - พ.ร.ก.ฉุกเฉิน"

ร่วมลงนาม ยกเลิกกฎหมาย 3 ฉบับ มั่นคงภายใน - กฎอัยการศึก - พ.ร.ก.ฉุกเฉิน
ร่วมลงนาม ยกเลิกกฎหมาย 3 ฉบับ มั่นคงภายใน - กฎอัยการศึก - พ.ร.ก.ฉุกเฉิน
ร่วมลงนาม ยกเลิกกฎหมาย 3 ฉบับ มั่นคงภายใน - กฎอัยการศึก - พ.ร.ก.ฉุกเฉิน

วันอาทิตย์ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2554

แด่นายกรุณา กุศลาสัย (๑๐ พฤษภาคม ๒๔๖๓ - ๑๓ สิงหาคม ๒๕๕๒)





แด่นายกรุณา กุศลาสัย (๑๐ พฤษภาคม ๒๔๖๓ - ๑๓ สิงหาคม ๒๕๕๒)
พิมพ์ ส่งเมล
เขียนโดย ส.ศิวรักษ์   
 นายกรุณา กุศลาสัย ตายจากไป ณ บ้านลูกชาย ทางฝั่งธนบุรี เมื่อวันที่ ๑๓ สิงหาคม ๒๕๕๒ ซึ่งตรงกับวันพระ แรม ๘ ค่ำ เดือน ๙ ปีฉลู ค.ศ. ๒๐๐๙ นับอายุได้ ๘๙ ปีเศษ โดยไม่ได้เจ็บไข้ได้ป่วยเอาเลยก็ว่าได้ คือสิ้นลมปราณไปอย่างสงบ เพราะสิ้นอายุขัย นับว่าเป็นกุศลสมาจาร ซึ่งหาได้ยากในสมัยปัจจุบัน และการจากไปของบุรุษอาชาไนยของสยามผู้นี้ ก็ดูจะไม่เป็นที่สนใจของผู้คนในกระแสหลักของสังคม ซึ่งคงลืมเขาไปเสียแล้วก็ได้ ทั้งๆ ที่เขามีคุณูปการกับบ้านเมืองมามิใช่น้อย และวิถีชีวิตของเขาก็เป็นแบบอย่างในทางของปูชนียบุคคลที่หาได้ยาก หากสมัยนี้ เราไม่ยกย่องเชิดชูคนดีกันอีกแล้ว เราสนใจแต่คนเด่นคนดังและคนที่มีชาติวุฒิอันจอมปลอม หรือคนที่สวมหัวโขนอันโก้หรูไว้ หากภายในหน้ากากนั้นเต็มไปด้วยความกักขละและโสมม มากบ้างน้อยบ้างแทบทุกคน พร้อมกันนั้น เราก็ต้องตราไว้ว่านายกรุณาไม่ต้องการเกียรติยศชื่อเสียงใดๆ ไม่ต้องการอนุสาวรีย์ หรือคำยกย่องสรรเสริญใดๆ ตามสมัยนิยม หากเขาปิดทองหลังพระมาเกือบจะโดยตลอด และเขาต้องการให้ชื่อเสียงของเขาจางหายไปตามทางของพระอนัตตลักษณะ โดยเขาเป็นคนที่ติดยึดในตัวตนน้อย พร้อมที่จะยกย่องเชิดชูผู้อื่น โดยที่เขาเคยได้รับเกียรติยศจากภารตประเทศ ยิ่งกว่าจากประเทศบ้านเกิดเมืองนอนของเขา ซึ่งนอกจากจะเนรคุณเขาด้วยการจำจองเขาเป็นเวลานาน โดยหาความผิดไม่ได้แล้ว ยังเมินเขาเสียอีกก็ว่าได้ ทั้งนี้รวมถึงสถาบันที่เขามีส่วนร่วมปลุกปั้นมาแต่แรกด้วย เช่น มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย และอาศรมไทยภารต


การที่เขาได้เป็นศิลปินแห่งชาติ หรือรางวัลศรีบูรพานั้น ก็หามีความสำคัญอันใดไม่ เพราะการยกย่องผู้คนในสังคมไทย ขาดมาตรฐานอันมุ่งที่ความเป็นเลิศอย่างแท้จริง
อัตชีวประวัติของเขาเรื่อง ชีวิตที่เลือกไม่ได้ นั้น เขียนเล่าให้ลูกๆ ฟัง อย่างอ่อนน้อมถ่อมตน และอย่างน่ารับฟัง แถมเขายังแปลเป็นภาษาอังกฤษให้ได้รับรู้กันในวงกว้างออกไปยังนานาชาติอีกด้วย แต่ถ้าเราอ่านในระหว่างบันทัดก็จะเห็นได้ ว่าชีวิตของเขา เป็นชีวิตที่เขาเลือกได้ และเลือกแล้ว ที่จะเป็นคนเอาชนะอุปสัค และความยากจน หากเขาเลือกเดินตามทางของสาธุชน ด้วยวิริยะ อุตสาหะ โดยเขาแสวงหากัลยาณมิตรได้มาตลอด และเขามองคนในแง่ดี  แม้จะเห็นข้อบกพร่องของบุคคลนั้นๆ เขาก็เข้าใจและให้อภัย ประกอบไปด้วยความอดทน ความอดกลั้น และความเมตตากรุณาที่มีอยู่ในตัวเขา สมกับชื่อที่เขาตั้งให้ตัวเอง จากชื่อเดิมว่ากิมเฮง และนามสกุลของเขา ก็ยืนยันว่าเขาพึ่งพิงอยู่กับกุศลสมาจารอย่างแท้จริง
การที่เขาบวชเณรเมื่ออายุ ๑๓ ปี แล้วเดินตามพระโลกนาถ (ภิกษุอเมริกัน เชื้อสายอิตาเลี่ยน) ไปจนถึงอินเดียนั้น นับว่าเป็นความวิเศษมหัศจรรย์อันไม่มีผู้ใดเหมือน เพราะพระเณรที่ตามพระโลกนาถไปเป็นจำนวนมากนั้น ไม่ว่าจะปัญญานันทะภิกขุ หรือใครก็ตาม ล้วนเลิกล้มความตั้งใจกันกลางคันทั้งนั้น โดยมักจะกล่าวหาว่าพระฝรั่งหูเบา เพื่อนสหธรรมิกปราศจากสามัคคีธรรม หรือต่างก็ปราศจากขันติธรรมจนถึงขนาดก็ได้ แต่นายกรุณาไม่เคยโอ้อวดถึงความมหัศจรรย์ที่เขาเดินทางจนถึงจุดหมายปลายทาง แม้ญาติโยมทางพม่าจะชวนให้เณรน้อยสึกหาลาเพศ แถมจะยกลูกสาวให้ที่ประเทศนั้นเสียด้วยซ้ำไป
ทัศนะของนายกรุณาที่มีต่อพระโลกนาถนั้นเป็นไปในทางบวก อย่างเคารพนับถือ และยกย่องสรรเสริญ  จนตลอดชีวิต ในขณะที่พระไทยส่วนใหญ่ไม่เห็นคุณค่าของพระคุณท่าน ดังพระไทยส่วนใหญ่ก็ไม่ได้เห็นคุณค่าของพระฝรั่งมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว เพราะถือตนว่าสูงส่งกว่าท่านนั้นๆ ดังท่านพระญาณดิลก (ชาวเยอรมัน) ก็เขียนเล่าไว้ในอัตชีวประวัติท่านอย่างน่าพิจารณา โดยที่เราเพิ่งมาเห่อพระฝรั่งสายท่านพระอาจารย์ชา สุภัทโทกันเมื่อเร็วๆ นี้เอง แต่พระมหาเถระที่อิจฉาท่านนั้นๆ ก็ยังมีอีกมาก และฆราวาสที่เห่อพระฝรั่งสายนี้ ก็ดูจะเป็นคุณหญิงคุณนาย และพวกที่ชอบความทันสมัยเสียแหละมากกว่าอะไรอื่น ที่จะให้ใครพวกนี้สนใจถึงโครงสร้างทางสังคมอันอยุติธรรมและรุนแรง แทบจะหาไม่ได้เอาเลย และพระสายนี้ก็ไม่เคยสอนธรรมในแนวนี้ ทั้งๆ พุทธมามกะซึ่งเป็นชนชั้นสูงในสังคมไทยนี้แลคือเป็นส่วนที่สำคัญอันธำรงโครงสร้างอันอยุติธรรมดังกล่าวไว้ ถ้าตีประเด็นนี้ไม่แตก ศีลจักเป็นความเป็นปกติของบุคคลและสังคม ตามความหมายที่แท้ ที่พระบรมศาสดาตรัสสอนไว้ได้ละหรือ
ว่าจำเพาะนายกรุณา เมื่อยังบรรพชาเป็นสามเณรอยู่ในชมภูทวีปนั้น ได้เรียนภาษาฮินดี บาลี สันสกฤต และอังกฤษ อย่างลำบากยากเข็ญ และด้วยวิริยะอุตสาหะ ประกอบกับสติปัญญาซึ่งแฝงความเป็นเลิศไว้ จนสอบได้ภาษาฮินดีเป็นที่หนึ่งของประเทศเอาเลย และได้เข้าเรียนในสันตินิเกตันของท่านรพินทรนาถ ฐากูร ร่วมสมัยกับนายเฟื้อ หริพิทักษ์ ดังอาจถือได้ว่ารัตนมณีของไทยทั้งคู่นี้ได้รับการเจียรไนที่สถาบันการศึกษานอกระบบของอินเดียอย่างเหมาะสมยิ่ง และอาจกล่าวได้ว่าคนที่ไปเรียนอินเดียต่อแต่นั้นมา จะหาใครที่เข้าถึงอารยธรรมของภารตประเทศอย่างถ่องแท้ดังนายกรุณา คงหาได้ยาก ส่วนมากไปรับเอากากเดนการศึกษาจากมหาวิทยาลัยต่างๆ ของประเทศนั้นมาอย่างกึ่งดิบกึ่งดี โดยที่หาความเป็นเลิศได้ยากเต็มที นี้นับว่าน่าละอายยิ่งนัก
ในสมัยก่อนสงครามโลกครั้งที่แล้ว คนสำคัญของไทย เกือบจะไม่ไปอินเดียกัน มีสองท่านผู้ใหญ่ที่ไปและได้พบสามเณรกรุณา โดยที่ทั้งสองท่านนี้ชื่นชมเณรหนุ่มรูปนี้ทั้งคู่ ดังสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระนครสวรรค์วรพินิต ถึงกับทรงรับเป็นโยมอุปัฎฐาก และสมเด็จพระวชิรญาณวงศ์ ตรัสชวนให้สามเณรไปอยู่วัดบวรนิเวศ โดยไม่ทรงรังเกียจความเป็นมหานิกายของเธอ ส่วนพุทธทาสภิกขุนั้นได้ติดต่อทางจดหมายกับเณรน้อยรูปนี้ อย่างต่างก็รับฟังจากกันและกัน และได้เป็นกัลยาณมิตรกันตลอดมา
น่าเสียดายที่สามเณรกรุณาต้องลาสิกขา เพราะไทยประกาศสงครามกับอังกฤษ ซึ่งปกครองอินเดีย นายกรุณาจึงถูกจองจำในฐานะชนชาติศัตรู เฉกเช่นนายเฟื้อ หริพิทักษ์ด้วยเหมือนกัน
ในค่ายกักกันนี้แล ที่หนุ่มกรุณาพบรักครั้งแรกกับสาวญี่ปุ่น ที่เป็นชนชาติศัตรูของอังกฤษเช่นเดียวกับไทย หากแล้วก็แคล้วคลาดกันไป โดยที่นายเฟื้อนั้นถูกพรากไปจากศรีภรรยา คือ ม.ร.ว. ถนอมศักดิ์ กฤดากร จนเกิดอาการวิกฤตศรัทธา ถึงกับไปรับเอาพระนารายณ์เป็นเจ้ามาเป็นสรณะ ดังได้เปลี่ยนนามสกุลจากทองอยู่ มาเป็นหริพิทักษ์
เมื่อเสร็จสงครามแล้ว อังกฤษเอาเชลยไทยส่งคืนประเทศ แต่อ่าวไทยยังเต็มไปด้วยทุ่นระเบิด อังกฤษจึงปล่ยนายกรุณาไว้ที่สิงคโปร์ ให้เดินนับหมอนไม้รถไฟกลับกรุงเทพฯ ผ่านประเทศมลายู ซึ่งเขาเล่าว่าได้รับความเมตตาปราณีจากเพื่อนมุสลิมในประเทศนี้อย่างดียิ่ง
นายกรุณาเริ่มทำงานให้สถานทูตอินเดียที่กรุงเทพฯ เมื่อประเทศนั้นเปิดสัมพันธไมตรีกับไทย หลังจากที่อินเดียได้รับเอกราช และเขาร่วมสอนภาษาสันสกฤตและฮินดีให้ที่อาศรมไทยภารตด้วย และจากการสอนภาษาฮินดีนี้แล ที่ศิษย์สาวคนหนึ่งเกิดสมัครรักใคร่กับครู จนได้เป็นสามีภรรยากัน และอยู่กินด้วยกันอย่างเป็นคู่ชีวิตที่หาคู่อื่นใดเสมอเหมือนได้ยาก ดังต่อมานางเรืองอุไร  ผู้ภริยาตาบอด สามีก็ปรนนิบัติวัตถากอย่างใกล้ชิด เวลาภริยาไปประชุมที่ราชบัณฑิตยสถาน สามีก็พาไปส่งและรับกลับ หากทั้งคู่ไม่ยอมสมัครเป็นภาคีสมาชิกของสถาบันดังกล่าว เพราะทั้งคู่เห็นว่าการเป็นราชบัณฑิตด้วยการกระเสือกกระสนไปให้เขาเลือกมาอีกทีนั้น เป็นเกียรติยศที่จอมปลอม แม้ทั้งคู่จะเก็บความข้อนี้ไว้อย่างเงียบๆ ก็ตาม ดังทั้งคู่นี้ไม่ยอมเปิดปากวิพากษ์วิจารณ์อะไรๆ ให้เป็นที่อื้อฉาว แต่ก็อดบอกความในใจให้กัลยาณมิตรวงในรับทราบไว้ด้วยเนืองๆ
ดังมติเกี่ยวกับการตั้งเจ้าอาวาสวัดชลประทานรังสฤษดิ์เป็นรูปแรกนั้น กัลยาณมิตรของนายกรุณาก็มีส่วนอย่างสำคัญ ดังท่านผู้นั้นก็ยอมรับว่า เขาเลือกพระผิดเสียแล้ว ที่จริงเขาเสนอชื่อพระอาจารย์ขาว แต่ท่านรูปนั้นปฏิเสธโดยที่คนในสมัยนี้ก็คงลืมพระอาจารย์ขาวไปแล้ว ดังที่คนก็จะลืมชื่อนายกรุณา ซึ่งได้รับใช้ใกล้ชิดเจ้าคุณพระพิมลธรรม (อาจ) แต่สมัยท่านมีบทบาทกับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ในยุคบุกเบิกอย่างสำคัญ โดยพระอาจารย์ขาวก็เป็นอาจารย์สอนกัมมฐานที่สถาบันการศึกษาแห่งนั้นมาแต่สมัยแรกด้วย โดยที่นายกรุณากับเจ้าคุณพระพิมลธรรม (อาจ) นั้น นอกจากจะเป็นศิษย์กับอาจารย์กันแล้ว ยังเป็นกัลยาณมิตรของกันและกันอีกด้วย นายกรุณากล้าเตือนพระคุณท่านได้อย่างจังๆ จนภายหลังข้าพเจ้าก็อาศัยนายกรุณาส่งสารถึงพระคุณท่านได้ง่าย และอาจวิพากษ์วิจารณ์พระคุณท่านได้ด้วย หากพระผู้ใหญ่มีกัลยาณมิตร เป็นปรโตโฆษะ พระเถระนั้นๆ ก็ย่อมเจริญโยนิโสมนสิการได้ น่าเสียดายที่พระมหาเถระร่วมสมัยขาดกัลยาณมิตรกันแทบทั้งนั้น แถมยังไม่เจริญโยนิโสมนสิการอีกด้วย ความเป็นสมีและอลัชชีจึ้งเข้าครอบงำท่านผู้ทรงสมณศักดิ์สูงๆ เหล่านั้นกันอย่างน่าเสียดาย รวมทั้งในมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยอีกด้วย
นายกรุณาเป็นกัลยาณบุคคลที่มีกัลยาณมิตรมาตลอดชีวิต ตั้งแต่พระโลกนาถเป็นต้นมา จนถึงศรีภริยา ส่วนเพื่อนร่วมงานที่เป็นกัลยาณมิตรคนสำคัญนั้นมี ๒ คนคือ นายสังข์ พัธโนทัย และนายอารี ภิรมย์  โดยที่ทั้งคู่นี้เคยทำงานอยู่ที่กรมโฆษณาการ ซึ่งต่อมากลายเป็นกรมประชาสัมพันธ์ นายสังข์ ใกล้ชิดกับจอมพล ป. พิบูลสงคราม จนมีชื่อเสียงมัวหมองตามเผด็จการผู้นั้น แต่ด้วยความซื่อสัตย์จงรักภักดีกับเจ้านาย นายสังข์สามารถเกลี้ยกล่อมให้จอมพล ป. หันมาสนใจขบวนการกรรมกร และใช้นายสังข์เป็นนกต่อให้ หาทางสัมพันธ์กับสาธารณรัฐประชาชนจีน นายสังข์จึงต้องมาวานนายกรุณาและนายอารี ซึ่งเป็นเจ้าของโรงเรียนจีนด้วย และมีเส้นสายกับสมาชิกของพรรคคอมมูนิสต์จีน  เป็นเหตุให้นายกรุณาและนายอารี เป็นทูตรุ่นแรกที่ได้ไปเมืองจีน จนได้พบโจเอินไหลและเมาเซตุง ดังทั้งคู่นี้เขียนเล่าไว้แล้ว และบำเหน็จที่ทั้งคู่นี้ได้รับคือการถูกจอมพล ส. ธนรัตน์จองจำไว้ในคุกลาดยาวเป็นเวลานาน ครั้นเมื่อไทยเปิดสัมพันธไมตรีกับจีนอย่างเป็นทางราชการ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช นักฉวยโอกาสที่เคยเกลียดจีนมาอย่างออกหน้า ก็ได้กลายเป็นพระเอกขี่ม้าขาวไปแสดงบทบาทอย่างเป็นที่ชื่นชมของทั้งจีนและไทย ในขณะที่นายอารีและนายกรุณาถูกลืมไปนั้นแล
ทางด้านภารตวิทยานั้น นายกรุณาและนางเรืองอุไร ผู้ภริยา ได้ผลิตผลงานออกมามิใช่น้อย ทั้งยังช่วยคนอื่นๆ ที่ต้องการเรียบเรียงเรื่องทางชมภูทวีปทุกๆ คน ที่ไปขอความอนุเคราะห์ ดังข้าพเจ้าก็ได้เป็นหนี้บุญคุณท่านทั้งสองนี้มาเป็นอันมาก
ใช่แต่เท่านั้น นายกรุณายังเป็นญาติทางข้างภริยาข้าพเจ้า มีอะไรๆ ที่ท่านและภริยาจะช่วยเหลือเกื้อกูลครอบครัวของเรา ท่านเต็มใจทำให้อย่างเต็มที่ ทั้งท่านยังช่วยกิจการของข้าพเจ้าทางมูลนิธิเสฐียรโกเศศ-นาคะประทีป และมูลนิธิโกมลคีมทองอีกด้วย  ยิ่งมูลนิธิที่เอ่ยชื่อมาแต่แรกด้วยแล้ว สามีภริยาคู่นี้เคารพนับถือท่านเสฐียรโกเศศกับท่านนาคะประทีป ทั้งทางส่วนตนและส่วนรวม ดังอาจนับว่าทั้งคู่นี้สืบทอดเจตนารมณ์ของท่านเสฐียรโกเศศ และท่านนาคะประทีป ต่อมาอีกชั่วคนหนึ่งเอาเลยก็ว่าได้ ส่วนมูลนิธิโกมลฯ นั้นเล่า ก็มีเป้าหมายในการอุดหนุนอุดมคติสำหรับคนหนุ่มสาว ย่อมเป็นที่ชอบใจของนายกรุณาและศรีภริยายิ่งนัก
นายกรุณากินอยู่อย่างเรียบง่าย ทำโยคะเป็นกิจวัตรประจำวัน ในบั้นปลายแห่งชีวิต นายกรุณามีอาการหลงลืมบ้าง แต่ก็ไม่เลวร้ายนัก เคยไปพักบ้านคนชราเป็นบางคราว แล้วก็ได้กลับมาอยู่บ้านลูกชาย จนตายจากไปที่นั่นอย่างสงบ
การที่นายกรุณาตายจากไปคราวนี้ ที่น่าสงสัยก็คือ เราจะทำอะไรได้บ้าง เพื่อช่วยกันสรรสร้างให้มีคนอย่างนี้อยู่ร่วมสมัยกับเราต่อๆไป ทั้งในช่วงอายุเราและรุ่นลูกรุ่นหลานของเราด้วย ให้เขาเหล่านั้นได้เป็นทั้งคนดี ที่มีความรู้ และอุทิศตนเพื่อส่วนรวมอย่างปิดทองหลังพระ ดังที่เราสืบทอดวัฒนธรรมดังกล่าวกันมาในบ้านเมืองเราแต่ไหนแต่ไร ถ้าเราไม่อาจหาคนดีที่เป็นปูชนียบุคคลได้ โดยมีแต่คนกึ่งดิบกึ่งดีแล้วไซร้ ก็น่าห่วงอนาคตของสังคมไทยยิ่งนัก
ด้วยเหตุฉะนี้ พวกเราหลายคนที่เคารพท่านทั้งสองนี้ จึงคิดตั้งกองทุนขึ้นในนามว่า กองทุนกรุณา-เรืองอุไร กุสลาศัย เพื่อความเป็นไท ของเด็กและเยาวชน ผู้ที่สนใจใคร่ทราบวัตถุประสงค์ และนโยบายของกองทุนดังกล่าว อาจติดต่อขอรายละเอียดได้จาก www.semsikkha.org,  www.snf.or.th โดยที่จะบริจาคทรัพย์เป็นส่วนกุศลแด่ท่านทั้งสองนี้ก็ได้ ทางบัญชี มูลนิธิเสฐียรโกเศศ-นาคะประทีป เพื่อกองทุนกรุณา-เรืองอุไร กุศลาสัย  ธนาคารไทยพาณิชย์  เลขที่บัญชี ๐๒๔-๒๖๙๒๕๙-๐ (หักภาษีได้ด้วย)


ส. ศิวรักษ์ิ

------------------------------------------------








นักสู้ครูประชาบาล ครอง จันดาวงศ์

นักสู้ครูประชาบาล ครอง จันดาวงศ์


วิภาวี จุฬามณี

ใน บรรดาขบวน การเสรีไทยสายอีสาน ที่เคลื่อนไหวต่อต้านการรุกรานของญี่ปุ่นในช่วงสงคราม โลกครั้งที่ 2 "เสรีไทยสกลนคร" นับเป็น กองกำลังที่ใหญ่ที่สุด มีแนวร่วมทั้งชายและหญิงนับพันคน

ผู้ที่มีบทบาทโดดเด่นในขณะนั้น ได้แก่ "ขุนพลภูพาน"นายเตียง ศิริขันธ์ อดีต ส.ส.และรัฐมนตรีหลายสมัย หัวหน้าใหญ่ของเสรีไทยภาคอีสาน ซึ่งภายหลังถูกรัฐบาลคณะรัฐประหารยัดข้อหากบฏ และถูกอุ้มไปฆ่าทิ้งเมื่อวันที่ 14 ธ.ค.2495

อีกคนคือเพื่อนรักของเขา คือ "นายครอง จันดาวงศ์" นักสู้ครูประชาบาล ผู้นำเสรีไทยแห่งค่ายดงพระเจ้า เทือกเขาภูพาน

ซึ่ง ต่อมาครูครองก็ถูกรัฐบาลเผด็จการ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ป้ายสีและจับยิงเป้าประหารในวันที่ 31 พ.ค.2504 โดยที่ไม่มีการไต่สวนพิจารณาคดีแต่อย่างใด

ครูครอง เกิดเมื่อวันที่ 28 ม.ค.2451 ที่ อ.ธาตุเชิงชุม จ.สกลนคร เมื่อเรียนจบแล้วได้เป็นครูที่บ้านตาลโกน อ.สว่างแดนดิน และย้ายไปเป็นครูใหญ่อีกหลายโรงเรียน

นายเตียงและครูครองเป็นเพื่อน รักกัน เมื่อนายเตียงลงสมัครรับเลือกตั้ง ครูครองจะไปช่วยหาเสียงเสมอ ทั้งยังร่วมกันจัดตั้งโรงเรียนมัธยมศิริขันธ์ 1 และ 2 เพื่อส่งเสริมการศึกษาของเยาวชนในจ.สกลนคร ครูครองรับเป็นผอ.โรงเรียน โดยไม่คิดค่าตอบแทนใดๆ

เมื่อครั้งสงครามโลกครั้งที่ 2 ทั้งคู่เข้าร่วมขบวนการเสรีไทย ถึงขั้นลาออกจากราชการครู กระทั่งปีพ.ศ.2490 เกิดการรัฐประหาร นายเตียงหลบหนีไปอยู่ภูพาน ส่วนครูครองถูกจับกุมข้อหากบฏแบ่งแยกอีสาน แต่ก็ได้รับปล่อยตัวในภายหลังเพราะศาลยกฟ้อง

นับแต่นั้นมา ชีวิตของครูครองก็เกี่ยว ข้องกับการเคลื่อนไหวทางการเมืองมาโดยตลอด

"ครูครอง เป็นนักต่อสู้ นักมนุษยสัมพันธ์ สอนให้ชาวบ้านรักสามัคคี ช่วยให้ความเป็นอยู่ดีขึ้น ไม่ได้ทำผิดอะไรต่อแผ่นดิน" ลุงคาน พิลารักษ์ อดีตผู้ใหญ่บ้านและลูกศิษย์ใกล้ชิดครูครองเล่าความหลังได้อย่างแจ่มชัด แม้วัยจะล่วงเข้า 84 ปีแล้ว

หลัง ยุติบทบาทเสรีไทย ครูครองยังเคลื่อนไหวหลายๆ ด้าน ทั้งการตั้งกลุ่มชาวนาสามัคคี ต่อสู้เพื่อสิทธิประโยชน์ของชาวนาชาวไร่ เคลื่อนไหวคัดค้านการส่งทหารไปร่วมรบในสงครามเกาหลี กระทั่งถูกจับกุมคุมขังอยู่ในเรือนจำบางขวาง ในเหตุการณ์ "กบฏสันติภาพ" เมื่อปีพ.ศ. 2495

หลังได้รับการปล่อยตัวในปีพ.ศ. 2500 ครูครองลงสมัครรับเลือกตั้ง และได้เป็นส.ส.สกลนคร ในนามพรรคแนวร่วมเศรษฐกร แต่หลังจากนั้นไม่นาน จอมพลสฤษดิ์ก่อรัฐประหารครั้งที่ 2 และสถาปนาระบอบเผด็จการเต็มรูปแบบ

การเป็นส.ส.ฝีปากเอกที่ไม่ยอมจำนน ให้อำนาจเผด็จการ ทั้งยังสามารถรวบรวมมวลชนได้มาก ทำให้จอมพลสฤษดิ์ที่ขณะนั้นเริ่มกวาดล้างนักหนังสือพิมพ์ นักการเมืองฝ่ายค้าน ปัญญาชน และชาวบ้านที่เห็นต่าง สั่งจับกุมครูครองและ ครูทองพันธ์ สุทธิมาตย์ ด้วยข้อหากบฏ และมีการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์

ก่อนสั่งยิงเป้าประหารที่สนามบินลับเสรีไทย อ.สว่างแดนดิน ปัจจุบันคือบริเวณศูนย์ราชการสว่างแดนดิน

"ครูครอง ไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ เพียงแต่เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในขบวนการเสรีไทย เขาไม่เคยพูดให้ฟังด้วยซ้ำว่า คอมมิวนิสต์เป็นอย่างไร เราไปรู้จักเองตอนอยู่ในคุก คนที่ถูกจับด้วยกันบางคนไม่รู้จักคอมมิวนิสต์เลย พอเจ้าหน้าที่ถามแล้วตอบไม่ได้ก็ถูกตี ถูกซ้อม ครูครองเป็นแพะ ทุกคนที่ถูกจับเป็นแพะทั้งนั้น" ลุงคานรำลึกความหลังอย่างหดหู่

วัน ที่ 29 พ.ค.ที่ผ่านมา ในวาระ "ครบรอบ 50 ปี การประหารชีวิตครูครอง จันดาวงศ์" บรรดาพรรคพวกที่ร่วมเหตุการณ์ในครั้งนั้น รวมทั้งคนรุ่นใหม่ที่สนใจประวัติ ศาสตร์การต่อสู้ทางการเมืองของคนรุ่นก่อนรวมตัวกันที่บ้านของครูครอง ถนนจันดาวงศ์ อ.สว่างแดนดิน

ลุงวิทิต จันดาวงศ์ ลูกชายครูครอง เล่าว่าพ่อเป็นคนขยัน มีระเบียบวินัยมาก ตอนยังเด็กลูกๆ จะถูกห้ามไม่ให้กินเหล้า ไม่ให้สูบบุหรี่ แต่พอบรรลุนิติภาวะแล้วก็ให้เสรีภาพเต็มที่ นอกจากนี้ ยังมีความเป็นประชาธิปไตยสูง ทุกเดือนจะมีวันหนึ่งที่ทั้งครอบครัวมานั่งพูดคุยกัน แลกเปลี่ยนว่าหนึ่งเดือนที่ผ่านมาพ่อแม่หนักใจอะไรเกี่ยวกับลูกบ้าง และลูกๆ หนักใจอะไรเกี่ยวกับพ่อแม่บ้าง

ตั้งแต่ยังเล็ก ลุงวิทิตจะติดตามไปช่วยพ่อหาเสียงเสมอ กระทั่งตอนติดคุกในปีพ.ศ.2504 ลุงวิทิตก็เป็นหนึ่งในนั้นด้วย

"พ่อ ถูกประหารวันที่ 31 พ.ค.2504 แต่การสืบสวนเกิดขึ้นอีก 4-5 วันหลังจากนั้น ชาวบ้านจำใจเป็นพยาน เพราะกลัวว่าจะถูกประหารเหมือนครูครอง"

"พ.ศ.2506 คดีนี้ถูกนำขึ้นฟ้องศาล ผมซึ่งอายุน้อยที่สุดตกเป็นจำเลยที่ 1 เราถูกปฏิบัติเหมือนเชลยศึก แต่พอสืบพยานไปหลายปาก ศาลก็เห็นข้อเท็จจริงว่าองค์ประกอบความผิดไม่ถึงขั้นประหาร ได้แค่ข้อหาอั้งยี่ซ่องโจร โทษจำคุก 2 ปี แต่รัฐบาลเขาสั่งประหารไปแล้ว พวกเขาเลยพากันวุ่นวาย สุดท้ายผมก็ถูกปล่อยตัว ไม่ใช่เพราะคดีสิ้นสุด แต่เพราะเขาถอนฟ้อง"

ด้าน "ชวลิต ทัพขวา" หรืออดีตสหายวัฒนา วัย 87 ปี เล่าความผูกพันที่มีต่อครูครองว่า แม้จะไม่เคยพบหน้ากัน แต่ก็ผูก พันกันในฐานะเป็นครูประชาบาลเหมือนกัน และเข้าร่วมเสรีไทยด้วยกัน เป็นเสรีไทยมหาสารคาม ส่วนครูครองเป็นเสรีไทยสกลนคร

"ครูครองเป็น สัญลักษณ์วีรชนของคนสกลนคร ผมกับครูครองมีความผูกพันกัน เพราะหลังออกจากเสรีไทยแล้วก็ไม่ได้หยุดนิ่ง ยังคัดค้านการส่งทหารไปร่วมสงครามเกาหลี ยังเคลื่อนไหวทางการเมืองในแนวทางเดียวกัน แต่ราชการมองว่าเราเป็นพวกหัวแดง เป็นพวกนิยมคอมมิวนิสต์ เพราะเราเคลื่อนไหวเรียกร้องความยุติธรรมอยู่เสมอๆ"

อดีตสหายวัฒนา เล่าว่า ตอนครูครองถูกประหาร เขาเองรู้สึกว่าอยู่ไม่ได้อีกต่อไป ต้องหลบหนีออกนอกประเทศ เพราะถ้าอยู่อาจถูกเจ้าหน้าที่กวาดล้างและเจอชะตากรรมแบบเดียว กันกับครูครอง

"ความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย แต่ในเมืองไทยคนพูดความจริงตายไปคนแล้วคนเล่า ครูครองก็เป็นหนึ่งในนั้น" อดีตสหายวัฒนากล่าวปลงๆ

วัน ประหารครูครอง เมื่อ 50 ปีก่อน ทางการระดมทหารปิดล้อมสนามบิน เฮลิคอปเตอร์หลายลำบินวนรอบบริเวณตชด. 6 คน พร้อมปืนคาร์บิน 6 กระบอก และกระสุนอีก 90 นัด เตรียมพร้อมอยู่ที่หลักประหาร แต่ครูครองยังเดินอย่างทระนงองอาจไม่สะทกสะท้านใดๆ

แต่ก่อนวาระสุดท้าย ครูครองเคยกล่าวต่อหน้าจอมพลสฤษดิ์ ว่า

"ผม รู้ดีว่าท่านต้องยิงเป้าผมแน่ แต่อย่าคิดว่าผมกลัวนะ ยิงเดี๋ยวนี้เลยก็ได้ ผมไม่ได้กลัวจะถูกยิงเป้า แต่กลัวว่าท่านจะหนีไปได้ เมื่อประชาชนลุกขึ้นมา ผมภาวนาขออย่าให้ท่านหนีไปได้ ขอให้ประชาชนเอาเลือดของท่านล้างตีนให้ได้"

แม้ชีวิตจะถูกปลิด แต่จิตวิญญาณการต่อสู้ของครูครองถูกเล่าขานผ่านคนรุ่นแล้วรุ่นเล่า

ดัง ที่ลุงวิทิตเขียนไว้ตอนหนึ่งในหนังสือ "จากตำนานครูครอง จันดาวงศ์ ถึงวัน 7 สิงหานาบัว" ว่า เมื่อคืนวันที่ 31 พ.ค.2506 ครบ 2 ปีวันเสียชีวิต "จิตร ภูมิศักดิ์" แต่งเพลง "วีรชนปฏิวัติ" ยกย่อง ดังในท่อนแรกที่ว่า

"ลูกไทย ห้าวหาญ เผด็จการทารุณไม่เคยไหวหวั่น เผด็จการประหารชีวัน ศรัทธายังมั่นเสมอจนสิ้นใจ"

http://goo.gl/pyTpW


--
http://www.thaismeplus.com/news-en/business-news/1168.html
http://projects.silodesign.nl/vcm/
http://masterpieces.asemus.museum/default.aspx
http://www.skyscrapercity.com/showthread.php?t=1036185&page=32
http://twitter.com/RAFIKALGER
http://profile.imageshack.us/user/RafikH...
http://www.mixpod.com/playlist/47308482
http://fr-fr.facebook.com/people/Rafik-H...
http://www.tlcb.or.th/index.php?option=com_content&view=frontpage&Itemid=494
http://www.moeradiothai.net/home.php?webid=1
http://www.depthai.go.th/Default.aspx?tabid=114&qCategoryID=61&qKeyword=0
http://www.youtube.com/watch?v=W7giBy862zo&feature=related
http://www.youtube.com/watch?v=6bLZPatq53k&feature=fvw
http://www.youtube.com/watch?v=zN-LR9_IYpA
http://www.kmutt.ac.th/rippc/info.htm
http://www.fccthai.com/TheBulletin.html#517



วันศุกร์ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2554

"ตุ๊กตา อุบลวรรณ"นำทีมแฉ"ผอ.วาสุ" เล็งส่งป.ป.ช.เชือดบริหารไม่โปร่งใส อดีตดีเจเผยทำงานกดดันมาก

"ตุ๊กตา อุบลวรรณ"นำทีมแฉ"ผอ.วาสุ" เล็งส่งป.ป.ช.เชือดบริหารไม่โปร่งใส อดีตดีเจเผยทำงานกดดันมาก

วันที่ 03 มิถุนายน พ.ศ. 2554 เวลา 16:38:57 น.





ดีเจตุ๊กตา, ดีเจธรรมรงค์ และยาว อยูธยา (จากซ้ายไปขวา)
 


ดีเจบองวุฒิ (คนซ้าย)
 





นายวาสุ เลิศจรรยา
 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 3 มิ.ย. น.ส.อุบลวรรณ บุญรอด หรือตุ๊กตา นักแสดงสาวและผู้จัดรายการวิทยุคลื่นเอฟเอ็ม 95 ลูกทุ่งมหานคร พร้อม ปรีชา วงศ์รุ่ง หรือ"ยาว อยุธยา" ตลกชื่อดัง, นายณัฐวุฒิ เจียรนำโชค หรือดีเจบองวุฒิ, นายธรรมรงค์ เพชรสุนทร และนายชินสุเวท เจตน์จํารัส หรือดีเจชิน ซึ่งเคยเป็นผู้จัดรายการในคลื่นวิทยุดังกล่าว และเป็นลูกน้องเก่าของนายวาสุ เลิศจรรยา ผู้อำนวยการฝ่ายสถานีวิทยุ อสมท.เอฟเอ็ม 95 ลูกทุ่งมหานคร ได้ออกมาแถลงข่าวถึงพฤติกรรมไม่เหมาะสมของนายวาสุ 

น.ส.อุบลวรรณ กล่าวถึงการจัดรายการที่คลื่นดังกล่าวว่า ยอมรับว่ามาสายจริง เนื่องจากไปจัดรายการทางเคเบิ้ลทีวี และเคยได้รับจดหมายเตือนแล้ว 1 ครั้ง หลังจากนั้นก็ไม่เคยมาสายอีกเลย และไม่ได้มาสายตลอด 3 เดือนอย่างที่นายวาสุกล่าวหา ขณะนายวาสุเองก็มาสายเช่นกัน นอกจากนี้ระหว่างที่จัดรายการ ก็ถูกโทรศัพท์ข่มขู่ไม่ให้รับงาน ถ้าจัดรายการโทรทัศน์ หรือเล่นละคร ก็จะถูกไล่ออก 

นอกจากนี้ ขอพูดแทนหญิง-นราวัลย์ นิรัติศัย อดีตผู้ประกาศชื่อดัง ว่าเคยถูกนายวาสุเข้าไปว่าในห้องจัดรายการ ทำให้หญิงมีอคติ ไม่ไหว้นายวาสุไม่เหมือนเดิม ก่อนจะถูกนายวาสุปลดกลางอากาศ อ้างว่าเพื่อลดงบประมาณค่าใช้จ่าย แต่ตนเชื่อว่าเป็นความไม่พอใจส่วนตัว จึงถูกปลดอย่างไม่มีเหตุผล 

น.ส.อุบลวรรณ กล่าวว่า ตนรอให้นายวาสุมาแจ้งความกรณีถูกทำร้ายร่างกาย ทราบว่าอีกฝ่ายยังไม่มาแจ้ง ซึ่งทางตนได้เตรียมทนายไว้เรียบร้อยแล้ว และจะฟ้องนายวาสุตามกฎหมายแรงงาน เนื่องจากตนถูกไล่ออกอย่างไม่เป็นธรรม อย่างไรก็ตาม เตรียมยื่นเรื่องกับคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) ถึงการบริหารของนายวาสุว่ามีความโปร่งใสหรือไม่ พร้อมยืนยันมีคลิปและหลักฐานเป็นบัตรคอนเสิร์ต ที่นายวาสุอ้างว่าไม่ได้เรียกเก็บเงินจากแฟนคลับคลื่นดังกล่าวที่พาไปเที่ยวกับศิลปิน 

"อยากถามว่าเหตุใดคนในคลื่นลูกทุ่งมหานครถึงได้ลาออกกันไปจำนวนมาก อยากให้ผู้บริหารอสมท.ลงมาดู ว่ามีการทุจริตหรือมีการขัดผลประโยชน์อะไรเกิดขึ้นหรือไม่ และถามว่าใครกันที่ทำให้อสมท.เสื่อมเสียชื่อเสียง" ทั้งนี้ ตุ๊กตาได้กล่าวขอโทษวัดพระราม 9 ซึ่งเป็นที่เกิดเหตุที่ได้ทำร้ายร่างกายนายวาสุ เนื่องจากเกิดความโกรธมาก ใครจะกล้าทำแบบนั้นถ้าไม่โดนกระทำจนต้องสู้ยิบตา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า น.ส.อุบลวรรณ ได้อ่านข้อความในโทรศัพท์มือถือ อ้างว่าผู้ส่งไม่แสดงเบอร์ เป็นข้อความหยาบคายกล่าวหาเนรคุณและลอบทำร้าย โดยน.ส.อุบลวรรณกล่าวว่า หากตนเป็นอะไรไป คงรู้ว่ามีใครประทุษร้ายและคนนั้นเป็นใคร 

"ตอนจะทำก็เชิญพวกเรามาทำ พอตอนไปก็ไล่กันเฉยๆ ทีหลังไม่ต้องเอาดารามาเป็นผู้จัดรายการวิทยุ เพราะเขาต้องทำงานอย่างอื่นด้วย ให้เอาคนธรรมดามาเป็นแทน" ตุ๊กตากล่าว

ด้านนายชินสุเวท กล่าว่า ตนเป็นหัวหน้าฝ่ายจัดกิจกรรม แต่นายวาสุไม่เคยเข้ามาพูดคุยกับตนโดยตรง นายวาสุมักใช้วิธีเขียนโน้ตหรือสั่งลูกน้องมาบอก ทำให้ตนรู้สึกกดดันเป็นอย่างมาก ส่วนนายณัฐวุฒิกล่าวว่า เคยทำงานที่คลื่นแห่งนี้แต่ได้รับค่าจ้างไม่เท่ากับที่สัญญาเอาไว้ และไม่ยอมให้รับงานนอก จึงตัดสินใจลาออก

ขณะนายธรรมรงค์ กล่าวว่า รู้สึกเสียใจมาก จัดรายการวิทยุมา 40 กว่าปี มาเจอเด็กรุ่นลูกหลานถูกไล่ออกทันทีหลังจากออกจากห้องจัดรายการ 


วันพฤหัสบดีที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2554

การเลี้ยงไส้เดือนดิน และการปลูกผักไฮโดรโพนิคส์ รุ่นที่ 2 วันที่ 4-5 มิ.ย.นี้ ณ บ้านวิทยาศาสตร์ อุทยานวิทยาศาสตร์ รังสิต.

Pic_175044

สวทช. เปิดหลักสูตรอบรมเชิงปฎิบัติการ การเลี้ยงไส้เดือนดิน  และการปลูกผักไฮโดรโพนิคส์ รุ่นที่ 2 วันที่ 4-5 มิ.ย.นี้ ณ บ้านวิทยาศาสตร์ อุทยานวิทยาศาสตร์ รังสิต...

สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ หรือ สวทช. โดย ฝ่ายชุมชนและผู้ด้อยโอกาส ศูนย์วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อสังคม ร่วมกับ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ และกองทุนปุ๋ยอินทรีย์และไฮโดรโพนิคส์  มูลนิธิโครงการหลวง จัดโครงการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง การเลี้ยงไส้เดือนดิน และการปลูกผักไฮโดรโพนิคส์ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อถ่ายทอดและเผยแพร่ความรู้ด้านการกำจัดขยะอินทรีย์ผลิตปุ๋ยมูลไส้เดือนดิน แก่ผู้สนใจเพื่อนำความรู้ที่ได้ไปใช้ประโยชน์ภายในครัวเรือน และผลิตเพื่อจำหน่ายทางการค้า และเพื่อเผยแพร่ความรู้ด้านการปลูกผักในระบบไฮโดรโพนิคส์ แก่ผู้สนใจเพื่อนำความรู้ที่ได้ไปใช้ปลูกผักสะอาดปลอดภัยไว้รับประทานภายในครัวเรือน และผลิตเพื่อจำหน่ายทางการค้า นอกจากนี้ยังเป็นการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม ลดต้นทุนการผลิตของเกษตรกร รวมถึงการสร้างอาชีพให้กับผู้ที่สนใจทั่วไป 

ในระหว่างวันที่ 4-5 มิ.ย. 2554 ณ บ้านวิทยาศาสตร์ สิรินธร อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย รังสิต ปทุมธานี ผู้สนใจติดต่อสำรองที่นั่งได้ที่ โทร. 0 2564 7000 ต่อ 1405-9 อีเมล์ :   cud@nstda.or.th ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.nstda.or.th/rural




แผ่นดินไหวใหญ่ของญ่ีปุ่นแผลงฤทธิ์ ดันก้นทะเลเคลื่อน 20 ม.

Pic_173504

หน่วย​ยาม​ฝั่ง​ญี่ปุ่น ตรวจ​วัด​ด้วย​เครื่องมือ​ที่​ติดตั้ง​ไว้​ที่​ก้น​ทะเล พบ​ว่า​แผ่นดินไหว​ใหญ่​ที่​ญี่ปุ่น เมื่อ​วัน​ที่ 11 เดือน​ก่อน ทำให้​พื้น​มหาสมุทรเคลื่อน​จาก​ที่​เก่าไป​ทาง​ด้าน​ข้าง ไกล​ไม่​ต่ำ​กว่า 20 เมตร มาก​กว่า​ที่​ตรวจ​วัด​ได้​จาก​เครื่องมือ​ที่​ติดตั้ง​อยู่​บน​บก

หน่วย​ยาม​ฝั่ง​ได้​ติดตั้ง​เครื่องมือ​ไว้​ที่​ก้น​ทะเล ริม​รอย​แยก​ของ​แผ่น​เปลือกโลก อันเป็น​ต้นเหตุ​ของ​แผ่นดินไหว​ใหญ่​ครั้ง​นี้  เครื่องมือ​เหล่า​นั้น​ยัง​วัด​พบ​ว่า​ ท้อง​ทะเล​ได้​เขยิบ​ขึ้น​สูง​กว่า​เก่า​อีก 3 เมตร​ด้วย

ดร.​มา​ริ​โ​กะ ซา​โตะ ​ผู้เชี่ยวชาญ​จาก​หน่วย​ยาม​ฝั่ง กล่าว​ว่า "ผล​การ​ตรวจ​วัด​ของ​เรา แสดง​ให้​เห็น​ความ​สำคัญ​ของ​ข้อมูล​นอก​ฝั่ง ที่​จะ​ทำให้​รู้​ว่า​เกิด​รอย​แยก​ที่​ตรง​ไหน และ​แรง​ของ​มันทำให้​ขอบ​ของ​เปลือก โลก​เป็น​อย่างไร"

ยอด​ตัวเลข​ผู้​เสีย​ชีวิต​ล่า​สุด สูง​เกือบ 15,000 ราย​แล้ว และ​ยัง​คง​สูญหาย​อยู่​อีก 11,000 คน.

http://www.thairath.co.th/content/edu/173504


--
http://www.thaismeplus.com/news-en/business-news/1168.html
http://projects.silodesign.nl/vcm/
http://masterpieces.asemus.museum/default.aspx
http://www.skyscrapercity.com/showthread.php?t=1036185&page=32
http://twitter.com/RAFIKALGER
http://profile.imageshack.us/user/RafikH...
http://www.mixpod.com/playlist/47308482
http://fr-fr.facebook.com/people/Rafik-H...
http://www.tlcb.or.th/index.php?option=com_content&view=frontpage&Itemid=494
http://www.moeradiothai.net/home.php?webid=1
http://www.depthai.go.th/Default.aspx?tabid=114&qCategoryID=61&qKeyword=0
http://www.youtube.com/watch?v=W7giBy862zo&feature=related
http://www.youtube.com/watch?v=6bLZPatq53k&feature=fvw
http://www.youtube.com/watch?v=zN-LR9_IYpA
http://www.kmutt.ac.th/rippc/info.htm
http://www.fccthai.com/TheBulletin.html#517



ระดมทุนเพื่อตั้งสำนักงาน มูลนิธิอิสรชน

 ในระหว่างเดินเรื่องเพื่อก่อตั้งมูลนิธิอิสรชนอยู่นี้ ตั้งใจจะต่อเติมบ้านที่คลองสามวา เพื่อใช้เป็นสำนักงานของมูลนิธิอิสรชน ไปพร้อมกันด้วย เพราะที่ผ่านมา ต้องเสียค่าใช้จ่ายสำหรับเช่าสำนักงาน เฉลี่ยเดือนละ 12,000 บาท มาตั้งแต่ปี 2548 เป็นต้นมา ประเมินค่าใช้จ่ายเบื้องต้นไว้ที่ 70,000 บาท ในขณะนี้ มูลนิธิฯมีงบสำหรับต่อเติมเพียง 20,000 บาท ยังขาดอยู่อีกประมาณ 50,000 บาท จึงพิจารณาเห็นสมควร ต้องขอรับบริจาคจากบุคคลทั่วไป เพื่อร่วมสนับสนุนงบประมาณดังกล่าว ผู้ที่ตั้งใจ จะบริจาคเงินเพื่อร่วมสนับสนุนการทำงาน ของ สมาคมสร้างสรรค์กิจกรรมอิสรชน(องค์กรสาธารณประโยชน์) เพื่อนำไปจัดสร้างและต่อเติมสำนักงานเพื่อสนับสุน ดำเนินกิจกรรมในโครงการต่าง ๆ เพื่อคนยากไร้ คนเร่ร่อนไร้บ้าน เด็กและเยาวชนทั้งชนบทและในชุมชนแออัดทั่วประเทศ ท่านสามารถ ร่วมบริจาคได้ที่ ธนาคารกรุงไทย สาขา พระปิ่นเกล้า เลขที่ 031-0-03432-9 ธนาคารกรุงเทพ สาขามีนบุรี เลขที่ 145-5-24762-5 ธนาคารกสิกรไทย สาขา ปิ่นเกล้า เลขที่ 706-2-33411-2 ธนาคารไทยพานิชย์ สาขาบิ๊กซี ติวานนท์ (SICOTHBK) เลขที่ 382-217647-5  
 ทุกบัญชี ชื่อบัญชี "สมาคมสร้างสรรค์กิจกรรมอิสรชน"   สมาคมฯ ยินดีรับการสนับสนุนจากทุกท่านด้วยความยินดี 
และขอขอบคุณท่านที่มีความปรารถนาดีต่อการส่งเสริมสนับสนุน
การสร้างโอกาสในสังคมร่วมกัน 
ท่านสามารถติดต่อขอรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ คุณอัจฉรา 086 686 0902


23 องค์กรร่วมกันขู่รัฐบาลใหม่หยุดคอรัปชั่นทันทีหลังพบบ้านเมืองฉิบหายในรัฐบาลที่แล้ว 3 แสนล้าน

23 องค์กรร่วมกันขู่รัฐบาลใหม่หยุดคอรัปชั่นทันทีหลังพบบ้านเมืองฉิบหายในรัฐบาลที่แล้ว 3 แสนล้าน











พิมพ์ไทย ฉบับวันที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2554
          การสัมมนา "ต่อต้านคอรัปชั่น จุดเปลี่ยนประเทศไทย"  จัดโดย ภาคีเครือข่ายการป้องกันและปราบปรามการทุจริตคอรัปชั่น 23 องค์กร ทั้งภาครัฐและเอกชน โดย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยจะนำผลการวิจัยปัญหาคอรัปชั่นที่ดำเนินการสำรวจในช่วงที่ผ่านมา เผยถึงข้อมูลการกระทำคอรัปชั่นที่มีมูลค่าสูงและเติบโตขึ้นต่อเนื่อง  โดยจาการสำรวจพบว่าการคอรัปชั่น ในไทยมีเม็ดเงินสูงถึง 2- 3 แสนล้านบาท. ขณะเดียวกันยังมีวิทยากร นายจูลี่มู ผู้อำนวยการฝ่ายชุมชนสัมพันธ์จากคณะกรรมการอิสระเพื่อการปราบปรามการคอรัปชั่น เขตปกครองพิเศษฮ่องกงจะบรรยายพิเศษ ผลการสำรวจการปราบปรามคอรัปชั่น ที่เคยประสบผลสำเร็จในฮ่องกง ซึ่งเคยเป็นพื้นที่ที่มีการคอรัปชั่นสูง
          นายดุสิต นนทะนาคร ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ถึงเวลาแล้วที่คนไทยทุกคนต้องร่วม กันกำจัดปัญหาคอรัปชั่นให้หมดไป ทั้งนี้ ที่ผ่านมาประเทศไทยติดอันดับประเทศที่มีการคอรัปชั่นสูงในอันดับต้น ๆ ของโลก จากดัชนีภาพลักษณ์คอรัปชั่น ประจำปี 2553 ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 78 จาก 178 ประเทศทั่วโลก ถือเป็นปัญหาที่หยั่งรากฝังลึกอย่างยาวนานในสังคมไทย ไม่ต่างกับโรคร้ายที่คอยกัดกร่อนและบ่อนทำลายประเทศ ซึ่งนับวันจะยิ่งทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น
          นายดุสิต กล่าวอีกว่า ขณะนี้สถานการณ์ทุจริตคอรัปชั่นเลวร้ายมากขึ้นมีการจ่ายเงินใต้โต๊ะให้กับผู้มีอำนาจ เพื่อให้ได้งานหรือสิทธิประโยชน์มากถึงร้อยละ 50 เพิ่มจากอดีตในช่วง 20-30 ปีที่มีการจ่ายเงินใต้โต๊ะร้อยละ 2-3 และเพิ่มมาเป็นร้อยละ 30-40 ในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา ถือเป็นการปล้นชาติ เพราะงบประมาณทุกบาทที่ควรนำมาพัฒนาประเทศได้ถูกโกงกินจากการลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ของรัฐ หรือเมกะโปรเจ็กต์
          ถึงเวลาแล้วที่ทุกภาคส่วนจะต้องช่วยกันกระตุ้นและจุดประกายให้คนในสังคมตระหนักว่า การต่อต้านการทุจริตคอรัปชั่นเป็นหน้าที่ของทุกคนที่จะต้องร่วมมือร่วมใจกันแก้ไขปัญหานี้อย่างจริงจัง ดังนั้น ในวันที่ 1 มิถุนายนหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ในฐานะองค์กรผู้นำภาคเอกชนจึงได้ร่วมมือกับภาคีเครือข่ายการป้องกันและปราบปรามการทุจริตคอรัปชั่น 21 องค์กร เช่น สภาหอการค้าไทย หอการค้าต่างประเทศ สมาคมธนาคารไทยสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย สมาคมบริษัทจดทะเบียน สภาธุรกิจตลาดทุนไทย จะประกาศจุดยืนของภาคเอกชนทุกคนที่อยู่ในภาคียุติการให้
          นายดุสิตกล่าวว่า การคอรัปชั่นมีทั้งผู้ให้และผู้รับ เมื่อผู้ให้ยุติการให้ เป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้การคอรัปชั่นทำได้ยากมากขึ้น อยากให้คนไทยทุกคนร่วมมือในการสอดส่อง เพราะหากจะหวังพึ่งกฎหมายและองค์กร เช่น สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) อาจไม่ทันการณ์ เห็นได้จากการคอรัปชั่นที่รุนแรงเพิ่มขึ้นทุกวัน และการจัดสัมมนาดังกล่าวซึ่งอยู่ในช่วงการเลือกตั้ง ที่จะได้รัฐบาลใหม่เร็ว ๆ นี้ ถือเป็นการเตือนนักการเมืองที่จะมาเป็นผู้แทนประชาชนให้หยุดพฤติกรรมดังกล่าว เพราะเอกชนจะเป็นผู้หยุดให้เช่นกัน
          "เราเห็นตัวอย่างของฮ่องกงที่ทำสำเร็จมาแล้ว จากเมื่อก่อนที่ใคร ๆ ต่างก็มองว่าฮ่องกงเป็นประเทศที่มีการคอรัปชั่นสูง แต่ปัจจุบันฮ่องกงได้กลายเป็นประเทศที่มีภาพลักษณ์โปร่งใส และน่าลงทุนอันดับต้น ๆ ของโลก ฮ่องกงยังทำได้สำเร็จ ประเทศไทยก็ต้องทำได้เช่นกัน หากทุกคนร่วมมือร่วมใจกันเชื่อมั่นว่าประเทศไทยจะสามารถหยุดการทุจริตคอรัปชั่นได้อย่างแน่นอน" นายดุสิต กล่าว
          นายพงษ์ศักดิ์ อัสกุล รองประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวว่า การประกาศการต่อต้านคอรัปชั่นครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้น ส่งสัญญาณให้คนทั่วประเทศทราบว่า เอกชนจะไม่ยินยอมให้เกิดการคอรัปชั่นในรูปแบบต่าง ๆ เพราะที่ผ่านมาปัญหาคอรัปชั่นทำให้ประเทศประสบปัญหา ทั้งทางตรงและทางอ้อมเมื่อเอกชนประกาศเช่นนี้และไม่ยินยอมก็เชื่อว่าปัญหาคอรัปชั่นจะน้อยลง แม้ว่าจะเป็นเรื่องยากที่จะทำให้หมดไป แต่ทำให้คอรัปชั่นลดลงได้ทุกปี ก็จะก่อประโยชนต่อประเทศ ซึ่งการประกาศครั้งนี้
          นายธวัชชัย ยงกิตติกุล เลขาธิการสมาคมธนาคารไทย กล่าวว่า ภาคธุรกิจมีส่วนสำคัญอย่างมากในการต่อต้านการทุจริตคอรัปชั่นให้เกิดผลอย่างจริงจังและต่อเนื่อง สมาคมธนาคารไทยมีแนวทางที่ชัดเจนในการต่อต้านหรือไม่ร่วมมือกับการทุจริตคอรัปชั่นทุกรูปแบบ โดยธนาคารจะมีบทบาทในการสอดส่องและส่งข้อมูลทางการเงินที่ผิดปกติแก่ราชการ และ ป.ป.ช. หากมีข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลที่มีความเคลื่อนไหวทางการเงินผิดปกติ เช่น มีเงินเข้าออกบัญชีเดือนละ 2-3 แสนบาท แต่เพิ่มเป็น 10-20 ล้านบาท
          ด้านนายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) กล่าวว่า การรวมกลุ่มกับองค์กรต่าง ๆ ของ ส.อ.ท.เพื่อแสดงจุดยืนเรื่องการต่อต้านคอรัปชั่น ถือเป็นการรวมกลุ่มอย่างเป็นทางการครั้งแรก การรวมกลุ่มครั้งนี้วางเป้าหมายหลักให้องค์กรต่าง ๆ สร้างทัศนคติการไม่เห็นด้วยกับการคอรัปชั่น และขจัดกฎระเบียบของภาครัฐที่เป็นอุปสรรค เพื่อให้ภาคธุรกิจเดินหน้าโดยไม่ถูกเอาเปรียบ จึงควรเป็นบทบาทหน้าที่ของประชาชนไทยทุกคน ต้องร่วมมือในการต่อต้านการคอรัปชั่น เพื่อสร้างจุดเปลี่ยนให้กับประเทศ ให้พัฒนาไปข้างหน้าอย่างมั่นคงและภาคภูมิในสังคมโลกโดย ส.อ.ท.พยายามสร้างคุณภาพองค์กรให้ซื่อสัตย์ทั้งด้านบุคลากร สินค้าและผู้บริโภค

.....หนังสือพิมพ์ พิมพ์ไทย