ร่วมลงนาม ยกเลิกกฎหมาย 3 ฉบับ มั่นคงภายใน - กฎอัยการศึก - พ.ร.ก.ฉุกเฉิน"

ร่วมลงนาม ยกเลิกกฎหมาย 3 ฉบับ มั่นคงภายใน - กฎอัยการศึก - พ.ร.ก.ฉุกเฉิน
ร่วมลงนาม ยกเลิกกฎหมาย 3 ฉบับ มั่นคงภายใน - กฎอัยการศึก - พ.ร.ก.ฉุกเฉิน
ร่วมลงนาม ยกเลิกกฎหมาย 3 ฉบับ มั่นคงภายใน - กฎอัยการศึก - พ.ร.ก.ฉุกเฉิน

วันเสาร์ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

วันศุกร์ที่ ๑๓ พฤษภาคม ๒๕๕๔ เวลา ๑๔.๐๐ – ๑๖.๐๐ น. ณ ห้องปฏิบัติธรรมและประชุมสัมมนา ชั้น ๒ หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ สวนรถไฟ กรุงเทพฯ

 สถาบันวิมุตตยาลัย : สถาบันการศึกษาเพื่อพัฒนาสันติภาพโลก ขอเชิญร่วมธรรมสมโภชเนื่องในงานสัปดาห์วิสาขบูชาโลก (๑๐-๑๗ พ.ค.๒๕๕๔) และร่วมฟังการเสวนาธรรม เรื่อง "สแกนกรรมสังคมไทย – เจาะใจ...คุณเรยา – ๑๐ หนังสือพุทธศาสนาที่คนไทยควรอ่าน" โดย ท่าน ว.วชิรเมธี ผู้อำนวยการสถาบันวิมุตตยาลัย ในวันศุกร์ที่ ๑๓ พฤษภาคม ๒๕๕๔ เวลา ๑๔.๐๐ – ๑๖.๐๐ น. ณ ห้องปฏิบัติธรรมและประชุมสัมมนา ชั้น ๒ หอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ สวนรถไฟ กรุงเทพฯ โดยมีประเด็นที่น่าสนใจ ได้แก่ ก. ชำแหละกฎแห่งกรรม โดยครอบคลุมประเด็นดังต่อไปนี้ กรรมของกฎแห่งกรรม ที่ถูกนำมาสอนอย่างผิดๆ, กฎแห่งกรรม คือ กฎแห่งการสู้ชีวิต แล้วใครลิขิตให้กลายเป็นกฎแห่งการยอมจำนน ?, ชาตินี้เกิดมาจน เพราะชาติที่แล้วไม่ให้ทาน หรือว่าชาตินี้ยากจน เพราะโครงสร้างสังคมอยุติธรรม, ชาตินี้ร่ำรวยมหาศาล เพราะชาติที่แล้วทำบุญมาดี หรือเป็นเพราะชาตินี้เก่งคอรัปชั่นขั้นเทพ ? ข. ดูหนังดูละครแล้วย้อนดูตัว (ดอกส้มสีทอง) โดยครอบคลุมประเด็นต่าง ๆ อาทิ จริงหรือไม่ที่อัครสาวกของพระพุทธเจ้า บรรลุธรรมเพราะดูละครเวที ?, ละครน้ำเน่ามีปัญหา หรือว่า คนดูวางท่าทีต่อละครไม่เป็น, ที่ใดมีกิ๊ก ทีนั่นมีกรรม, ที่ใดมีชู้ ที่นั่นมีช้ำ ? และ ค. ๑๐ หนังสือดีที่ชาวพุทธควรอ่านเพื่อ "ชำระความเชื่อ ช่วยเหลือความจริง"
          ผู้ที่สนใจสามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ที่ โทร. ๐๒ ๔๒๒ ๙๑๒๓ 



วันพุธที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

'กูเกิล'ชวนชมถ่ายทอดสด พิธีเสกสมรส'วิลเลียม-เคท'

Pic_167489

กูเกิล ให้ร่วมเป็น 1 ในประวัติศาสตร์ ชมถ่ายทอดสดพิธีเสกสมรสเจ้าชายวิลเลี่ยม-เคท มิลเดิลตัน ผ่านยูทูบพร้อมคนทั่วโลก ในวันที่ 29 เม.ย. เวลา 16.00-20.00 น. ตามเวลาประเทศไทย...

กูเกิล ประเทศไทย ชวนร่วมเฉลิมฉลองและรับชมการถ่ายทอดสดพิธีเสกสมรส ระหว่าง เจ้าชายวิลเลียม และเคท มิดเดิลตัน พระคู่หมั้น อย่างเป็นทางการ ผ่านเว็บไซต์ YouTube ที่ http://www.youtube.com/theroyalchannel พร้อมประชาชนทั่วโลก ซึ่งผู้เข้าชมสามารถส่งคำอวยพรถึงคู่บ่าวสาวโดยการอัพโหลดวิดีโอบนหน้าเว็บไซต์ดังกล่าว ซึ่งในประเทศไทยสามารถรับชมการถ่ายทอดสดได้ตั้งแต่ 16.00-20.00 น. ของวันที่ 29 เม.ย.นี้ ซึ่งจะมีการฉายซ้ำอีกครั้ง ในเวลา 20.00-24.00 น. ของวันเดียวกัน

จากกระแสข่าวการจัดพิธีเสกสมรสของเจ้าชายวิลเลียม และเคท มิดเดิลตัน ส่งผลให้ในช่วง 30 วันที่ผ่านมา มีคนทั่วโลกสนใจและค้นหารายละเอียดเกี่ยวกับพิธีดังกล่าวผ่านกูเกิล เพื่อติดตามความคืบหน้าในการจัดงาน อาทิ วาระแห่งการเสกสมรส, เรื่องราวของงานเสกสมรส, หมายกำหนดการ, ข่าวโทรทัศน์งานเสกสมรส รวมถึงเรื่องราวของคู่รัก อาทิ ชุดแต่งงานของเจ้าบ่าวและเจ้าสาว, เส้นทางขบวนเสด็จฯ, แหวนของเจ้าสาว, อาหารการกินของเจ้าสาว, เรื่องของเจ้าบ่าวและเจ้าสาว และเค้กแต่งงาน

ผู้สนใจสามารถติดตามความเคลื่อนไหว ผ่านเว็บไซต์งานเสกสมรสอย่างเป็นทางการ ซึ่งพัฒนาโดยกูเกิล ได้ที่ http://www.officialroyalwedding2011.org หรือ สำรวจเส้นทางขบวนเสด็จฯ แบบ 3 มิติ ซึ่งผ่านสถานที่สำคัญต่างๆ ในกรุงลอนดอน จาก Google Earth ได้ที่ http://www.youtube.com/watch?v=1LdjvZbYIR8&feature=player_embedded#at=25


http://www.thairath.co.th/content/tech/167489




“ทิศทางกำกับดูแลกิจการโทรทัศน์ดาวเทียมและเคเบิลทีวีในยุค กสทช.”

 "ทิศทางกำกับดูแลกิจการโทรทัศน์ดาวเทียมและเคเบิลทีวีในยุค กสทช."

สรุปเนื้อหา ภาพและเอกสารจากงานสัมมนา "ทิศทางกำกับดูแลกิจการโทรทัศน์ดาวเทียมและเคเบิลทีวีในยุค กสทช."

จัดโดยสถาบันคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม (สบท.) และบริษัทสยามอินเทลลิเจนซ์ยูนิตจำกัด เมื่อวันอังคารที่ ๓ พฤษภาคม ๒๕๕๔ ณ อาคารหอประชุม สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.)

สำหรับวิดีโอบันทึกงานเสวนา SIU จะนำเสนอบนเว็บไซต์ในเร็วๆ นี้

"ทิศทางกำกับดูแลกิจการโทรทัศน์ดาวเทียมและเคเบิลทีวีในยุคกสทช."

ข่าวที่รายงานตามสื่อต่างๆ

รศ.ดร.พนา ทองมีอาคม รักษาการคณะกรรมการ กสทช.

รศ.ดร.พนา ทองมีอาคม รักษาการคณะกรรมการกสทช.

กล่าวเปิดงาน โดย รศ.ดร.พนา ทองมีอาคม รักษาการคณะกรรมการกสทช.

ที่ผ่านมาธุรกิจเคเบิลทีวีและโทรทัศน์ดาวเทียมมีอัตราการเติบโตสูงมาก แต่ยังไม่มีองค์กรอิสระที่มีอำนาจเต็มมากำกับดูแล หลังจากประกาศใช้ พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 และกำลังอยู่ระหว่างการสรรหา กสทช. ซึ่งมีหน้าที่กำกับดูแลสื่อดังกล่าวโดยตรง จะต้องทำหน้าที่ทั้งกำกับดูแล สนับสนุน และยกระดับธุรกิจเคเบิลทีวี และทีวีดาวเทียม ให้สามารถแข่งขันและอยู่รอดได้ท่ามกลางการแข่งขันรุนแรงที่มีผู้ประกอบการธุรกิจจำนวนมาก

ข้อมูลจาก กรุงเทพธุรกิจ

คุณต่อพงศ์ เสลานนท์ กรรมการสถาบันคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม

คุณต่อพงศ์ เสลานนท์ กรรมการสถาบันคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม

คุณต่อพงศ์ เสลานนท์ กรรมการสถาบันคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม

ตอนนี้มีทีวีดาวเทียม และเคเบิ้ลฯ รวมกัน 200-300 ช่อง สิ่งที่รู้ตรงกัน คือ 2-3 ปีที่ผ่านมา การเติบโตของเคเบิ้ลทีวี หรือกิจการที่ไม่ใช่คลื่นความถี่หรือบอกรับสมาชิก เป็นไปอย่างรวดเร็ว ซี่งการเป็นคณะอนุกรรมการตั้งแต่เดือนกันยายน 2551 อัตราการใช้บริการเคเบิ้ลอยูที่ร้อยละ 10 หรือประมาณ 2.5 ล้านครัวเรือน จากครัวเรือนทั้งหมด 20 ล้านครัวเรือน แต่ตอนนี้น่าจะเกินร้อยละ 50 ของจำนวนครัวเรือนทั้งหมดไปแล้ว ซึ่งเรื่องนี้องค์กรกำกับต้องเข้าใจ ซึ่งมันจะยุ่งขนาดไหนที่จะมีสัญญาใหม่เกิดขึ้นเป็น 10 ล้านสัญญา

ปัญหา ส่วนใหญ่ คือสัญญาเกี่ยวกับการบริการ ซึ่งมีตัวแปรที่ทำให้คุณภาพต่างๆ ลดลง เช่น มาตรการส่งเสริมการขายหรือขายพ่วง เป็นปัญหาที่อ่านสัญญาแล้วยังมีข้อสงสัย และอีกประเด็นคือเรื่องเนื้อหา เพราะไม่ว่าจะเป็นแซทเทิลไลท์ทีวี หรือเคเบิ้ล จะมีปัญหาที่มีการควบคุมน้อยในปัจจุบัน เพราะองค์กรที่กำกับตัวจริงยังไม่มา ซึ่งสิ่งเหล่านี้ส่อไปถึงปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งช่วงนี้เกิดช่องว่างและมีคนพยายามแสวงหาประโยชน์จากสิ่งเหล่านั้น เช่น กรณีน้ำหมัก  และที่ไม่แพ้กันคือวิทยุชุมชนก็มีปัญหาลักษณะนี้คล้ายกันมาก

สำหรับ ระบบโทรคมนาคม ในการทำสัญญาได้มีระบุไว้เป็นข้อกำหนดไว้ในสัญญา และทุกสัญญาที่ทำจะต้องมีลักษณะนี้และเป็นมาตรฐานกลางที่ใช้ยึดร่วมกัน ในด้านโทรคมนาคม มีความพยามทำมาหลายปี แต่อาจมีปัญหาเรื่องการตรวจและดูสัญญาที่โอเปอเรเตอร์ทำใช้เวลายาวนานมาก ซึ่งถ้าเรานำแนวคิดนี้มาใช้กับกระจายเสียงหรือวิทยุโทรทัศน์ก็เป็นเรื่องน่า จะต้องทำตาม เพราะไม่เช่นนั้นจะทำให้ทำงานลำบาก โดยแนวคิดจะแยกประกาศออกเป็น 2 ฉบับ คือ ใบอนุญาต และการประกอบกิจการ

เนื้อหาจาก Thai PBS

คุณวิชิต เอื้ออารีวรกุล อุปนายกสมาคมเคเบิ้ลทีวีแห่งประเทศไทย

คุณวิชิต เอื้ออารีวรกุล อุปนายกสมาคมเคเบิ้ลทีวีแห่งประเทศไทย

คุณวิชิต เอื้ออารีวรกุล อุปนายกสมาคมเคเบิ้ลทีวีแห่งประเทศไทย

การประกาศใช้พ.ร.บ.การประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ.2551 ทำให้เกิดการขยายตัวของผู้ประกอบการเคเบิลทีวีจำนวนมาก เพราะเปิดโอกาสให้สามารถหารายได้จากโฆษณาได้ จากจำนวน 300-400 ราย เพิ่มเป็น 800 รายที่มายื่นขอใบอนุญาตชั่วคราว 1 ปีกับ กสทช.ในปัจจุบัน เช่นเดียวกับการขยายตัวของช่องทีวีดาวเทียมกว่า 100 ช่อง

สถานการณ์ดังกล่าวทำให้เกิดการแข่งขันสูงในธุรกิจเคเบิลทีวีและทีวีดาวเทียม โดยพบว่ามีการแย่งซื้อลิขสิทธิ์รายการจากต่างประเทศ ทำให้ราคาเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เช่น ฟุตบอลพรีเมียร์ลีก อังกฤษ จากราคา 300 ล้านบาท ราคาประมูลล่าสุดสูงถึง 2,000 ล้านบาท ซึ่งส่งผลให้ราคาค่าสมาชิกรายเดือนการดูกีฬาดังๆ จากต่างประเทศของผู้บริโภคไทยขั้นต่ำอยู่ที่ 1,000-2,000 บาทต่อเดือน ขณะที่ไต้หวันอยู่ที่เดือนละ 500 บาทต่อเดือนเท่านั้น

ดังนั้นจึงต้องการให้ กสทช. เข้ามาดูแลการซื้อลิขสิทธิ์รายการจากต่างประเทศ ด้วยการจัดตั้งหน่วยงานกลาง ในการซื้อลิขสิทธิ์ โดยเฉพาะรายการกีฬาดีๆ ที่ผู้ชมคนไทยทุกคนควรมีโอกาสได้รับชม อีกทั้งเพื่อป้องกันการทุ่มตลาดซื้อลิขสิทธิ์คอนเทนท์รายการต่างประเทศของผู้ประกอบการรายใหญ่ไว้เพียงรายเดียว

นอกจากนี้ กสทช.ควรเข้ามาสนับสนุน ผู้ประกอบการเคเบิลทีวี ท้องถิ่นขนาดกลางและขนาดเล็ก เพื่อให้เกิดการรวมตัว เช่น การรวมตัวซื้อคอนเทนท์ จัดตั้งสถานีส่งสัญญาณ เพื่อลดต้นทุน รวมทั้งสนับสนุนเงินทุนในการผลิตรายการสารประโยชน์ เช่น สถานีข่าวท้องถิ่น เพื่อให้เคเบิลทีวีท้องถิ่นสามารถอยู่รอดได้ท่ามกลางการแข่งขันรุนแรง และเป็นสื่อชุมชนอย่างแท้จริง

ข้อมูลจาก กรุงเทพธุรกิจ

คุณวสันต์ ภัยหลีกลี้ อดีตกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บมจ.อสมท.

วสันต์ ภัยหลีกลี้ อดีตกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บมจ.อสมท.

วสันต์ ภัยหลีกลี้ อดีตกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บมจ.อสมท.

คุณวสันต์เล่าถึงประวัติของวงการโทรทัศน์ไทย และพัฒนาการนับตั้งแต่ทีวีขาวดำ มาจนถึงยุคปัจจุบันที่เป็น HD และ 3D ส่วนระบบช่อง จากเดิมที่เป็นระบบสัมปทาน มีฟรีทีวีแค่ 6 ช่อง แต่ปัจจุบันมีเคเบิลทีวี ทีวีดาวเทียม และกำลังจะปรับการแพร่ภาพดิจิทัลฟรีทีวี ทำให้ฟรีทีวีมีช่องเนื้อหาได้เยอะขึ้นนับสิบเท่า

แนวทางการกำกับดูแลในอดีตเป็นการผูกขาดเนื้อหาและกำกับโดยรัฐ ภายหลังพัฒนามาในทิศทางที่เปิดกว้างมากขึ้น มีระบบ กบว. และมีช่วงที่เป็น "สุญญากาศ" หลังการตั้ง กสช. ไม่สำเร็จ การเกิดขึ้นของ กสทช. ถือเป็นยุคใหม่ของการกำกับดูแล ตามแนวคิดที่ว่า "ความถี่เป็นทรัพยากรสื่อสารของชาติเพื่อประโยชน์สาธารณะ" และ กสทช. ต้องเป็นอิสระอย่างแท้จริง

กฎหมายใหม่ระบุว่าสื่อจะแบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ สื่อสาธารณะ (แบบเดียวกับ Thai PBS), สื่อบริการชุมชน และสื่อธุรกิจเต็มรูปแบบ โดยกำหนดว่าสื่อภาคประชาชนต้องได้รับการจัดสรรคลื่นไม่น้อยกว่า 20%

วงเสวนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็น "ทิศทางที่เหมาะสมในการกำกับดูแล Content"

วงเสวนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ด้าน ทิศทางที่เหมาะสมในการกำกับดูแล Content

วงเสวนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็น "ทิศทางที่เหมาะสมในการกำกับดูแล Content"

ผู้ร่วมเสวนา

  • รศ.ดร.พิรงรอง รามสูต คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  • คุณอดิศักดิ์ ลิมปรุ่งพัฒนกิจ กรรมการผู้อำนวยการ บมจ. เนชั่น บรอดแคสติ้ง คอร์ปอเรชั่น
  • คุณธีรัตถ์ รัตนเสวี Internet & Lifestyle Manager Voice TV
  • คุณเดียว วรตั้งตระกูล กรรมการผู้จัดการ GMM Broadcasting
  • ดำเนินการเสวนาโดย คุณอิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ Siam Intelligence Unit

รศ.ดร.พิรงรอง รามสูต คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

การประกาศใช้พ.ร.บ.การประกอบกิจการฯ ปี 2551 ซึ่งสาระสำคัญกำหนดให้เคเบิลทีวีและทีวีดาวเทียม หารายได้จากโฆษณาชั่วโมงละ 6 นาที ทำให้เกิดช่องรายการไม่มีคุณภาพ มีการโฆษณาเกินจริง และเป็นสื่อเครื่องมือทางการเมือง ดังนั้นแนวทางกำกับดูแลที่สามารถดำเนินการได้ แบ่งเป็น การควบคุมเนื้อหาโดยผู้ประกอบกิจการ การควบคุมผู้ให้บริการเครือข่าย และการควบคุมเครื่องมือหรืออุปกรณ์การรับชมสื่อ ทั้งนี้รูปแบบที่สามารถควบคุมและดูแลได้ง่ายที่สุดคือ ด้านคอนเทนท์ ที่ผู้ประกอบการในกิจการสื่อควรให้ความสำคัญและดูแลกันเอง

ดร. พิรงรองยังได้นำเสนอแนวทางการกำกับดูแลสื่อแบบต่างๆ ของต่างประเทศ และตั้งข้อสังเกตว่าสื่อไทยอาจใช้ระบบกำกับดูแลกันเองยาก เพราะไม่ยอมตรวจสอบซึ่งกันและกัน ใช้หลักว่า "แมลงวันย่อมไม่ตอมแมลงวัน"

คุณอดิศักดิ์ ลิมปรุ่งพัฒนกิจ กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท เนชั่น บรอดแคสติ้ง คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)

เครือเนชั่นจะมีหลักเกณฑ์ปฏิบัติด้านจริยธรรม ในการทำหน้าที่สื่อเป็นขององค์กรเอง ซึ่งกำหนดขึ้นจากการปฏิบัติงานจริงในสื่อต่างๆ ของเครือเนชั่น ซึ่งเป็นหลักเกณฑ์ที่ไม่ต่างจากหลักการดูแลกันเองของสภาวิชาชีพสื่อต่างๆ ดังนั้นโดยหลักการกำกับดูแลสื่อในอนาคตหลังเกิด กสทช. จึงไม่ต้องการให้องค์กรอิสระเข้ามากำหนดหลักเกณฑ์ในการกำกับดูแลสื่อ แต่ควรจะปล่อยให้สื่อต่างๆ ได้มีบทบาทในการควบคุมดูแลกันเอง

วงเสวนา

วงเสวนา จากซ้าย: ธีรัตถ์, เดียว, พิรงรอง, อดิศักดิ์

คุณธีรัตถ์ รัตนเสวี Internet & Lifestyle Manager Voice TV

Voice TV เป็นช่องข่าว และคนจำนวนมากมาจาก ITV เดิม ก็มีการถ่ายทอดหลักปฏิบัติในการดูแลเนื้อหา มีระบบบรรณาธิการข่าวลักษณะเดียวกับฟรีทีวีทุกประการ เรียกได้ว่าอยู่ในมาตรฐานเดียวกัน และที่ผ่านมายังไม่เคยมีกรณีถูกฟ้องหรือมีข้อขัดแย้งทางเนื้อหา

ผู้ประกอบวิชาชีพที่เกี่ยวกับกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์เองก็ได้รวมกันประกาศใช้ธรรมนูญสภาวิชาชีพกิจการการเผยแพร่และการกระจายเสียง (ประเทศไทย) ซึ่งเป็นการกำกับดูแลกันเองในหมู่วิชาชีพ รวมถึงสภาพการแข่งขันและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไป ทำให้ผู้ประกอบการควรกำกับดูแลกันเองมากกว่า รัฐเองไม่สามารถดูแลได้หมด กสทช. ควรทำหน้าที่ส่งเสริมผู้ประกอบการเป็นหลัก

คุณเดียว วรตั้งตระกูล กรรมการผู้จัดการ GMM Broadcasting

แกรมมี่ผลิตรายการสำหรับฟรีทีวีมาตลอด และการทำทีวีดาวเทียมก็ใช้มาตรฐานเดียวกับฟรีทีวี มุมมองจะเหมือนกับคุณอดิศักดิ์ และคุณธีรัตถ์ ว่าสื่อควรกำกับดูแลกันเอง ในเรื่องโฆษณาก็ไม่ควรกำหนดว่าโฆษณาได้กี่นาที เพราะจากประสบการณ์ของแกรมมี่ ถ้าหากว่ารายการไหนโฆษณามากเกินไป เรตติ้งของรายการจะตกลงเองอยู่แล้ว

http://www.siamintelligence.com/seminar-cable-satellite-tv-slide/




สำนักงานศาลยุติธรรมเอาแน่ ทุบทิ้งสร้างใหม่ศาลฎีกาบนที่ดินเดิม ย่านท้องสนามหลวง มูลค่า 3,000 ล้านบาท


อสังหา Real Estate อสังหาฯ Real Estate
โดย กอง บก.ฐานเศรษฐกิจ   
วันอังคารที่ 03 พฤษภาคม 2011 เวลา 16:54 น.

altสำนักงานศาลยุติธรรมเอาแน่ ทุบทิ้งสร้างใหม่ศาลฎีกาบนที่ดินเดิม ย่านท้องสนามหลวง  มูลค่า 3,000 ล้านบาท เผยรออีไอเออนุมัติ   ด้าน นักวิชาการ-  กรมศิลปากร-สมาคมสถาปนิก  ค้านต้องการให้เป็นมรดกทางโบราณสถานควรอนุรักษ์ไว้ ให้เด็กและประชาชนทั่วไปศึกษา   
  จากกรณีที่ นักอนุรักษ์ตลอดจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ต่างคัดค้านการทุบทิ้ง เพื่อก่อสร้างอาคารศาลฎีกาใหม่ บริเวณถนนราชดำเนิน และตั้งอยู่ในเขตอนุรักษ์เกาะรัตนโกสินทร์ กรุงเทพมหานคร(กทม.) มานานหลายสิบปี   เนื่องจากต่างมองว่าเป็นอาคารเก่าแก่ควรค่าแก่การอนุรักษ์เป็นโบราณสถานที่ทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์    ขณะที่ สำนักงานศาลยุติธรรม ยืนกรานว่าจะเดินหน้าก่อสร้างใหม่นั้น
แหล่งข่าวจากสำนักงานศาลยุติธรรม เปิดเผย"ฐานเศรษฐกิจ"ถึงความคืบหน้าโครงการ รื้อทิ้งและก่อสร้างอาคารศาลฎีกาหลังใหม่บนที่ดินเดิมบริเวณท้องสนามหลวง ถนนราชดำเนินว่า   ศาลยังคงวางแผนดำเนินโครงการอย่างต่อเนื่อง เพราะมีความจำเป็นต้องก่อสร้างอาคารขึ้นมาใหม่ ให้มีความทันสมัยและให้มีพื้นที่ใช้สอยเพิ่มขึ้นเพื่อรองรับปริมาณงานและประชาชนที่เข้ามาติดต่อ เนื่องจากอาคารปัจจุบันเล็กคับแคบมีสภาพทรุดโทรมเก่าแก่เพราะถูกใช้งานมานาน  
   "ที่ผ่านมา ได้มีการออกแบบแล้วเสร็จโดยเน้นสถาปัตยกรรมแบบไทยร่วมสมัย และไม่ใช่อาคารทรงสูง เพื่อไม่ให้บดบังพระบรมมหาราชวังตลอดจนวัดวาอาราม   แต่ที่ตลอดระยะเวลา 1-2 ปี ที่ผ่านมา มีปัญหาเกิดการต่อต้านจากกลุ่มนักอนุรักษ์ และกรมศิลปากรที่ส่งหนังสือ โต้ตอบกันไปมา โดยเฉพาะกรมศิลปากรที่อ้างว่า  อาคารดังกล่าวถือเป็นโบราณสถานอันทรงคุณค่า เพราะมีอายุกว่า 70 ปี ซึ่งเป็นการมองคนละมุมกัน" 
 แหล่งข่าวกล่าวอีกว่า ปีที่ผ่านมา(2553) ศาลได้ยื่น รายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรือ อีไอเอ โครงการก่อสร้างอาคารศาลฎีกาหลังใหม่บนที่ดินเดิม มูลค่า 2,000- 3,000 ล้านบาท ต่อสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) พิจารณา  หาก อีไอเอผ่านความเห็นชอบก็สามารถดำเนินการต่อไปได้     
    ขณะที่แหล่งข่าวจากมหาวิทยาลัยศิลปากรหนึ่งในกลุ่มอนุรักษ์ต่อต้านการรื้ออาคารศาลฎีกา  กล่าวว่า  ขณะนี้ทราบว่า  การทุบศาลฎีกา และสร้างใหม่ ยังดำเนินอย่างต่อเนื่อง เพราะที่ผ่านมา ศาลได้ยื่นขออนุมัติอีไอเอ หากผ่านก็สามารถดำเนินโครงการต่อได้ทันที ขณะเดียวกัน แม้ศาลฎีกาจะอยู่ในรัศมีเกาะรัตนโกสินทร์ มีข้อบัญญัติห้ามก่อสร้างดัดแปลงอาคารโดยเฉพาะอาคารเก่า ของกรุงเทพมหานคร(กทม.)  แต่เนื่องจาก ศาลฎีกาเป็นของหน่วยงานราชการ  สามารถดำเนินการได้  โดยไม่ต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบดังกล่าว เพราะที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติให้ทุบและก่อสร้างอาคารหลังใหม่บนที่ดินเดิมได้ กว่า 10 ปีก่อน  ซึ่งมติครม.  ถือว่าใหญ่กว่าข้อบังคับเกาะรัตนโกสินทร์  จึงสามารถดำเนินการได้ 
  "แต่ที่นักอนุรักษ์ นักวิชาการ มหาวิทยาลัย ตลอดจนประชาชนทั่วไป  ออกมาต่อต้านเพราะเสียดายอาคารเก่าแก่ ที่น่าจะเก็บรักษาไว้ให้คนรุ่นหลังได้ศึกษาและควรขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถาน  หากต้องการสร้างอาคารหลังใหม่ ควรจะหาที่ดินใหม่ย่านชานเมือง หรือ ไปอยู่ที่ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะน่าจะเหมาะสมกว่า ขณะเดียวกันเกรงว่าการทุบทิ้ง ที่ต้องทุบทั้งอาคาร จะกระทบต่ออาคารโดยรอบโดยเฉพาะฐานรากของพระบรมมหาราชวัง และวัดดังหลายแห่ง"      
 นายทวีจิต จันทรสาขา นายกสมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์  กล่าวว่า ขั้นตอนการยื่นขออีไอเอ เพื่อก่อสร้างอาคารดังกล่าว ถือว่าเป็นเรื่องปกติ ที่ต้องทำตามขั้นตอน แต่มองว่า ไม่สามารถเดินหน้าก่อสร้างได้ เพราะต้องฟังเสียงสังคมรอบข้างด้วยว่า เห็นด้วยหรือไม่ ส่วนแบบก่อสร้าง จะเป็นรูปทรงไทยสูง 5 ชั้น  ซึ่งถือว่าสูงกว่าพระบรมมหาราชวัง ขณะเดียวกัน ได้มีการคัดเลือกผู้รับเหมานานแล้ว แต่ไม่สามารถเซ็นสัญญาได้เพราะกระแสต่อต้าน   และสมาคมก็ต่อต้านเรื่องนี้มาโดยตลอด
  ด้านแหล่งข่าวจากกรมศิลปากร กล่าวว่า  ที่ผ่านมา กรมได้ทำหนังสือถึงศาลฎีกาเพื่อขอให้ระงับการรื้อทิ้งเพื่อก่อสร้างอาคารใหม่บริเวณถนนราชดำเนินหรือบริเวณท้องสนามหลวง อย่างต่อเนื่องหลายฉบับ แต่ก็ไม่มีหนังสือตอบรับกลับมา 
 สาเหตุที่ต้องท้วงติงไป เนื่องจากอาคารดังกล่าว เป็นอาคารที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ควรที่จะอนุรักษ์ไว้เป็นโบราณสถาน   ขณะเดียวกัน กรมต้องการขอพิจารณาแบบรายละเอียดอาคาร ซึ่งที่ผ่านมา ศาลฎีกายังไม่ส่งให้แต่อย่างใด
  อย่างไรก็ดี  หากต้องการก่อสร้างศาลควรเปิดรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ว่าเห็นด้วยหรือไม่   เพราะนอกจากจะกระทบทางจิตใจแล้ว  การก่อสร้างดังกล่าว ยังมีผลต่อสิ่งแวดล้อมข้างเคียง   เนื่องจาก เป็นอาคารขนาดใหญ่  และสูง ไม่ต่ำกว่า 4-5 ชั้น อีกทั้งยังตั้งอยู่ในเขตอนุรักษ์เกาะรัตนโกสินทร์  ซึ่งใกล้เขตพระบรมมหาราชวัง และ โบราณสถานอื่นๆ 
แหล่งข่าว กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัญหาปัจจุบันอาคารศาลฎีกายังไม่ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานตามพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.) โบราณสถานพ.ศ. 2535 ส่งผลให้ กรมไม่สามารถดำเนินการตามกฎหมายได้ ขณะเดียวกันกรมยึดหลักปฏิบัติ ว่าอาคารที่เก่าแก่ และ มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ที่น่าเก็บไว้ให้ประชาชนตลอดจนชนรุ่นหลังได้ศึกษาน่าจะอยู่ในข่ายโบราณสถาน  ซึ่งได้มอบให้เจ้าหน้าที่ประเมินคุณค่าของอาคารดังกล่าวแล้ว
 ขณะเดียวกัน กรมได้แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ. โบราณสถาน พ.ศ. 2535  โดยกำหนดคำนิยาม และ สาระสำคัญของกฎหมายใหม่ ให้คุ้มครองอาคารที่ทรงคุณค่าสำคัญๆ  โดยห้ามไม่ให้ถูกทำลายหรือ รื้อถอน เพื่อก่อสร้างใหม่ตามอัตโนมัติ   โดยเกณฑ์การพิจารณา จะไม่จำเป็นต้องเป็นอาคารที่ขึ้นทะเบียนโบราณสถานกับกรมศิลปากร แต่หากอาคารดังกล่าว ประเมินแล้วมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์  และเป็นสถานที่ให้ความรู้  แม้จะมีอายุการใช้สอยอาคารไม่กี่ปี ก็อยู่ในข่ายเป็นอาคาร ที่เป็น"มรดกแห่งความทรงจำ" ซึ่งหากอาคารเหล่านี้ประเมินคุณค่าออกมา ต่อไปจะไม่สามารถทุบหรือทำลายได้ ทั้งนี้ร่างกฎหมายดังกล่าวอยู่ระหว่างการพิจารณาอยู่ในชั้นกฤษฎีกา  ซึ่งคาดว่าจะเร่งผลักดันออกมาบังคับใช้โดยเร็วเพื่อคุ้มครองอีกหลายอาคารที่ทรงคุณค่าและกำลังจะถูกทำลาย

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,632   5-7  พฤษภาคม พ.ศ. 2554


กมธ.พาณิชย์ฯ กัดไม่ปล่อยโครงการประมูลเช่าคอมพ์ กทม. มูลค่ากว่า 900 ล้าน

ไอทีดอทคอม ไอทีดอตคอม
โดย กอง บก.ฐานเศรษฐกิจ   
วันอังคารที่ 03 พฤษภาคม 2011 เวลา 16:12 น.

พฤฒิชัย วิริยะโรจน์พฤฒิชัย วิริยะโรจน์กมธ.พาณิชย์ฯ  กัดไม่ปล่อยโครงการประมูลเช่าคอมพ์ กทม. มูลค่ากว่า 900 ล้าน   ล่าสุดร่อนหนังสือถึงผู้บริหาร กทม. ชี้แจงประเด็น "ล็อก"  พร้อมขู่ฟอดหากไม่มีคำตอบ พร้อมส่งเรื่อง ป.ป.ช. ตรวจสอบแน่นอน    
 นายพฤฒิชัย วิริยะโรจน์ ประธานคณะกรรมาธิการการพาณิชย์และทรัพย์สินทางปัญญา สภาผู้แทนราษฎร  เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ"ว่าแม้ว่าจะสิ้นสุดกระบวนการประมูลเช่าระบบและพัฒนาห้องเรียนคอมพิวเตอร์ของโรงเรียนในกรุงเทพมหานคร จำนวน 435  โรงเรียน จำนวน 20,632 เครื่อง มีมูลค่า 936 ล้านบาท  ด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์   หรือ อี-ออกชัน    โดยมีบริษัท สงขลา ฟินิชชิ่ง จำกัด เป็นผู้เสนอราคาต่ำสุด คือ 893.9 ล้านบาท ไปแล้ว   แต่กรรมาธิการพาณิชย์ และทรัพย์สินทางปัญญา  ยังมีประเด็นที่ติดใจและสงสัยในหลายเรื่อง    ซึ่งล่าสุดได้ส่งหนังสือไปยังกรุงเทพมหานครให้ชี้แจงประเด็นปัญหาที่กรรมาธิการสงสัย  ก่อนเซ็นสัญญากับบริษัท สงขลาฟินิชชิ่ง จำกัด  ในวันที่ 6 พฤษภาคม 2554    
 โดยประเด็นแรกที่กรรมาธิการสงสัย  คือ ผู้ชนะงานประมูล  คือ  บริษัท สงขลาฟินิชชิ่ง จำกัด  และราคาที่ผู้ชนะประมูลเสนอใกล้เคียงกับราคากลาง 936 ล้านบาท     ซึ่งเป็นไปตามที่ กรรมาธิการ และหลายฝ่ายคาดเดาเอาไว้ตั้งแต่แรก    ซึ่งที่ผ่านมา กทม. ไม่สามารถตอบข้อสงสัยของกรรมาธิการได้ว่าทำไมกมธ. ถึงคาดเดาได้ถูกต้อง   เป็นเหตุให้เชื่อว่าโครงการดังกล่าวมีการล็อกการประมูล     ส่วนประเด็นที่ 2 ที่กรรมาธิการที่สงสัย  คือ ประเด็นโรงงานผลิตสเตเบิ้ลลายส์  ที่เป็นผู้ผลิต หรือประกอบเครื่องไมโครคอมพิวเตอร์ ยี่ห้อ เอชพี  รุ่น คอมแพค  6005 โปร เอ็มที ให้กับบริษัทไทยทรานมิชชั่น  จำกัด    โดยขอให้ กทม.เข้าไปตรวจสอบโรงงานผลิตสเตเบิ้ลลายส์  ว่าเคยผลิตหรือประกอบเครื่องไมโครคอมพิวเตอร์รุ่นดังกล่าวมาก่อนหรือไม่  ถ้าหากโรงงานดังกล่าวไม่เคยผลิต หรือประกอบ   กทม.จะต้องยกเลิกการเซ็นสัญญาการประมูลครั้งนี้  เพราะถือว่าบริษัท ไทยทรานมิชชั่น จำกัด ผิดเงื่อนไขทีโออาร์ตั้งแต่แรก  
 ส่วนประเด็นที่ 3 ที่กรรมาธิการต้องการให้กทม.เข้าไปตรวจสอบและชี้แจงต่อกรรมาธิการ  คือ ผู้ผลิตเครื่องแม่ข่ายทั้ง  3 ราย  ที่มีคุณสมบัติถูกต้องตามทีโออาร์    คือ เอชพี, เอเซอร์ และฟูจิตสึ ที่ไม่ได้มีสินค้าเก็บสต๊อกในประเทศไทย  และมีลีดไทม์  หรือระยะเวลานับตั้งแต่ออกใบสั่งซื้อวัตถุดิบ  หลังจากวันสั่งซื้ออย่างน้อย 30 วัน ใช่หรือไม่   ถ้าใช่ กทม. ต้องยกเลิกการประมูล อี-ออกชัน ที่ผ่านมา   เนื่องจาก กทม. เริ่มขายซองประมูลเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2554  และมีกำหนดให้ผู้เข้าร่วมประมูลนำตัวอย่างสินค้ามายื่นเพื่อประกวดราคาในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2554  ซึ่งรวมแล้วมีระยะเวลาเพียง 18 วัน   ดังนั้นเป็นเหตุเชื่อได้ว่าอาจมีการล็อกสเปกไว้ล่วงหน้า  เอื้อประโยชน์ให้กับผู้เข้าร่วมประมูลบางราย
 สุดท้าย คือ ขอให้กทม. หาหลักฐานข้อมูลมายืนยันว่า เครื่องปรับอากาศขนาด 25,000 บีทียู ชนิดแบบแขวนใต้เพดาน ระบบ อินเวอร์เตอร์ ที่ได้รับการรับรองการประหยัดไฟเบอร์ 5 ตามทีโออาร์นั้นมีผู้ผลิตมากกว่า 1 ราย  ไม่ได้มีเฉพาะ สตาร์แอร์ เป็นผู้ผลิตเพียงรายเดียวในไทย  และขอให้ กทม. ตรวจสอบว่าเครื่องปรับอากาศขนาด 25,000  บีทียู ชนิดแบบแขวนใต้เพดาน ระบบ อินเวอร์เตอร์ ที่ได้รับการรับรองการประหยัดไฟเบอร์ 5 มีการจำหน่ายอยู่ในท้องตลาดโดยทั่วไป  หรือต้องมีการสั่งผลิตโดยเฉพาะ    หากต้องการมีการสั่งผลิตโดยเฉพาะ  อาจเข้าข่ายการล็อกสเปกได้ 
 นายพฤฒิชัย  กล่าวต่ออีกว่า หากกทม. ไม่สามารถตอบคำถามกรรมาธิการ ตามประเด็นข้อสงสัยดังกล่าวได้ ขอให้มีการยกเลิกการเซ็นสัญญากับบริษัท สงขลา ฟินิชชิ่ง จำกัด ในวันที่ 6 พฤษภาคม 2554 นี้ไปก่อน   หาก กทม. ยังคงดำเนินการต่อกรรมาธิการ จะส่งเรื่องไปยัง คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ  หรือ ป.ป.ช. เพื่อดำเนินการตรวจสอบผู้ว่าฯ กทม. ต่อไป

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,632   5-7  พฤษภาคม พ.ศ. 2554


--
http://www.thaismeplus.com/news-en/business-news/1168.html
http://projects.silodesign.nl/vcm/
http://masterpieces.asemus.museum/default.aspx
http://www.skyscrapercity.com/showthread.php?t=1036185&page=32
http://twitter.com/RAFIKALGER
http://profile.imageshack.us/user/RafikH...
http://www.mixpod.com/playlist/47308482
http://fr-fr.facebook.com/people/Rafik-H...
http://www.tlcb.or.th/index.php?option=com_content&view=frontpage&Itemid=494
http://www.moeradiothai.net/home.php?webid=1
http://www.depthai.go.th/Default.aspx?tabid=114&qCategoryID=61&qKeyword=0
http://www.youtube.com/watch?v=W7giBy862zo&feature=related
http://www.youtube.com/watch?v=6bLZPatq53k&feature=fvw
http://www.youtube.com/watch?v=zN-LR9_IYpA
http://www.kmutt.ac.th/rippc/info.htm
http://www.fccthai.com/TheBulletin.html#517



สปส.เล็งรีดเงินผู้ประกันตน

ข่าวหน้า1 ข่าวหน้า1
โดย กอง บก.ฐานเศรษฐกิจ   
วันพุธที่ 04 พฤษภาคม 2011 เวลา 09:21 น.

สปส.เล็งเก็บเงินสมทบผู้ประกันตนตามมาตรา 39 เพิ่ม หลังพบรายจ่ายมากกว่ารายรับเท่าตัว หวั่นกระทบเงินกองทุนในระยะยาว หลังจากจ่ายบำเหน็จ บำนาญให้ผู้ประกันตนปี 2557 ทั้งเผยความคืบหน้าการคืนสิทธิผู้ประกันตนม.39 อยู่ระหว่างขั้นตอนการประกาศบังคับใช้
 นางสมพร ทองชื่นจิตต์ รองโฆษกสำนักงานประกันสังคม (สปส.) เปิดเผย "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า สปส. กำลังศึกษาถึงแนวทางการจัดเก็บเงินสมทบผู้ประกันตนตามพ.ร.บ.ประกันสังคม มาตรา 39  เพิ่มเติม เนื่องจากจำนวนผู้ประกันตนเพิ่มมากขึ้น โดยในปัจจุบันมีจำนวนสูงถึงประมาณ 7 แสนคน และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มสูงขึ้น ในขณะที่อัตราเงินสมทบที่ผู้ประกันตนจ่ายในปัจจุบัน เฉลี่ยอยู่ที่เดือนละ 432 บาท และเป็นอัตราที่ใช้มาตั้งแต่ปี 2538 รวมแล้วเป็นเวลากว่า 16 ปี ที่ใช้ในอัตราเดิม จึงมองว่าไม่ เหมาะสมกับสภาพความเป็นจริงในปัจจุบัน 
 ทั้งนี้เนื่องจากรายรับกับรายจ่ายที่เกิดขึ้นจริงไม่สมดุลกัน กล่าวคือรายจ่ายมากกว่ารายรับถึงเท่าตัว ประกอบกับในปี 2557 ที่จะถึงนี้ ทางสปส.จะเริ่มจ่ายเงินให้กับผู้ประกันตนกรณีชราภาพ ในรูปของบำเหน็จและบำนาญ หากสถานภาพยังเป็นอยู่อย่างนี้ อาจส่งผลให้กองทุนไร้เสถียรภาพได้ เนื่องจากในอนาคตประเทศไทยจะเข้าสู่สังคมชราภาพ
 "จากสภาพปัญหาดังกล่าว ทางคณะผู้บริหารสำนักงานประกันสังคม จึงมีแนวคิดที่จะปรับเพิ่มฐานเงินเดือนเฉลี่ยใหม่ ส่วนจะเป็นเท่าไหร่ ก็คงต้องขึ้นอยู่กับตามสภาพความเป็นจริงของสังคมขณะนั้น  และเมื่อได้ฐานเงินเดือนที่เหมาะสมแล้ว ก็จะนำมาคำนวณหาค่าเฉลี่ยที่ผู้ประกันตนจะต้องจ่ายเพิ่มเติม หากตัวเลขและแนวคิดดังกล่าวผ่านความเห็นชอบจากบอร์ดประกันสังคม ก็จะสามารถแก้กฎกระทรวงและให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติ หากผ่านก็จะสามารถประกาศใช้ได้ทันที"
 นางสมพร กล่าวอีกว่า ทั้งนี้ผู้ประกันตนตามมาตร 39 คือกลุ่มผู้ประกันตนตามมาตรา33 เดิม ที่ออกจากงานและสมัครเข้าประกันสังคมในสถานะผู้ประกันตนโดยสมัครใจ ต้องส่งเงินสมทบมาแล้วไม่น้อยกว่า 12 เดือน และออกจากงานมาแล้วไม่เกิน 6 เดือน และต้องไม่เป็นผู้รับประโยชน์ทดแทนกรณีทุพพลภาพ จากกองทุนประกันสังคม โดยปัจจุบันสปส.ได้ดำเนินการจัดเก็บเงินสมทบในอัตรา 9% ของค่าจ้าง 4,800 บาท ยกเว้นกรณีว่างงาน คิดเป็นเงินสมทบเดือนละ 432 บาท  
 ทั้งนี้ เพื่อให้ได้รับสิทธิประโยชน์ 6 กรณี คือ กรณีเจ็บป่วย คลอดบุตร ทุพพลภาพ เสียชีวิต สงเคราะห์บุตรและชราภาพ ซึ่งในจำนวนเงินสมทบนี้ จะแบ่ง อัตรา 3% ของค่าจ้างหรือคิดเป็นเงินจำนวน 144 บาท จัดเก็บไว้เพื่อสิทธิประโยชน์ 4 กรณี คือ เจ็บป่วย คลอดบุตร ทุพพลภาพ เสียชีวิต และเงินสมทบในอัตราร้อยละ 6 ของค่าจ้าง คิดเป็นเงิน 288 บาท จัดเก็บไว้เป็นเงินออมกรณีชราภาพ และผู้ประกันตนจะได้รับเงินออมคืนเมื่ออายุครบ 55 ปี บริบูรณ์ และความเป็นผู้ประกันตนจะสิ้นสุดลง 
 ต่อเรื่องนี้ นายปั้น วรรณพินิจ เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม กล่าวว่า สปส.กำลังศึกษาเรื่องแนวทางการจัดเก็บเงินสมทบเพิ่มเติมจากผู้ประกันตนตามมาตรา 39 จริง โดยจะปรับให้สอดคล้องกับหลักเกณฑ์การส่งเงินสมทบของผู้ประกันตนมาตรา33 โดยคิดจากค่าจ้างต่ำสุด 1,650 บาท แต่ไม่เกิน 15,000 บาท แต่คงไม่ใช่ฐานค่าจ้างเดียวกัน เพื่อสร้างทางเลือกให้กับผู้ประกันตน ซึ่งตัวเลขจะเป็นเท่าไหร่นั้นก็ขึ้นอยู่กับตามสภาพความเป็นจริงของสังคม 
 "ผมตั้งเป้าเอาไว้ว่าจะให้แล้วเสร็จก่อนปี 2557 ก่อนที่จะเริ่มจ่ายเงินให้ผู้ประกันตนกรณีชราภาพ แต่จะเป็นไปได้ตามเป้าหมายหรือไม่นั้นก็ต้องดูปัจจัยอื่นเพิ่มเติมเช่น รอความเห็นชอบจากรัฐบาลชุดใหม่ รอผลการทำประชาวิจารณ์ รอสภาอนุมัติ ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนใช้ระยะเวลาด้วยกันทั้งสิ้น" 
 ด้านแหล่งข่าวจากสำนักงานประกันสังคม กล่าวเพิ่มเติมถึงตัวเลขที่มีความเป็นไปได้ในการปรับเพิ่มฐานค่าจ้างในการส่งเงินสมทบสำหรับผู้ประกันตนมาตรา 39 นั้นว่า หากพิจารณาจากสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน ตัวเลขที่มีความเหมาะสมก็คือจำนวน  8,000 บาท ซึ่งหากคำนวณวิธีการเก็บเงินสมทบที่ใช้อยู่ในปัจจุบันคืออัตรา 9 % ของค่าจ้าง ผู้ประกันตนก็จะต้องส่งเงินสมทบเพิ่มเป็นเดือนละ 720 บาท
 ส่วนกรณีผู้ประกันตนมาตรา 39 ที่ขาดส่งเงินสมทบเกิน 3 เดือน หรือภายในระยะเวลา 12 เดือนส่งเงินสมทบไม่ครบ 9 เดือน และถูกตัดสิทธิไปแล้ว ซึ่งมีจำนวนมากที่ได้ร้องเรียนให้มีการแก้ไขกฎหมายนั้น  ขณะนี้เรื่องดังกล่าวได้ผ่านการพิจารณาจากวุฒิสภาแล้ว และอยู่ในขั้นตอนรอการประกาศบังคับใช้ต่อไป   โดยในปัจจุบันมีสถิติผู้ประกันตนตามมาตรา 39 ที่สิ้นสภาพจำนวน 715,071 คน ซึ่งมีการกลับเข้ามา เป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 บางส่วน และผู้ประกันตนตามมาตรา 39 ที่จะได้รับสิทธิกลับคืน 2 กรณี คือ ขาดส่งเงินสมทบ 3 เดือนติดต่อกันจำนวน 479,494 คน และภายในระยะเวลา 12 เดือนส่งเงินสมทบไม่ครบ 9 เดือนจำนวน 19,417 คน 
 ดังนั้นยอดผู้ขาดส่งเงินสมทบตามมาตรา 39 มีจำนวนทั้งสิ้น 498,911 คน ซึ่งทางสำนักงานประกันสังคมได้ดำเนินการเพื่อคืนสิทธิให้แก่ผู้ประกันตนที่ ถูกตัดสิทธิดังกล่าว เพื่อให้ผู้ประกันตนได้รับสิทธิประโยชน์ที่พึงได้ตามเดิม ทั้งนี้ในปี 2553 ที่ผ่านมากองทุนประกันสังคม มีเงินลงทุนรวม 789,1818 ล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นผลกำไรจากการลงทุน จำนวน 33,750 ล้านบาท สูงกว่าปี 2552 จำนวน 7,716 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 26.71 %  ซึ่งเป็นผลมาจากราคาหุ้นที่พุ่งสูงขึ้นในช่วงปลายปี 
 สำหรับในปี 2554 นี้ สปส.ตั้งเป้าจะให้กองทุนประกันสังคมมีผลกำไรรวม ไม่ต่ำกว่า 30,000 ล้านบาท โดยจะนำเงินไปลงทุนประมาณ 150,000 ล้านบาท เน้นการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล และรัฐวิสาหกิจ ซึ่งเป็นหลักทรัพย์ที่มีความมั่นคงสูงไม่ต่ำกว่า 70% และลงทุนในหุ้นไม่เกิน 10% นอกจากนี้ยังเตรียมนำเงินอีกจำนวน 600 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ไปลงทุนในหุ้นและสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำในตลาดต่างประเทศ หลังจากที่ผ่านมา มีการลงทุนอยู่แล้วราว 800 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในตัวพันธบัตร ทั้งนี้เพื่อเตรียมพร้อมรับการเจริญเติบโตของกองทุนที่จะมีมูลค่ามหาศาลในอนาคต ซึ่งตลาดหุ้นไทยไม่สามารถรองรับได้ 

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,632   5-7  พฤษภาคม พ.ศ. 2554


http://goo.gl/PO6Ru


กมธ.กฎหมายฯพบพิรุธสั่งปิด 13 สถานีแดง หมายศาล-ข้อหาไม่ตรงกัน

วันที่ 04 พฤษภาคม พ.ศ. 2554 เวลา 14:18 น.  ข่าวสดออนไลน์ 


กมธ.กฎหมายฯพบพิรุธสั่งปิด 13 สถานีแดง หมายศาล-ข้อหาไม่ตรงกัน

 ที่รัฐสภา นายไพโรจน์ อิสระเสรีพงษ์ สส.กทม. พรรคเพื่อไทย ในฐานะโฆษกคณะกรรมาธิการ(กมธ.) การกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร แถลงการณ์ถึงผลประชุมของกมธ.ในวันเดียวกันนี้ว่า ได้พิจารณากรณีที่ชมรมสื่อมวลชนเพื่อประชาธิปไตย ได้รับผลกระทบจากการที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) ปิดสถานีวิทยุชุมชน 13 สถานี โดยเชิญผู้เกี่ยวข้องเข้าหารือ อาทิ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) สำนักงานกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) 
 
 โดยนายไพโรจน์ กล่าวว่า รับทราบจากกทช.ว่าตอนนี้ยังไม่มีกฎหมายการควบคุมหรือจัดระเบียบกิจการวิทยุชุมชนกว่าหมื่นสถานีในประเทศไทย เพราะยังไม่มีคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์และโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ทำให้การออกอากาศของวิทยุชุมชนขณะนี้จึงเป็นลักษณะทดลองการออกอากาศ ดังนั้นกมธ. เห็นว่า การดำเนินการดังกล่าวของเจ้าหน้าที่รัฐจึงไม่สามารถทำได้ นอกจากนี้หาก 13 สถานี ทำผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และ 116 เกี่ยวกับการหมิ่นสถาบันจริง ทาง สตช. ระบุว่า จะต้องนำเรื่องดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณากลั่นกรองจากคณะกรรมการสตช.ที่รับผิดชอบเสียก่อน จึงจะสามารถเข้าทำการจับกุมได้ แต่เรื่องดังกล่าวไม่ผ่านการตรวจสอบจากคณะกรรมการชุดดังกล่าว นอกจากนี้ผู้ร้องยังเชื่อว่าการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐ เป็นไปเพื่อปกป้องพรรคประชาธิปัตย์

 

 ด้านนายจุติพงษ์ พุ่มมูล เลขาชมรมสื่อฯ กล่าวว่า การดำเนินการดังกล่าวมีข้อผิดสังเกตหลายประการ ตั้งแต่การบังคับใช้กฎหมายที่เป็นลักษณะเลือกปฏิบัติ เพราะในเมื่อกทช.ระบุว่าไม่มีอำนาจในการปิดวิทยุชุมชน จึงเห็นว่าการออกอากาศดังกล่าวสามารถกระทำได้ ไม่เข้าใจว่าในเมื่อวิทยุชุมชนมีเป็นหมื่นสถานี ทำไมมาปิด เฉพาะ 13 สถานี ถ้าจะปิดก็ต้องปิดทั้งหมด ซึ่งถือว่าเข้าข่ายการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ที่สำคัญ มีจุดที่ผิดสังเกตคือการอ้างข้อกฎหมายในการจับกุม เพราะข้อกล่าวหาที่ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการ คือ ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และ 116 เกี่ยวกับการหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์ แต่ปรากฏว่าในหมายศาลที่ขอทำการตรวจค้นสถานีวิทยุชุมชน ไม่ได้ระบุข้อหาดังกล่าวเพียงแต่มีการระบุว่าไม่มีใบอนุญาตในการออกอากาศของสถานีวิทยุชุมชน ซึ่งถือว่าเป็นคนละเรื่องคนละประเด็นกัน จึงสงสัยว่าการดำเนินการดังกล่าวมาจากเหตุผลทางการเมืองหรือไม่


http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?newsid=TVRNd05EUTVNelV6Tnc9PQ==&sectionid=